Header Ads

Breaking News
recent

23 สิงหาคม 2558 i-mobile รีแบรนด์ใหม่!! สิ้น ก.ค.ปิดยอดได้แค่ 1.7 ล้านเครื่อง จึงเริ่มคิดว่าคงไม่ไหว ไม่ถึงครึ่งของเป้า 4 ล้านเครื่องที่ตั้งไว้ต้นปี ส่วนรายได้ยังโตจากปีที่แล้ว 6-7% คิดเป็นมูลค่า 7,900 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 2,000 บาท/เครื่อง

ประเด็นหลัก



- กระทบไอ-โมบายแค่ไหน

ถึงกลางปี เราขายไปได้แค่ 1.5 ล้านเครื่อง ไม่ถึงครึ่งของเป้า 4 ล้านเครื่องที่ตั้งไว้ต้นปี แต่ยังคิดว่าทำได้ตามเป้า แต่พอสิ้น ก.ค.ปิดยอดได้แค่ 1.7 ล้านเครื่อง จึงเริ่มคิดว่าคงไม่ไหว ประกอบกับเจอปัญหาค่าเงินบาทอ่อนตัว ทำให้ ส.ค. ตัดสินใจปรับเป้าเหลือ 3.8 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟน 90% ฟีเจอร์โฟน 10% ส่วนรายได้ยังโตจากปีที่แล้ว 6-7% คิดเป็นมูลค่า 7,900 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 2,000 บาท/เครื่อง เพราะขายสมาร์ทโฟนมากขึ้น แต่ภาพรวมยังมีแชร์เป็นอันดับ 2 ของตลาด

- กลยุทธ์ครึ่งปีหลัง

ตั้งแต่ ก.ค. เริ่มด้วยการจับมือกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายขายเครื่องผูกไปกับแพ็กเกจเต็มรูปแบบ เช่น ซื้อเครื่องคู่ซิมแฮปปี้ได้โบนัสโทร.ฟรี 2,000 บาท นาน 10 เดือน หรือซื้อคู่กับ My by CAT โทร.และเล่นเน็ตฟรี 1 ปี และใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท รีแบรนด์ใหม่ไล่มาตั้งแต่ไอคอน จนถึงภาพลักษณ์สินค้าที่เน้นสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงบนมากขึ้นเปลี่ยนโฟกัสจากวัยรุ่น

_____________________________________________________













"ไอ-โมบาย" กดปุ่มรีแบรนด์ ปรับแผนฝ่าวิกฤตกำลังซื้อ



สัมภาษณ์


ผ่านมาแล้วครึ่งปี เศรษฐกิจและกำลังซื้อในบ้านเรายังไม่ดีขึ้นนัก แม้แต่โทรศัพท์มือถือ สิ่งจำเป็นต้องใช้ของคนยุคปัจจุบันยังได้รับผลกระทบที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ทั้งปีตลาดรวมน่าจะทะลุ 20 ล้านเครื่อง เอาเข้าจริงได้อย่างเก่ง 18-19 ล้านเครื่องก็หรูแล้ว

เจ้าตลาดเฮาส์แบรนด์ (ไทย) "ไอ-โมบาย" เองก็ยอมรับเช่นกันว่า เป้าที่เคยตั้งไว้ที่ 4 ล้านเครื่องอาจไปไม่ถึงฝั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดราวาศอกให้การบุกตลาด แต่จะทำอะไรบ้าง "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "ฑิตพล จันทรอุไร" ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ดังนี้

- ภาพรวมตลาดขณะนี้

ต้องยอมรับว่าช่วงสิ้นปี 2557 เรามองว่าปีนี้ทุกอย่างน่าจะกลับสู่สภาวะปกติ ทั้งความไม่สงบทางการเมือง และการอัดฉีดเงินจากภาครัฐ แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นอย่างนั้น ครึ่งปีแรกหดตัวจากช่วงเดียวกันของ

ปีที่แล้วชัด กำลังซื้อไม่ฟื้น ขณะที่ครึ่งปีหลังมีปัญหาค่าเงินบาทอ่อนตัวเข้ามาอีกทำให้การขายมือถือในไทยปีนี้คง 18-19 ล้านเครื่อง สมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วนมากกว่า 60%

