Header Ads

Breaking News
recent

26 พฤษภาคม 2559 โนเกีย กล่าวว่า การควบรวมระหว่างโนเกีย และอัลคาเทล ลูเซ่นส์ จะช่วยให้การทำธุรกิจของโนเกียในตลาดเมืองไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ประเด็นหลัก
นายเซบาสเตียน โลฮอง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย โนเกีย กล่าวว่า การควบรวมระหว่างโนเกีย และอัลคาเทล ลูเซ่นส์ จะช่วยให้การทำธุรกิจของโนเกียในตลาดเมืองไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งการควบรวมนี้จะทำให้โนเกียสามารถรุกทุกตลาดได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโมบาย เน็ตเวิร์ก ฟิกซ์ เน็ตเวิร์ก สมอลเซลล์ ไอพี เน็ตเวิร์ก และตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการ
สำหรับโอกาสทางการตลาดภาพรวมนั้น แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดี แต่จะเห็นได้ว่าความต้องการใช้งานส่วนบุคคลยังมีอยู่ เพราะมีการใช้งานแบนวิดธ์ที่มากขึ้น โดยในปี 2015 มีการใช้งานแบนวิดธ์อยู่ที่ 5,680,178 Mbps เพิ่มขึ้นจากปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 3,278,268 Mbps ถึง 73% ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการรุกตลาดของโนเกีย ดังนั้น จึงมั่นใจว่าธุรกิจของโนเกียจะเติบโตมากขึ้นอย่างแน่นอน และมีความพร้อมที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอยู่เสมอ
___________________________________ โนเกียมั่นใจธุรกิจยังเติบโต หลังคนไทยใช้แบนวิดธ์เพิ่มขึ้น

โนเกีย ชี้การควบรวมกับอัลคาเทล ลูเซ่นส์ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้นเพราะมีสินค้าครบทุกความต้องการในตลาดเน็ตเวิร์ก ทั้งโมบาย และฟิกซ์ไลน์ เผยแม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ดีแต่มีการใช้งานแบนวิดธ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเติบโต ชี้เมืองไทยเป็นประเทศเดียวที่โมบายโตเร็วกว่าฟิกซ์ไลน์ และมีความเร็วในการใช้งานที่มากกว่า มั่นใจธุรกิจของทั้งโนเกีย และอัลคาเทล ลูเซ่นส์ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
นายเซบาสเตียน โลฮอง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย โนเกีย กล่าวว่า การควบรวมระหว่างโนเกีย และอัลคาเทล ลูเซ่นส์ จะช่วยให้การทำธุรกิจของโนเกียในตลาดเมืองไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งการควบรวมนี้จะทำให้โนเกียสามารถรุกทุกตลาดได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโมบาย เน็ตเวิร์ก ฟิกซ์ เน็ตเวิร์ก สมอลเซลล์ ไอพี เน็ตเวิร์ก และตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการ
สำหรับโอกาสทางการตลาดภาพรวมนั้น แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดี แต่จะเห็นได้ว่าความต้องการใช้งานส่วนบุคคลยังมีอยู่ เพราะมีการใช้งานแบนวิดธ์ที่มากขึ้น โดยในปี 2015 มีการใช้งานแบนวิดธ์อยู่ที่ 5,680,178 Mbps เพิ่มขึ้นจากปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 3,278,268 Mbps ถึง 73% ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการรุกตลาดของโนเกีย ดังนั้น จึงมั่นใจว่าธุรกิจของโนเกียจะเติบโตมากขึ้นอย่างแน่นอน และมีความพร้อมที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอยู่เสมอ
“ตลาดเมืองไทยมีความแปลกแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ตรงที่มีการใช้งานโมบายที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากกว่าฟิกซ์ไลน์ รวมไปถึงการที่โมบายมีความเร็วมากกว่าฟิกซ์ไลน์อีกด้วย ซึ่งจุดแข็งของโนเกียอยู่ที่นวัตกรรมที่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ให้สามารถประสาน และควบรวมทั้งโมบาย และฟิกซ์ไลน์ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงยังสามารถบริหารจัดการการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิสัยทัศน์ของโนเกีย ในปี 2020 นั้น จะสร้างการเชื่อมต่อกับคนไทย และทุกๆ สิ่ง พร้อมสร้างนวัตกรรมดิจิตอล เซอร์วิสเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนไทย”
นายเซบาสเตียน กล่าวว่า สำหรับการควบรวมธุรกิจกับอัลคาเทล ลูเซ่นส์ ในส่วนของผลกระทบในเมืองไทยนั้น ยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เพราะ 2 บริษัทยังต้องดำเนินธุรกิจเพื่อลูกค้าของตนเองอยู่ ส่วนการปลดพนักงานในเมืองนอกนั้นเป็นการจัดการบุคลากรให้ตรงต่อเป้าหมายที่ธุรกิจกำลังจะไป ซึ่งขณะนี้โนเกีย มีลูกค้าทั้งบริษัทเอกชน และภาครัฐหลายแห่ง
ล่าสุด โนเกียได้ทำการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์มสวิตชิง 1830 Photonic Service Switch (PSS) ที่สามารถเพิ่มศักยภาพการส่งผ่านข้อมูลของออปติคอล ไฟเบอร์ขึ้นอีก 4 เท่า จึงสามารถให้ความเร็วได้มากกว่า 70 เทราบิตต่อวินาที เพื่อรองรับต่อปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ 1830 PSS นี้ใช้ชิปเทคโนโลยี Photonic Service Engine รุ่นที่ 2 (PSE-2) จากโนเกีย เบลล์แล็ปส์ สามารถขยายความจุของความยาวคลื่น และความยาวคลื่นต่อไฟเบอร์ขึ้นได้ถึง 2 เท่า โดยมีส่วนช่วยให้ผู้ให้บริการพร้อมให้บริการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วระดับ 100G เพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


http://www.manager.co.th/CbizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9590000052729
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.