Header Ads

Breaking News
recent

01 มิถุนายน 2559 RS ปรับผังรายการช่อง 8 รอบใหม่ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งปรับโฉมรายการ เพิ่มซีรีส์จีน มวย ละคร คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีเรตติ้งเป็นอันดับ 4 หรือมีผู้ชมเฉลี่ย 700,000 คนต่อนาที จากปัจจุบันที่มีผู้ชมเฉลี่ย 270,000 คนต่อนาที ลดลงจากปี 2558 ที่มีผู้ชมเฉลี่ย 300,000 คนต่อนาที

ประเด็นหลัก



เติมรายการเด็ด บุกรอบใหม่

ทั้งนี้ จากแนวโน้มสินค้าที่เริ่มกลับมาใช้งบฯโฆษณาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ ทำให้บริษัทปล่อยคอนเทนต์แม่เหล็กออกมาสร้างเรตติ้งอีกครั้ง ปรับผังรายการช่อง 8 รอบใหม่ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งปรับโฉมรายการ เพิ่มซีรีส์จีน มวย ละคร คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีเรตติ้งเป็นอันดับ 4 หรือมีผู้ชมเฉลี่ย 700,000 คนต่อนาที จากปัจจุบันที่มีผู้ชมเฉลี่ย 270,000 คนต่อนาที ลดลงจากปี 2558 ที่มีผู้ชมเฉลี่ย 300,000 คนต่อนาที
_________________________________
ผ่าแผน "อาร์เอส" โต้คลื่นเศรษฐกิจ เฮียฮ้อลั่น รุก-รับเร็ว/เปิดเกมใหม่ดันช่อง8ผงาด


ผ่าแผน "เฮียฮ้อ-อาร์เอส" ดันช่อง 8 ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ ใช้แผน "รุก-รับ" อย่างมีกลยุทธ์ ล่าสุดเตรียมเปิดเกมครั้งใหม่ ปล่อยคอนเทนต์แม่เหล็กลงจอตั้งแต่ไตรมาส 2 หลังอุตสาหกรรมโฆษณาส่งสัญญาณบวก สินค้าทยอยใช้เงิน ยันไม่ทิ้งช่องทีวีดาวเทียม ตอบโจทย์สินค้างบฯน้อย เดินหน้าเป้าหมายใหญ่ 3-5 ปีจากนี้ ซุ่มเปิดธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง เน้นสร้างรายได้จากหลาย ๆ ธุรกิจ สร้างการเติบโตยั่งยืนให้บริษัทในอนาคต



นอกจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นกับแนวรบทีวีดิจิทัลซึ่งรุนแรงต่อเนื่องมาโดยตลอด บวกกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ที่เกินความคาดหมายทำให้ "เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์" เลือกใช้กลยุทธ์ "ปรับตัว" ไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง เลือกจะ "ผ่อนแรง" ประคองตัวในช่วงที่ผลกระทบ



รุนแรงเพื่อรอ "จังหวะ"

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีสัญญาณว่าการใช้เงินโฆษณาในช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะปกติ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้เดินหน้าเพื่อสร้างการเติบโตทุก ๆ ด้านให้กับ "ช่อง 8" อีกครั้งทันที ขณะที่เป้าหมายระยะยาว คือ เร่งสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัท ด้วยการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาเสริมทัพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เศรษฐกิจเหนือคาดการณ์

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ธุรกิจสื่อซึ่งมีช่อง 8 เป็นเรือธงสำคัญ ยังเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทให้ความสำคัญ ขณะที่สถานการณ์การแข่งขันทีวีดิจิทัลที่เพิ่มดีกรีขึ้น ไม่ได้เหนือความคาดหมายตั้งแต่ตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมินี้

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลยากขึ้น และเหนือความคาดหมาย คือ สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตและทำให้การดำเนินธุรกิจยากขึ้น จากนี้ไปต้องระมัดระวัง รอบคอบ และมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยกลยุทธ์หลักการบริหารงาน คือ สร้างสมดุลจากองค์ประกอบหลาย ๆ มิติ ทั้งการลงทุน การตลาด การขาย รวมถึงสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ เพื่อสร้างรายได้และกำไรที่ดีแก่บริษัท

"อุตฯโฆษณาโตตาม GDP ของประเทศ และธุรกิจสื่อที่มีรายได้หลักจากโฆษณาก็ผูกติดกับ GDP เช่นกัน ปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมก็ฝืดกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้เกมนี้ยากขึ้น ซึ่งไตรมาส 1 ปีนี้ เม็ดเงินโฆษณาก็แย่กว่าไตรมาส 1 ปีก่อน ทำให้บริษัทไม่เร่งใส่งบฯลงทุน เพื่อเพิ่มเรตติ้งช่อง 8"

