Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

04 พฤศจิกายน 2555 ( เราขอติดคุก )พระ2,200รูปมาร่วมคว่ำบาตรพ.อ.นที(ประธานบอร์ดการสือสาร กสทช. ) ชี้กสทช.ทำผิดกม.กระจายเสียงไม่เป็นธรรม

ประเด็นหลัก



ที่ประชุมสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตจากจตุรทิศจำนวน ๒,๒๐๐ รูป โดยในจำนวนดังกล่าวไม่นับภิกษุผู้ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมสังฆกรรมแต่ได้มอบฉันทะแก่สงฆ์ ซึ่งสงฆ์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยยึดถือพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎหมาย มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทรัพยสิทธิทั้งปวงในเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศเป็นสมบัติของสงฆ์ เนื่องจากประชาชนในแต่ละพื้นที่พร้อมใจกันน้อมถวายแด่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน สงฆ์ถือว่าพื้นที่กระจายเสียงทางอากาศที่ประชาชนเคยรับฟังได้เป็นมรดกธรรมขององค์หลวงตาและครูบาอาจารย์ฯ ที่สงฆ์ต้องปกป้องและยอมสละได้ด้วยชีวิตตามหลักพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และพึงสละทั้งอวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรมไว้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขอันยิ่งใหญ่ของมหาชน ส่วน กสทช.นั้น สงฆ์เห็นว่ากำลังสร้างกรรมหนักในพระพุทธศาสนา เพียงเบื้องต้นยังกล้าฝ่าฝืนพระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพในสมัยปัจจุบันที่ได้กล่าวไว้อย่างเด็ดขาดว่า
     
    ๑) สงฆ์พึงลงนิคคหกรรมประณาม พ.อ.นที ศุกลรัตน์ โดยให้ภิกษุประกาศสงฆ์กล่าวโทษของเขา และคว่ำบาตรแก่เขาด้วยญัติติทุติยกรรม ตามพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก จุลวรรค เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี โดยพระวินัยท่านห้ามมิให้ภิกษุทั้งหลายคบด้วย มิให้รับบิณฑบาต มิให้รับนิมนต์ มิให้รับไทยธรรมของเขา อรรถกถาจารย์ยังกล่าวด้วยว่า หากภิกษุรูปใดละเมิดควรลงโทษได้ โดยฐานสมคบกับคฤหัสถ์ด้วยการสมคบอันไม่สมควร
     
      ๒) สงฆ์ยึดถือพระธรรมวินัยเหนือกฎหมาย พระธรรมวินัยบัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงหมดสิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวงแล้ว แต่กฎหมายโดยเฉพาะประกาศ กสทช.ฉบับนี้เขียนขึ้นจากความคิดปรุงแต่งของผู้มีกิเลสจึงเห็นผิดเป็นชอบได้ เมื่อสงฆ์คว่ำบาตรแก่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ แล้ว ประกาศหรือคำสั่งใดๆ ของเขาถือเป็นคำสั่งของโมฆบุรุษ ไม่มีผลต่อสงฆ์และทรัพยสิทธิทั้งปวงของสงฆ์ จนกว่าเขาจะรู้สึกผิด กลับประพฤติตัวเป็นคนดี
     