- น้อยกว่าปีที่แล้วไม่มาก

ถ้าโฟกัสที่อินเตอร์แบรนด์และโลคอลแบรนด์ ยอดลดลง 30% จากที่เคยขายได้ในปีที่แล้วทุกรายในทางกลับกันเฮาส์แบรนด์ของโอเปอเรเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการทำแคมเปญต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีแคมเปญของโอเปอเรเตอร์ ยอดขายมือถือน่าจะหดตัวมากกว่านี้ ยังดีที่มีเฮาส์แบรนด์ของโอเปอเรเตอร์มาพยุงยอด โอเปอเรเตอร์ก็คงรับภาระเรื่องเครื่องไว้เยอะเหมือนกัน แต่พวกเขาได้ค่าแอร์ไทม์เข้ามาชดเชยในระยะยาว

- กระทบไอ-โมบายแค่ไหน

ถึงกลางปี เราขายไปได้แค่ 1.5 ล้านเครื่อง ไม่ถึงครึ่งของเป้า 4 ล้านเครื่องที่ตั้งไว้ต้นปี แต่ยังคิดว่าทำได้ตามเป้า แต่พอสิ้น ก.ค.ปิดยอดได้แค่ 1.7 ล้านเครื่อง จึงเริ่มคิดว่าคงไม่ไหว ประกอบกับเจอปัญหาค่าเงินบาทอ่อนตัว ทำให้ ส.ค. ตัดสินใจปรับเป้าเหลือ 3.8 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟน 90% ฟีเจอร์โฟน 10% ส่วนรายได้ยังโตจากปีที่แล้ว 6-7% คิดเป็นมูลค่า 7,900 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 2,000 บาท/เครื่อง เพราะขายสมาร์ทโฟนมากขึ้น แต่ภาพรวมยังมีแชร์เป็นอันดับ 2 ของตลาด

- กลยุทธ์ครึ่งปีหลัง

ตั้งแต่ ก.ค. เริ่มด้วยการจับมือกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายขายเครื่องผูกไปกับแพ็กเกจเต็มรูปแบบ เช่น ซื้อเครื่องคู่ซิมแฮปปี้ได้โบนัสโทร.ฟรี 2,000 บาท นาน 10 เดือน หรือซื้อคู่กับ My by CAT โทร.และเล่นเน็ตฟรี 1 ปี และใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท รีแบรนด์ใหม่ไล่มาตั้งแต่ไอคอน จนถึงภาพลักษณ์สินค้าที่เน้นสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงบนมากขึ้นเปลี่ยนโฟกัสจากวัยรุ่น

และผู้ใช้มือถือเครื่องแรกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

- ตลาดซบต้องยิ่งลงทุน

พูดอย่างนั้นก็ได้ ปกติไอ-โมบายใช้งบฯการตลาดปีละ 400 ล้านบาท ประชาสัมพันธ์สินค้าและโปรโมชั่น แต่ปีนี้เราเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เพื่อรีแบรนด์แต่ถึงจะทุ่มเงินไปกับการตลาดเพิ่มแค่ไหนก็คงไม่ได้ทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้เมื่อต้นปี

ฝั่งการขายแบบผูกซิม3GXตอนนี้ไม่ได้นำดาต้ามาชูเพื่อทำตลาดแล้วเพราะพื้นที่การให้บริการไม่ครอบคลุมพอ แต่จะนำโปรโมชั่นเกี่ยวกับวอยซ์เข้ามาเพิ่มยอดฝั่งฟีเจอร์โฟนแทน เช่น ไอ-โมบาย รุ่น Hitz21 ราคา 990 บาท แต่แถมซิม 3GX ให้โทร.ฟรี 5,000 บาท