เผยเหตุ Q1 ผ่อนแรง

นายสุรชัยกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ชะลอการเติบโตลง กระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาสินค้า ภาพรวมงบฯโฆษณาไตรมาสแรกปีนี้ก็ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2558 สวนทางกลับทีวีดิจิทัลทุกช่องต่างทุ่มงบฯปล่อยคอนเทนต์แม่เหล็กอย่างต่อเนื่อง

"แนวโน้มงบฯโฆษณาที่ลดลง ทำให้ช่อง 8 ตัดสินใจลดงบฯการลงทุนช่วงไตรมาสแรกลง ผ่อนแรงเพื่อรอจังหวะ เพราะอาร์เอสไม่ได้บริหารช่อง 8 ด้วยการพิจารณาจากเรตติ้งเพียงอย่างเดียว แต่เรตติ้งก็มีความสำคัญ เพราะชี้วัดการอยู่รอดในธุรกิจทีวี ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องพิจารณาจากผลประกอบการประกอบด้วย"

ทั้งนี้ แม้ไตรมาส 1 ปีนี้เรตติ้งของช่อง 8 จะลดลง แต่ไม่ได้ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ลดลงไป โดยไตรมาสแรกปีนี้มีรายได้ 1,216.7 ล้านบาท โต 51% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จากการวางแผนการตลาดอย่างรัดกุม และมีกำไรอยู่ที่ 106.9 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนรายได้เป็นธุรกิจอีเวนต์ 642.8 ล้านบาท จากการจัดกิจกรรมและโครงการใหญ่ต่อเนื่อง ธุรกิจสื่อ 423.8 ล้านบาท ตามด้วยธุรกิจสุขภาพ-ความงาม 83.8 ล้านบาท ธุรกิจเพลง 59 ล้านบาท และอื่น ๆ 7.3 ล้านบาท

"ผลจากการขายโฆษณาล่วงหน้าไปกว่า 60% เพื่อลดความเสี่ยง ทำให้ไม่ต้องรีบใส่คอนเทนต์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างเรตติ้งในช่วงที่ตลาดโฆษณาไม่พร้อม แต่เลือกประคองรายได้ในช่วงไตรมาสแรก"

เติมรายการเด็ด บุกรอบใหม่

ทั้งนี้ จากแนวโน้มสินค้าที่เริ่มกลับมาใช้งบฯโฆษณาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ ทำให้บริษัทปล่อยคอนเทนต์แม่เหล็กออกมาสร้างเรตติ้งอีกครั้ง ปรับผังรายการช่อง 8 รอบใหม่ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งปรับโฉมรายการ เพิ่มซีรีส์จีน มวย ละคร คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีเรตติ้งเป็นอันดับ 4 หรือมีผู้ชมเฉลี่ย 700,000 คนต่อนาที จากปัจจุบันที่มีผู้ชมเฉลี่ย 270,000 คนต่อนาที ลดลงจากปี 2558 ที่มีผู้ชมเฉลี่ย 300,000 คนต่อนาที

"แม้ไตรมาสแรกเรตติ้งจะแผ่วลงไป แต่ไตรมาส 2 นี้จะกลับมาเดินหน้า ด้วยงบฯลงทุน 1,000 ล้านบาท ตามแผนที่วางไว้ เพราะงบฯโฆษณาเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยยังคงเป้าหมายใหญ่คือ ดันให้ช่อง 8 มีเรตติ้งเป็นอันดับ 4 ของช่องทีวีดิจิทัลตามแผนเดิม ส่วนระหว่างทางจะมีการปรับผังรายการหรือเติมคอนเทนต์ใหม่อย่างไร ก็ต้องพิจารณาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป"

นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างคอนเทนต์กีฬาเอง โดยเฉพาะมวย นายสุรชัยบอกว่า รายการ 8 MUX มวยไทย, เดอะแชมเปี้ยน มวยไทยตัดเชือก ก็มีเรตติ้งที่ดีและดีกว่าการซื้อลิขสิทธิ์กีฬาจากต่างประเทศ ข้อดีคือต้นทุนถูกกว่า สามารถต่อยอดธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ ได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อลิขสิทธิ์กีฬาจากต่างประเทศ เพียงแต่ว่าการประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็มีเป้าหมายทางธุรกิจ และต้นทุนที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้น ๆ

