Header Ads

Breaking News
recent

19 เมษายน 2558 MONO ระบุ ปีนี้จะเป็นปีที่โมโน 29 สามารถบรรลุจุดคุ้มทุนได้ แต่น่าจะเป็นในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ส่วนในภาพรวมของธุรกิจ จะวัดกันที่สายป่าน ใครยาวกว่าก็น่าจะอยู่ได้นานกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าในปีนี้

ประเด็นหลัก




นายนวมินทร์กล่าวปิดท้ายว่า ปีนี้จะเป็นปีที่โมโน 29 สามารถบรรลุจุดคุ้มทุนได้ แต่น่าจะเป็นในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ส่วนในภาพรวมของธุรกิจ จะวัดกันที่สายป่าน ใครยาวกว่าก็น่าจะอยู่ได้นานกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าในปีนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีรายการเด็ดดึงเรตติ้งหรือ Killer Program ให้ได้ช่องละ 1-2 รายการ โดยหลักการง่ายๆก็คือ รู้ว่าผู้ชมคือใครและหาอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ชมให้ได้.
_____________________________________________________











กลยุทธ์ 'แหกโผ' ของ "โมโน 29" แตกต่างอย่างชัดเจน 1 ใน 3 ช่องฮิตดิจิตอล


ความนิยมของช่องโมโน 29 ในฐานะช่องทีวีดิจิตอลใหม่ ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้แก่คู่แข่งบิ๊กเนมของพวกเขาเท่านั้น แต่มันยังก่อให้เกิดความสงสัยใคร่หา เหตุผลว่า เพราะอะไรบริษัทขนาดกลางที่เติบโตมาจากธุรกิจหลักให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม จึงสามารถทะยานขึ้นมาคว้าอันดับ 1 ใน 3 ช่องดิจิตอลยอดนิยมได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีแรกของการออกอากาศ

ความสำเร็จที่ว่าได้มาโดยบังเอิญ โชคช่วย หรือฝีมือ นวมินทร์ ประสพเนตร ผู้ช่วยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด (MONO29) พร้อมชี้แจงดังต่อไปนี้

“ก่อนประมูลใบอนุญาต ทางเราก็คุยกันเยอะ เริ่มต้นตั้งแต่ประเมินว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะให้ใบอนุญาตช่องดิจิตอลธุรกิจทั้งหมด 24 ช่อง ถือว่าเยอะ เราจึงต้องสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน ตัวตนของช่องโมโน 29 ในวันนี้ จึงชัดเจนมาตั้งแต่วันแรก (เดย์วัน) ที่ตัดสินใจเข้าประมูล ซึ่งมาจากแนวคิดที่ต้องการสร้างความแตกต่าง ด้วยการเป็นช่องหนังและซีรีส์ เราคิดกันละเอียดไปถึงขั้นที่ว่าเราจะทำแบรนดิ้ง (สร้างแบรนด์) ช่องโมโน ด้วยการใส่เลขช่องลงไปในแบรนด์ด้วย เพื่อให้คนจดจำ หลังเลือกเลขช่อง 29 แบรนด์ของเราจึงเป็นโมโน 29 มาตั้งแต่นั้น และนี่คือสิ่งที่เวิร์กมาก เพราะทำให้คนจำเลขช่องของเราได้แม่นขึ้น”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทโมโน หรือโมโน กรุ๊ป (Mono Group) ถือเป็นผู้ให้บริการด้านสื่อคอนเทนต์ครบวงจร ในเครือข่ายของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมรายเก่าแก่ โดยโมโนกรุ๊ป ก่อตั้งเมื่อปี 2545 ปัจจุบันมีบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโมโน เทคโนโลยี, โมโน บรอดคาซท์, โมโน เรดิโอ, โมโน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และโมโน ฟิล์ม เป็นต้น มีนายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล นั่งเป็นประธานกรรมการ

