Header Ads

Breaking News
recent

18 ตุลาคม 2558 สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ตั้งเป้า 5 ปี ดันอุปกรณ์ต่อพ่วงไอที-มือถือ แบรนด์ไทยคลุมตลาดเอเชีย ล่าสุดกรุยทางบุกตลาด AEC ขยายช่องทางขาย “แอนิเทค” และ “โนบิ” สู่ตลาดเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา

ประเด็นหลัก




สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ตั้งเป้า 5 ปี ดันอุปกรณ์ต่อพ่วงไอที-มือถือ แบรนด์ไทยคลุมตลาดเอเชีย ล่าสุดกรุยทางบุกตลาด AEC ขยายช่องทางขาย “แอนิเทค” และ “โนบิ” สู่ตลาดเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา คาดครอบคลุม 10 ประเทศ ภายใน 3 ปี ก่อนบุกเจาะตลาดจีนและเอเชีย

นายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ต่อพ่วงไอทีและมือถือ ภายใต้แบรนด์ แอนิเทค(anitech), โนบิ(nobi), โมโนเวทีฟ(monovativ) และเพนทากอนซ์(Pentagonz) เปิดเผยว่าตลาดสินค้าไอทีในประเทศกลุ่มอาเซียน และเอเชีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยมีโอกาสเติบโตอีกมาก รวมถึงหลายประเทศยังมีความต้องการด้านไอทีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ มือถือ และกลุ่มสินค้าปลั๊กไฟที่ถือเป็นกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ไลฟ์สไตล์ (Consumer Lifestyle) ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากไลฟ์สไตล์ที่ปรับเปลี่ยน โดยสินค้าเหล่านี้ยังไม่มีผู้นำตลาดที่แท้จริงจากความหลากหลายของสินค้า จึงนับเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทที่จะเข้าไปเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า














_______________________________________




สมาร์ทไอทีรุกรอบทิศยึดเอเชีย ขยายตลาดอุปกรณ์ต่อพ่วง/ตั้งเป้า 5 ปีคลุมทุกประเทศ


สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ตั้งเป้า 5 ปี ดันอุปกรณ์ต่อพ่วงไอที-มือถือ แบรนด์ไทยคลุมตลาดเอเชีย ล่าสุดกรุยทางบุกตลาด AEC ขยายช่องทางขาย “แอนิเทค” และ “โนบิ” สู่ตลาดเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา คาดครอบคลุม 10 ประเทศ ภายใน 3 ปี ก่อนบุกเจาะตลาดจีนและเอเชีย

นายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ต่อพ่วงไอทีและมือถือ ภายใต้แบรนด์ แอนิเทค(anitech), โนบิ(nobi), โมโนเวทีฟ(monovativ) และเพนทากอนซ์(Pentagonz) เปิดเผยว่าตลาดสินค้าไอทีในประเทศกลุ่มอาเซียน และเอเชีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยมีโอกาสเติบโตอีกมาก รวมถึงหลายประเทศยังมีความต้องการด้านไอทีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ มือถือ และกลุ่มสินค้าปลั๊กไฟที่ถือเป็นกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ไลฟ์สไตล์ (Consumer Lifestyle) ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากไลฟ์สไตล์ที่ปรับเปลี่ยน โดยสินค้าเหล่านี้ยังไม่มีผู้นำตลาดที่แท้จริงจากความหลากหลายของสินค้า จึงนับเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทที่จะเข้าไปเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า

โดยที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มจำนวนสินค้าและประเภทสินค้าแบรนด์ “แอนิเทค (anitech)” เข้าไปยังประเทศกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC มากขึ้น ทั้งในเมียนมา ลาว และเวียดนาม จากที่วางสินค้าจำหน่ายก่อนหน้านี้ ซึ่งจะขยายครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศในกลุ่ม AEC ในปี 2561 และตั้งเป้าเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายยังประเทศจีนที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก และขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียให้ครอบคลุม ภายในปี 2563

“บริษัทเชื่อมั่นว่าจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศเมียนมาได้ในอนาคต โดยจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การจำหน่ายสินค้าในเมียนมาร์ถือว่าประสบความสำเร็จ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาและสู่ยุคไอทีมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้ามีมาก จนบริษัทมีการเติบโตของยอดขายกว่า 200% มีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศสินค้าเดียวกัน”

สำหรับบริการหลังการขายบริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการรับประกันสินค้า โดยแบรนด์”แอนิเทค (anitech)” สร้างความเชื่อมั่นด้วยการคุ้มครองผู้ใช้งานสินค้าจากการบาดเจ็บ และความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้น (Products Liability Insurance) ด้วยการตั้งวงเงินคุ้มครองด้านความปลอดภัยในการรับประกันสินค้าสูงสุดถึง 300,000 บาท ซึ่งเป็นการสร้างจุดขายและมาตรฐานใหม่ให้กับสินค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 170 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 95% และต่างประเทศ 5% คาดรายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 190 ล้านบาท หากในอนาคตบริษัทมีการจำหน่ายสินค้าไปกลุ่มประเทศ AEC และจีนเพิ่มน่าจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้ปรับเปลี่ยนไป โดยบริษัทตั้งเป้าหมายในปี 2559 เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 20% ในประเทศอยู่ที่ 80% ในปี 2561 เพิ่มเป็นสัดส่วน 50% เท่ากัน และในปี 2562 เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 80% ในประเทศอยู่ที่ 20%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3090 วันที่ 24-26 กันยายน พ.ศ. 2558




http://www.thansettakij.com/2015/09/25/11794
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.