Header Ads

Breaking News
recent

17 กรกฎาคม 2558 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 50 ปี แฮกเกอร์เจาะระบบบัตรเติมเงินทรูมูฟ และได้นำออกไปจำหน่าย 12 ล้านบาทเศษ ทำให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้รับความเสียหาย

ประเด็นหลัก




ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับแจ้งจาก บมจ.  ทรู คอร์ปอเรชั่น ว่า  เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ได้อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4948/2551  ศาลอาญา ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2  และ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องนายทวีทรัพย์ ลลิตศศิวิมล จำเลยที่ 1 นายปรเมศ วิทยากร จำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัย บูรณะดิษ จำเลยที่ 3  ในฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ มีไว้เพื่อจำหน่ายบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ร่วมกันฉ้อโกง โดยการโจรกรรมข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เข้าระบบข้อมูลของ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด เพื่อเข้าไปแก้ไขวงเงินการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบเติมเงินให้มีมูลค่าสูงขึ้น 105 ล้านบาท และได้นำออกไปจำหน่าย 12 ล้านบาทเศษ ทำให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้รับความเสียหาย









____________________________________





ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 50 ปี แฮกเกอร์เจาะระบบบัตรเติมเงินทรูมูฟ


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับแจ้งจาก บมจ.  ทรู คอร์ปอเรชั่น ว่า  เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ได้อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4948/2551  ศาลอาญา ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2  และ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องนายทวีทรัพย์ ลลิตศศิวิมล จำเลยที่ 1 นายปรเมศ วิทยากร จำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัย บูรณะดิษ จำเลยที่ 3  ในฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ มีไว้เพื่อจำหน่ายบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ร่วมกันฉ้อโกง โดยการโจรกรรมข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เข้าระบบข้อมูลของ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด เพื่อเข้าไปแก้ไขวงเงินการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบเติมเงินให้มีมูลค่าสูงขึ้น 105 ล้านบาท และได้นำออกไปจำหน่าย 12 ล้านบาทเศษ ทำให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้รับความเสียหาย

โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาดังนี้

1.ให้จำคุก นายทวีทรัพย์ ลลิตศศิวิมล จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมจากการกระทำรวมทั้งหมด 48 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี  รวมเป็นจำคุก 96 ปี  โดยลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเหลือจำคุก 64 ปี  แต่ให้ลงโทษจำคุก 50 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดโทษสูงสุดไว้

2.ให้จำคุก นายปรเมศ วิทยากร จำเลยที่ 2  ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม จากการกระทำรวมทั้งหมด 16 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี  รวมเป็นจำคุก 32 ปี  ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงเหลือโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน

3.ให้จำคุก นายฉัตรชัย บูรณะดิษ จำเลยที่ 3  ฐานร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม จากการกระทำรวมทั้งหมด 4 กรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงเหลือจำคุก 5 ปี 4 เดือน

สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2548 เมื่อทางบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้แจ้งความว่าในช่วงระหว่าง 5 เม.ย. – 21 ก.ค. 2548 มีผู้ลักลอบเจาะเข้าฐานข้อมูลของบริษัท ทำให้สูญเสียเงินไปหลายร้อยล้านบาท พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้นจึงได้ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานสืบสวน นำโดย พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีม จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในวันที่ 26 ส.ค. 2548

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1436765641

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.