ปัจจุบัน โมโน บรอดคาซท์ เจ้าของช่องโมโน 29 ครองเรตติ้งติดอันดับ 3 ในบรรดาช่องทีวีดิจิตอลใหม่ 24 ช่องทั้งหมด มีเรตติ้งเฉลี่ยล่าสุดที่ประมาณ 0.27 แต่หากจะนับอัตราเฉลี่ยที่ผู้ชมเปิดรับชมในช่วงเวลาหนึ่งหรือ Average time for viewer นั้น ปรากฏว่า ช่องโมโนถือว่าอยู่เป็นอันดับ 1 ในบรรดาช่องดิจิตอล นั่นคือมีระยะเวลาที่ผู้ชมเปิดแช่ช่องนานที่สุดเฉลี่ยวันละ 45 นาที ขณะที่ช่องทีวีเดิมคือช่อง 7 และ ช่อง 3 นั้น มีระยะเวลาเปิดแช่ช่องต่อวันที่ราว 1 ชม. 15 นาที ใกล้เคียงกัน

นายนวมินทร์กล่าวว่า พฤติกรรมการเปิดแช่ช่องโมโน 29 เกิดจากจุดแข็งของช่องที่เน้นฉายหนังและซีรีส์เรื่องดังต่อเนื่องตามสโลแกน “หนังดี ซีรีส์ดัง” หรือ Motion Non-Stop Channel พอคนดูติด ก็จะเปิดช่องทิ้งเอาไว้ เห็นได้จากช่วงไพร์มไทม์หรือที่มีผู้คนติดตามชมเป็นจำนวนมาก 3 อันดับแรกของช่อง จะเป็นช่วงเวลาฉายหนังและซีรีส์ทั้งสิ้น เริ่มต้นจากช่วงหนังเที่ยง ช่วง 20.00-22.00 น. ซึ่งเป็นโปรแกรมซีรีส์ยิงต่อเนื่อง และช่วง 09.00-11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงหนังและซีรีส์ฉายสลับหมุนเวียนเช่นกัน
เขาจึงเชื่อว่าความสำเร็จของโมโน 29 ในวันนี้ มาจากการวางตำแหน่งทางการตลาดตั้งแต่วันแรกที่จะต้องแตกต่างจากช่องอื่น ทำให้สื่อสารออกมาได้ตรงจุด เดินตามแผนได้อย่างแม่นยำ เพราะพอกำหนดทิศทางของช่องได้โมโนก็เริ่มกว้านซื้อลิขสิทธิ์หนัง ซีรีส์มาไว้ในมือ ซึ่งขณะนี้มีไม่ต่ำกว่า 1,500 เรื่อง เป็นลิขสิทธิ์ยาว 3-5 ปี ด้วยงบด้านคอนเทนต์ปีละ 300-400 ล้านบาท

โดยหนังและซีรีส์ฮิต ที่อยู่ในมือในปัจจุบัน ประกอบด้วย ซีรีส์ ได้แก่ CSI ทั้งหมด รวมทั้งซีรีส์ใหม่เอี่ยมเช่น The Flash, The Blacklist, iZombie, How to get away with murder, Vampire Diaries 2 และ Madam Secretary ขณะที่หนังมีเป็นพันเรื่อง ได้แก่ Spiderman ทุกภาค, The Matrix ทุกภาค, Pirates of the Caribbean ทุกภาค, Mission Impossible ทุกภาค เป็นต้น

“เราอาจโชคดีที่มีประสบการณ์ด้านการซื้อหนังมาก่อน เรามีบริษัทโมโน ฟิล์ม ซึ่งผลิตและนำเข้าหนัง จึงไม่ใช่เรื่องยาก ที่สำคัญชัดเจนในสิ่งที่เราเป็น รายการของช่องโมโน 29 จะต้องสอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของช่อง ภายในปีนี้เราจะเพิ่มรายการที่ผลิตในประเทศมากขึ้น แต่ไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องเป็นเท่าใด จากปัจจุบันที่มีรายการผลิตเองราว 10% ของรายการบันเทิงทั้งหมด ส่วนข่าวมีสัดส่วน 25% ตามเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนดอยู่แล้ว”