นายฑิตพล จันทรอุไร


- ปีนี้ทั้งปีมีเครื่องทำตลาดกี่รุ่น

ปีนี้ต่างจากปีก่อน ๆ เดิมจะมีรุ่นใหม่กว่า 30 รุ่น ปีนี้เหลือแค่ 18-19 รุ่น เพื่อโฟกัสแต่ละรุ่นให้ดีขึ้น แบ่งเป็นสมาร์ทโฟน 18 รุ่น รองรับ 3G 10 รุ่น และ 4G อีก 8 รุ่น จากปีที่แล้วมี 3 รุ่น

ส่วนฟีเจอร์โฟนมี 2 รุ่น ทุกรุ่นรองรับ 3G แต่ถ้าแบ่งตามราคาจะมีฟีเจอร์โฟนต่ำ 1,000 บาท 2 รุ่น, ต่ำกว่า 4,000 บาท 2 รุ่น, ราคา 4,000-6,000 บาท 2 รุ่น ที่เหลือจะสูงกว่า 6,000 บาท และกว่า 10 รุ่นราคาเกิน 10,000 บาท

- เลิกทำสมาร์ทโฟนตัวล่างแล้ว

ไม่ใช่ซะทีเดียว ล่าสุดได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ Android One ของกูเกิล ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่อยู่ภายใต้มาตรฐานกูเกิล ในไทยมีเรารายเดียว เพื่อสร้าง สมาร์ทโฟนออกมาได้ตรงจุดที่สุด โปรเจ็กต์ Android One จะคล้ายกับโปรเจ็กต์ Nexus ที่กูเกิลทำมาก่อนหน้านี้ แต่ต่างที่ Nexus เป็นสมาร์ทโฟนที่เจาะตลาดไฮเอนด์ ส่วน Android One เจาะผู้ใช้ระดับเริ่มต้น

- จะแยกทำตลาด Android One อย่างไร

เราเริ่มด้วยการส่งรุ่น IQ2 ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.1 ซีพียูควอดคอร์ความเร็ว 1.2 GHz หน้าจอขนาด 5 นิ้ว แบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh รองรับ 4G (1800, 2100 MHz) ราคา 4,444 บาท รุ่นนี้ OS และชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่อง กูเกิลเป็นผู้คัดเลือกทั้งหมด เรามีหน้าที่สั่งซื้อ และใช้โรงงานที่กูเกิลบอก สุดท้ายคือส่งให้กูเกิลเช็กคุณภาพก่อนจำหน่ายจริง ปีนี้จะมีรุ่นที่อยู่ในโครงการ Android One ออกมาอีก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีอีกกี่รุ่น

- ตั้งเป้า Android One ไว้แค่ไหน

IQ2 เป็นรุ่นแรก เราคาดหวังไว้ที่ 2 เดือน 50,000 เครื่อง จะทำตลาดรุ่นนี้ไป 4 เดือน ส่วนรุ่นที่เหลือยังไม่ได้วางเป้าว่าต้องแค่ไหน แต่คาดว่าน่าจะช่วยให้ยอดขายทำได้ตามเป้า 3.8 ล้านเครื่องได้ กูเกิลช่วยเราทำตลาดด้วย ไม่ใช่แค่กำหนดสเป็กให้ เช่น ช่วยออกบูทในทีจีโฟน มีโรดโชว์จังหวัดต่าง ๆ เราเองก็ใช้งบประมาณการตลาดกับตัวนี้ไป 20 ล้านบาท ประชาสัมพันธ์ตามสื่อออนไลน์เป็นหลัก

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้กว่า 5 ล้านเลขหมายที่ซื้อสมาร์ทโฟนหน้าจอ 3.5 นิ้วไปใช้ตั้งแต่ปีก่อนถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเครื่องแล้ว คิดว่าราคา 4,444 บาท กลุ่มนี้น่าจะตัดสินใจซื้อได้ และใน 4-5 เดือนนี้จะไม่มีแบรนด์ใดได้เข้าร่วมใน Android One ในประเทศไทยแน่นอน

การแจกสมาร์ทโฟนของโอเปอเรเตอร์ทุกรายไม่ได้เป็นปัญหากับเรา กลับเป็นเรื่องดี พวกเขาช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนมาใช้สมาร์ทโฟน เราก็ได้ประโยชน์ไปด้วย


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1439194136
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.