      ๓) สงฆ์เห็นว่าพระครูอรรถกิจนันทคุณและคณะฯ เสียสละประโยชน์ตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะตรากตรำทำงานโดยพยายามเสนอความเห็นต่อสมาชิกรัฐสภา และ กทช. จนมีพระราชบัญญัติและผลการศึกษารองรับมูลนิธิเสียงธรรมฯ ให้มีสถานภาพทางกฎหมายครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอแล้ว แต่ กสทช.กลับจงใจฝ่าฝืน และยังสร้างภาระเงื่อนไขต่างๆ ให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนทำให้เนิ่นช้าเสียเวลาออกไปอีก แทนที่จะเห็นศาสนธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดที่แม้แต่ท้าวมหาพรหมยังน้อมรับและปฏิบัติด้วยความเคารพบูชายิ่งถือว่าท่านมีเมตตาโปรดสัตว์โลก แต่ กสทช.กลับปฏิบัติต่อศาสนธรรมดุจดั่งคนขอทาน มิหนำซ้ำยังออกประกาศที่ล้วนแล้วแต่เป็นการกีดกันและบ่อนทำลายศาสนธรรม มิใช่เพื่อการอุปถัมภ์คุ้มครองแต่อย่างใด ที่ถูกต้องแล้ว กสทช.ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและส่งเสริมศาสนธรรมให้เป็นที่พึ่งแก่โลกสงฆ์จึงมีมติขอให้คณะทำงานทอดธุระและวางอุเบกขา ไม่ยอมรับและไม่ต้องติดตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ กสทช.ที่มาจากโมฆบุรุษ ทั้งนี้จนกว่า กสทช. จะกลับประพฤติตัวเป็นคนดี
     
      ๔) หาก กสทช.ยังไม่ลดละมิจฉาทิฏฐิถือเอากฎหมายที่ตนเขียนขึ้นเป็นใหญ่เหนือพระธรรมวินัย จนมีผลให้เกิดการตรวจจับ ยึด หรือแม้เพียงการลิดรอนทรัพย์มรดกขององค์หลวงตาฯ ให้มีพื้นที่กระจายเสียงธรรมคับแคบลง ในเรื่องนี้หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ประธานมูลนิธิเสียงธรรมฯ ท่านกล่าวไว้แล้วว่า “พวกนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราอย่าไปฟัง ธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์เทศน์ออกมาจากใจที่ทรงมรรคผลนิพพาน เราขอมอบกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ หากจะต้องติดคุก เราขอติดคุกติดตะรางเพียงผู้เดียว ไม่ให้หมู่เพื่อนต้องมาลำบากด้วย เราจะไปฟังเทศน์พ่อแม่ครูอาจารย์ในคุก”
     
      สงฆ์มีมติในเรื่องนี้ว่า สงฆ์ที่มาแสดงสามัคคีธรรมในที่นี้และที่ได้มอบฉันทะทุกรูป ขอยอมมอบกายถวายชีวิตปกป้องมรดกธรรมร่วมกับหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ และหากการเผยแผ่ศาสนธรรมทางสถานีวิทยุจะเป็นสิ่งชั่วช้าเลวทรามในสายตาชาวโลกแล้วไซร้ สงฆ์ทุกรูปขอร่วมติดคุกติดตะรางพร้อมกับหลวงปู่ ทั้งนี้ด้วยเคารพในความกตัญญูกตเวทีของหลวงปู่และเคารพบูชาคำสอนขององค์หลวงตาที่อุตส่าห์ฝืนรั้งธาตุขันธ์ยามอาพาธเพื่อกล่าวอย่างถึงใจ เป็นปัจฉิมโอวาทฝากไว้กับท่านพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ ว่า “มือของครูอาจารย์กับมือของลูกศิษย์ลูกหา ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้แทนกันได้ ไว้ใจกันได้ เชื่อใจกันได้ ตายใจกันได้”
     
      ๕) ให้ภิกษุนำมติสงฆ์และนิคคหกรรมคว่ำบาตรนี้แจ้งแก่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเมือง หากเขารู้สึกผิด กลับประพฤติดี สงฆ์ในที่ประชุมนี้มีมติให้สงฆ์วัดป่าบ้านตาดประกาศสงฆ์ระงับกรรมนั้นเพื่อหงายบาตรให้เขาด้วยญัตติทุติยกรรม
     
      จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในสังฆมณฑล
     
      (หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ)
      ประธานสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ
      วันศุกร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕”