โดยจุดที่ทำให้ช่อง 8 ประสบความสำเร็จ คือ การวางโพซิชันนิ่งชัดเจนตั้งแต่ต้นทางว่า เจาะกลุ่มพรีเมียร์แมส เป็นฐานผู้ชมที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นก็ค่อย ๆ เติมคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ชมกลุ่มนี้ลงไปต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารที่มีการประชุมกันทุก ๆ สัปดาห์ ตรวจสอบเรตติ้งทุก ๆ วัน ก็ทำให้การทำงานและการปรับเปลี่ยนทุกอย่างเกิดขึ้น และทันต่อสถานการณ์

"ช่อง 8 เป็นช่องที่ทำกำไรได้ในปีแรกที่ออกอากาศ ด้วยการบริหารยืดหยุ่น พร้อมปรับตัว ซึ่งการผลิตคอนเทนต์เอง ก็ทำให้คล่องตัว ตอบโจทย์ผู้ชมได้มากขึ้น ประกอบกับรูปแบบการบริหารงานของอาร์เอส ที่ถูกสร้างให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปรับตลอดเวลา ไม่รอให้อุตสาหกรรมเปลี่ยน แต่เลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองก่อน แม้จะเหนื่อยกว่า ก็ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น"

ทีวีดาวเทียมเก็บฐานลูกค้า

ส่วนช่องทีวีดาวเทียมปัจจุบันมี 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 2 สบายดีทีวี ยูแชนแนล ซึ่งยังสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีเรตติ้งที่ดีเมื่อเทียบกับทีวีดิจิทัลบางช่อง เช่น ช่อง 2 มีผู้ชมเฉลี่ย 23,000 คนต่อนาที สบายดีทีวีมีผู้ชมเฉลี่ย 80,000-90,000 คนต่อนาที เป็นต้น โดยช่องทีวีดาวเทียมตอบโจทย์กลุ่มสินค้าอีกกลุ่มที่มีงบฯโฆษณาไม่มาก ซึ่งทีวีดาวเทียมก็ยังเป็นสื่อหลักที่สินค้าให้ความสนใจ ขณะที่คลื่นวิทยุ 93 ก็ยังสร้างการเติบโต

นายสุรชัยกล่าวต่อว่า ปีนี้แบ่งสัดส่วนรายได้เป็นธุรกิจสื่อ 70% ของรายได้รวม ธุรกิจอื่น ๆ 15% และธุรกิจเพลง 15% พร้อมยกเลิกการผลิตสินค้าบันเทิงรูปแบบฟิซิคอล (Physical Format) เช่น ซีดี ดีวีดี เป็นต้น เนื่องจากบทบาทของธุรกิจลดลงตามสภาพของอุตสาหกรรม ด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้ 4,500 ล้านบาท โต 27% จากปี 2558 อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลประกอบการที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวเลขที่อาร์เอสพึงพอใจ แต่ยอมรับว่าราคาหุ้นของอาร์เอสในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ประกอบกับบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านสภาพคล่องทางการเงินและมีกำไรสะสมสูงพอที่จะเข้าทำการซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวน 50.70 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.02% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว มูลค่า 470 ล้านบาท โดยมีกำหนดเวลาซื้อคืน 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. ถึง 24 ส.ค.นี้ หลังจากการซื้อหุ้นคืนแล้ว คาดว่าจะส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

มุ่งเป้าหมายใหม่ เติบโตยั่งยืน

ขณะที่เป้าหมายอีก 3-5 ปีจากนี้จะเร่งสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ เน้นกระจายรายได้จากหลายธุรกิจ ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ธุรกิจสื่อเท่านั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติม หลังจากเริ่มธุรกิจใหม่ "สุขภาพและความงาม" เมื่อปลายปี 2557 ด้วยการจ้างผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้า และใช้สื่อที่มีอยู่ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและความงามเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

สำหรับครึ่งปีหลังนี้เตรียมขยายช่องจำหน่ายของสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงามเพิ่มขึ้น โดยจะกระจายสินค้าเข้าทุกช่องทางจำหน่าย จากปัจจุบันที่ขายเฉพาะช่องทางเทเลเซลเท่านั้น

"อนาคตบริษัทจะมีธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ตีกรอบว่าต้องทำเฉพาะธุรกิจสื่อ-เพลงเท่านั้น แต่จะเดินหน้าด้วยการใช้ธุรกิจสื่อเป็นแกนหลัก เพราะเมื่อสร้างให้ธุรกิจสื่อแข็งแรง ก็สามารถใช้ศักยภาพของธุรกิจเพิ่มโอกาสให้แก่ธุรกิจได้เช่นกัน"


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1463584211
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.