Header Ads

Breaking News
recent

23 มีนาคม 2558 กสท.ได้ลงมติ 3 ใน 2 ต่อกรณีSLCการเข้าถือหุ้นของ NATION ถือว่าไม่ได้มีการผิดเงื่อนไขต่อประกาศของ กสทช. ต่อข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ.2556

ประเด็นหลัก


     
       คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.ได้ลงมติ 3 ใน 2 ต่อกรณีการเข้าถือหุ้นของ บมจ.โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC ในการเข้าถือหุ้นของ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หรือ NMG ในสัดส่วนเพียง 12% ในสัดส่วนที่ถือว่าเข้าข่ายผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นการถือครองใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลในหมวดหมู่เดียวกันเกินสัดส่วนร้อยละ 10 ตามที่ประกาศกำหนดไว้ก่อนการประมูล ซึ่งถือว่าไม่ได้มีการผิดเงื่อนไขต่อประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ.2556
   


_____________________________________________________












“SLC” แตกฟองถือหุ้น NMG เพียง 12.27% ไม่ขัดผลประโยชน์ร่วมกัน



ที่ประชุม กสท.โหวต 3 ต่อ 2 ชี้โซลูชั่น คอนเนอร์ เข้าถือหุ้นของ เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป มีสัดส่วนเพียง 12.27% ไม่เกินกว่า 25% และไม่ปรากฏว่ากระทำการขัดต่อเงื่อนไขต่อผลประโยชน์ทีี่เกิดขึ้นร่วมกัน
     
       คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.ได้ลงมติ 3 ใน 2 ต่อกรณีการเข้าถือหุ้นของ บมจ.โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC ในการเข้าถือหุ้นของ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หรือ NMG ในสัดส่วนเพียง 12% ในสัดส่วนที่ถือว่าเข้าข่ายผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นการถือครองใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลในหมวดหมู่เดียวกันเกินสัดส่วนร้อยละ 10 ตามที่ประกาศกำหนดไว้ก่อนการประมูล ซึ่งถือว่าไม่ได้มีการผิดเงื่อนไขต่อประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ.2556
     
       ขณะที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสทช. กล่าวว่า การเข้าถือหุ้นร่วมกันเกินร้อยละ10 คือ ขัดกติกา กสทช. ซึ่งตามความเห็นอนุที่ปรึกษากฎหมาย ถ้ายึดกฎกติกาที่วางไว้ปัญหาจะหมดไป เหตุผลในตอนนั้นที่มีการขยายให้ผู้ประมูลใบอนุญาติดิจิตอลทีวีช่อง HD ช่องข่าว และช่องวาไรตี้ SD ก็เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสเข้ามามากขึ้น สร้างความแตกต่างเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งประชุมฯ มีมติ 3 ต่อ 2 เสียงเห็นว่า บมจ.โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC ไม่เป็นผู้มีอำนาจควบคุม บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หรือ NMG ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด (NNV) โดยได้รับใบอนุญาตดิจิตอลทีวีช่องข่าวสาร เนชั่นทีวี เพราะถือหุ้นใน NMG เพียง 12.27% ไม่เกินกว่า 25% และไม่ปรากฏว่า กระทำการขัดต่อเงื่อนไขการมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่ขัดต่อประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ.2556


http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000033761&Keyword=slc

_____________________





_____________________________________________________












กสท.ไม่ฟัน SLC ครอบงำสื่อ / เครือเนชั่นจ่อฟ้อง 3 กรรมการ


นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.)

        SLC ฟ้อง เครือเนชั่น ฐานหมิ่นประมาท 2.3พันล้านบาท หลังกสท.ลงมติตัดสินไม่ได้ เหตุคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้ผลการพิจารณาการถือหุ้น SLC เข้าข่ายครอบงำสื่อตกไป ขณะที่เนชั่น เตรียมฟ้อง 3 กสท.ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม กม.
     
       นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกสท.ไม่สามารถลงมติเกี่ยวกับเรื่องบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) ว่ามีความผิดฐานครอบงำสื่อหรือไม่ เนื่องจากที่ประชุมมีมติ 2:2:1 จึงไม่สามารถลงความเห็นเป็นมติที่ประชุมได้เพราะเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดที่ต้องมีมติ 3 เสียงถึงจะเป็นมติเสียงข้างมากได้
     
       สำหรับความเห็นของกรรมการกสท.ต่อเรื่องดังกล่าวนั้น 2 เสียง โดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ เห็นว่ามีความผิดฐานครอบงำสื่อ ส่วนอีก 2 เสียงคือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า งดออกเสียง ขณะที่พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ มีความเห็นว่าไม่เข้าข่ายครอบงำกิจการเพราะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนในการตัดสินใจของบริษัทต้องถือหุ้นในสัดส่วน 25% ไม่ใช่ 12.27%
     