เหตุเกิดจาก

พระรัฐวีร์ ฐิตวีโร หรือ พระอาจารย์กอไผ่ ศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว กล่าวก่อนขอมติสงฆ์ ในการทำพิธีดังกล่าว ว่า ตามที่ พ.อ.นที ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ.2555 เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา บังคับให้ผู้ประกอบการวิทยุรายใหม่ ต้องลดกำลังส่งเหลือ 500 วัตต์ ลดความสูงเสาเหลือ 60 เมตร และลดรัศมีกระจายเสียงเหลือ 20 กม. ในขณะที่ผู้ประกอบการวิทยุรายเดิม ซึ่งมีประมาณ 95 % มีแต่รายการเพลง เพื่อแสวงหาผลกำไรกลับไม่ถูกจำกัด จึงเป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนที่รับฟังรายการพุทธศาสนาของมูลนิธิเสียงธรรม ที่ออกอากาศมาต่อเนื่องเกือบ 10 ปี ต้องสูญเสียไป

อีกทั้ง พ.อ.นที เคยเข้ามากราบนมัสการหลวงตาพระมหาบัว เมื่อเป็นประธาน กทช.ได้ทราบดีว่า สถานีวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ 126 สถานี ออกอากาศเพื่อเผยแผ่ธรรมะมานาน และไม่เคยมีการออกโฆษณาหาผลประโยชน์แม้แต่วินาทีเดียว กลับต้องมาถูกลดกำลังส่ง ลดความสูงของเสา ซึ่งที่ผ่านมาพระสายวัดป่าและฆราวาส เคยลงชื่อกว่า 1 แสนรายชื่อ เพื่อขอให้ทางกสทช.มีการแก้ไขประกาศ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ และยังมีการแจ้งความจับสถานที่วิทยุเสียงธรรมที่อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ทำให้ประชาชนที่ต้องการฟังธรรมะ ไม่สามารถรับฟังได้

































_____________________________________________

พระวัดป่าสวดคว่ำบาตร กสทช. สั่งลดกำลังส่งวิทยุธรรมะ

พระวัดป่า 2,200 รูปรวมตัววัดป่าบ้านตาด สวดคว่ำบาตร "พ.อ.นที" ประธาน กสทช. หลังมีคำสั่งให้ สถานีวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ 126 สถานี ลดกำลังส่งรัศมีกระจายเสียงเหลือแค่ 20 กม.ทั้งที่เผยแผ่ธรรมะมานานกว่า 10 ปี ไม่มีการแสวงประโยชน์ กลับถูกเลือกปฏิบัติขัดต่อรธน....

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2555 หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ในฐานะประธานมูลนิธิเสียงธรรม ได้นิมนต์พระสายวัดป่าจากทั่วประเทศ จำนวน 2,200 รูป มาร่วม “กิจจาธิกรณ์” (กิจอันจะพึงกระทำด้วยประชุมสงฆ์) ทำสังฆกรรมลงนิคหกรรมคว่ำบาตร พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท.ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ที่เป็นฆราวาส มาร่วมรับฟังการสวดคว่ำบาตรจำนวนมาก บริเวณศาลาใหญ่ วัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี




พระรัฐวีร์ ฐิตวีโร หรือ พระอาจารย์กอไผ่ ศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว กล่าวก่อนขอมติสงฆ์ ในการทำพิธีดังกล่าว ว่า ตามที่ พ.อ.นที ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ.2555 เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา บังคับให้ผู้ประกอบการวิทยุรายใหม่ ต้องลดกำลังส่งเหลือ 500 วัตต์ ลดความสูงเสาเหลือ 60 เมตร และลดรัศมีกระจายเสียงเหลือ 20 กม. ในขณะที่ผู้ประกอบการวิทยุรายเดิม ซึ่งมีประมาณ 95 % มีแต่รายการเพลง เพื่อแสวงหาผลกำไรกลับไม่ถูกจำกัด จึงเป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนที่รับฟังรายการพุทธศาสนาของมูลนิธิเสียงธรรม ที่ออกอากาศมาต่อเนื่องเกือบ 10 ปี ต้องสูญเสียไป