นายนวมินทร์กล่าวอีกว่า รายการในประเทศที่จะมีเพิ่มขึ้น มีทั้งที่ผลิตเองและจ้างผลิต ทั้งรายการวาไรตี้ ท่องเที่ยว ซีรีส์ ส่วนละครยังไม่มีแผนผลิตในระยะเวลาอันใกล้นี้แน่นอน เพราะละครมีความเป็นแมส (ตลาดกว้าง) ช่องโมโนไม่ใช่ช่องแมส แต่เป็นช่องเฉพาะสำหรับคอหนัง อย่างไรก็ตาม มีแผนที่จะสร้างความเปรี้ยงปร้างให้กับช่องในเวลาอันใกล้นี้แน่นอน เนื่องจากเชื่อว่าการจะดึงคนดูได้เพิ่มขึ้น ต้องมีคอนเทนต์รายการที่สร้างความฮือฮาได้มากกว่านี้ แต่ขณะนี้ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

ส่วนรายการข่าวซึ่งถือว่าเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดผู้ชมเช่นกันนั้น ไม่ใช่จุดแข็งของโมโน จึงจะไม่เข้าแข่งขันเต็มตัว เพราะต้นทุนสูงและมีมืออาชีพลงแข่งขันเป็นจำนวนมาก หลายช่องทำรายการข่าวได้ดีเยี่ยม แต่เพราะมีหลายช่องก็ต้องแชร์ความนิยมกันไป ช่องข่าวจึงดึงเรตติ้งกันเอง

ปัจจุบัน ผังของช่องโมโน 29 ประกอบด้วยข่าว 25% รายการอื่นๆ 5% และหนังรวมทั้งซีรีส์ 70% ในจำนวนดังกล่าวมีที่เป็นสัดส่วนในประเทศราว 10% เท่านั้น เพราะเกือบทั้งหมดเป็นการซื้อลิขสิทธิ์มาออกอากาศ ส่วนกลุ่มเป้าหมายผู้ชมนั้น ปรากฏมีอายุเฉลี่ย 30 ปี สัดส่วนผู้ชมชายและหญิงใกล้เคียงกัน

โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นออกอากาศโมโน 29 ปรับอัตราค่าโฆษณาในทุกไตรมาส ช่วงเริ่มออกอากาศ ขายโฆษณาอยู่ที่นาทีละ 4,000-5,000 บาท จนปัจจุบันอัตราเฉลี่ยค่าโฆษณาต่อนาทีอยู่ที่ 20,000 บาท ขณะที่ช่วงไพร์ม-ไทม์ (เวลาที่มีผู้ชมสูงสุด) ขายอยู่ที่ 35,000 บาท

ส่วนเงินลงทุนในปีนี้นั้น คาดว่าจะอยู่ในระดับ 500-600 ล้านบาท เป็นงบลงทุนด้านรายการเท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 300-400 ล้านบาท ที่เหลือเป็นงบบริหารจัดการ เช่น จ่ายค่าใบอนุญาตตามงวดที่กำหนด ค่าออกอากาศ ค่าโครงข่ายราว 200 ล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีแรกในการออกอากาศ ต้องลงทุนมากหน่อยราว 1,000 ล้านบาท ไม่รวมค่าประมูลใบอนุญาตที่ 2,200 ล้านบาท

นายนวมินทร์กล่าวปิดท้ายว่า ปีนี้จะเป็นปีที่โมโน 29 สามารถบรรลุจุดคุ้มทุนได้ แต่น่าจะเป็นในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ส่วนในภาพรวมของธุรกิจ จะวัดกันที่สายป่าน ใครยาวกว่าก็น่าจะอยู่ได้นานกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าในปีนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีรายการเด็ดดึงเรตติ้งหรือ Killer Program ให้ได้ช่องละ 1-2 รายการ โดยหลักการง่ายๆก็คือ รู้ว่าผู้ชมคือใครและหาอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ชมให้ได้.


http://www.thairath.co.th/content/493239
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.