       ด้านนางสาวสุภิญญา กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมไม่สามารถลงมติได้ ก็เท่ากับว่าการตัดสินว่า SLC มีความผิดฐานการครอบงำสื่อต้องตกไป นับจากนี้ขึ้นอยู่กับทางบริษัทเนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ว่าจะเสนอเรื่องมาให้ที่ประชุมพิจารณาต่ออย่างไร โดยสำนักงานกสทช.อาจจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหากมีประเด็นใหม่ๆให้ที่ประชุมพิจารณา แต่โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าการไม่ตัดสินของกรรมการกสท.ครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต
       *** SLC ฟ้องฐานหมิ่นประมาท
     
       ด้าน SLC นำโดย นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท และนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความบริษัท ได้เดินทางไปศาลอาญาเมื่อเวลา 14.00 น.ของวันนี้ (23 มี.ค.) เพื่อยื่นฟ้องบุคคลและนิติบุคคลจำนวน 10 ราย คดีหมายเลขดำที่ อ.1082/2558 ลงวันที่ 23 มี.ค. 58 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ต่อ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพธุรกิจ มีเดีย จำกัด, นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ, นางสาวดวงกมล โชตะนา,นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น,นายเสริมสิน สมะลาภา,นายพนา จันทรวิโรจน์, นางสาวณัฐวรา แสงวารินทร์,นายจักรกฤษ เพิ่มพูน, นายนิติราษฎร์ บุญโย หลังจากที่ร่วมนำเสนอข่าวสร้างความเสียหายแก่ SLC ตั้งเดือนธ.ค. 57 -เดือนม.ค. 58 รวมค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 2,343,005,267.90 บาท
     
       *** เนชั่นฟ้อง 3 กสท.
     
       ด้าน บริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ตัดสินใจจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเร็วๆนี้ เฉพาะกรรมการกสท. 3 คนคือพ.อ.นที ในฐานะประธานกสท.,พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ และพล.ท.พีระพงษ์ ที่มีความเห็นว่าการถือหุ้นของ SLC ไม่ถือเป็นการครอบงำสื่อ ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ในมาตรา 31 และมาตรา 32 และหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกการใช้คลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิตอลในส่วนของ คุณสมบัติ 'ผู้ถือหุ้นใหญ่' และ'ผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน' ของผู้เข้าประมูลและ ภายหลังการประมูล ทั้งทางตรงและทางอ้อม
     
       บริษัทมีความเห็นว่าเมื่อ กรรมการกสท.3 ท่านดังกล่าวไม่ได้ยึดมั่นในการใช้ความรู้ความสามารถในการกำกับและดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลตามกฏหมายอย่างเที่ยงธรรม ตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ในส่วนที่ 4 การป้องกันการผูกขาด มาตรา 31 และมาตรา 32
     
       มาตรา 31 เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงำกิจการในลักษณะที่เป็นการจำกัด โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายหรือ กระทำการอันเป็นการผูกขาดการประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกัน ห้ามผู้รับใบอนุญาตถือครองธุรกิจในกิจการประเภทเดียวกัน หรือครองสิทธข้ามสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
     
       มาตรา 32 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ให้การประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาตอยู่ในบังคับของกฏหมายว่าด้วยการแข่งขันทาง การค้าหรือมาตรการเฉพาะที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามลักษณะการประกอบกิจการ กระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ การกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้หมายความรวมถึงการถือครองธุรกิจในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกันหรือการใช้ วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นพิเศษเพื่อรับสัญญาณเสียงหรือภาพในลักษณะที่ กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
     
       นอกจากนี้หลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกการใช้คลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิตอลปี 2556 ได้ให้นิยาม 'ผู้ถือหุ้นใหญ่' ที่เกินกว่า 10% และ'การเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน'ของผู้เข้าประมูลทีวีดิจิตอลในช่วงปี 56 ที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปเจตนารมณ์การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมที่ได้มีการบัญญัติ ในกฏหมาย 2 ฉบับคือพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2553
     
       รวมทั้งมติของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฏหมายกสทช.ได้ให้ความเห็นเสียงข้างมากว่าหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกด้วยการประมูลคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิตอล 24 ช่องให้บังคับใช้ต่อเนื่อง ภายหลังการประมูลสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.56 เพื่อให้สภาพการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมของช่องทีวีดิจิตอล 24 ช่องยังดำรงอยู่ตลอดอายุใบอนุญาตที่มีอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมีช่องทางหลากหลายในการเลือกรับชมช่องทีวีดิจิตอล 24 ช่องเช่นเดิม

http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9580000033954
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.