อีกทั้ง พ.อ.นที เคยเข้ามากราบนมัสการหลวงตาพระมหาบัว เมื่อเป็นประธาน กทช.ได้ทราบดีว่า สถานีวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ 126 สถานี ออกอากาศเพื่อเผยแผ่ธรรมะมานาน และไม่เคยมีการออกโฆษณาหาผลประโยชน์แม้แต่วินาทีเดียว กลับต้องมาถูกลดกำลังส่ง ลดความสูงของเสา ซึ่งที่ผ่านมาพระสายวัดป่าและฆราวาส เคยลงชื่อกว่า 1 แสนรายชื่อ เพื่อขอให้ทางกสทช.มีการแก้ไขประกาศ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ และยังมีการแจ้งความจับสถานที่วิทยุเสียงธรรมที่อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ทำให้ประชาชนที่ต้องการฟังธรรมะ ไม่สามารถรับฟังได้






พระอาจารย์กอไผ่ กล่าวอีกว่า ทางคณะสงฆ์เห็นว่า ในทางพุทธศาสนา หากไม่ได้รับการแก้ไข พิจารณาเห็นว่าเป็น กิจจาธิกรณ์ ที่ต้องนำพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มาปฏิบัติ คณะสงฆ์จึงมีมติที่จะลงนิคหกรรมคว่ำบาตร พ.อ.นที โดยไม่คบหาสมาคม และคณะสงฆ์จะไปรับฟังคำสั่งของ กสทช.แต่หากเมื่อคว่ำบาตรไปแล้ว พ.อ.นที มีสำนึกแก้ไขให้ดีขึ้น ทางคณะสงฆ์จะมีมติร่วมหงายบาตร เพื่อเป็นการยกโทษคบค้าสมาคมกันใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นคณะสงฆ์ที่มาร่วมได้มีมติร่วมกันทั้ง 2,200 รูป เพื่อลงนิคหกรรมคว่ำบาตร พ.อ.นที ด้วยการเปล่งวาจาสาธุทุกรูป และได้ทำพิธีสวดประกาศคว่ำบาตร และสวดอนุโมทนากถา ก่อนสวดให้พรผู้มาร่วมพิธี คณะสงฆ์ทั้งหมด จึงแยกย้ายกลับบางส่วน โดยวันพรุ่งนี้ (3 พ.ย.) ที่วัดป่าบ้านตาด จะมีพิธีทอดกฐิน ตามประเพณี โดยจะมีพุทธสาสนิกชน มาร่วมทำบุญจำนวนมาก


ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/region/303296

__________________________________


มติสงฆ์จตุรทิศคว่ำบาตร “พ.อ.นที” ฐานออกกฎคุมวิทยุ-บ่อนทำลายศาสนา



พระสงฆ์จากวิทยุพุทธมณฑล วิทยุเสียงธรรม และจากวัดสังฆทานร้องต่อ กรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา


พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นฯ จากจตุรทิศ มีมติลงนิคคหกรรมคว่ำบาตร “พ.อ.นที ศุกลรัตน์” ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ออกข้อบังคับวิทยุใหม่จำกัดสิทธิประชาชนเข้าถึงวิทยุเสียงธรรม กีดกัน และบ่อนทำลายศาสนา ประกาศไม่ยอมรับ และไม่ต้องติดตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ กสทช.ที่มาจากโมฆบุรุษ จนกว่าจะกลับประพฤติตัวเป็นคนดี
     
      เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ประธานสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ได้ลงนามในประกาศ “มติสงฆ์จากจตุรทิศ” เรื่อง ลงนิคคหกรรมคว่ำบาตรผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กสทช. ณ วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตจากจตุรทิศจำนวน 2,200 รูป ไม่นับภิกษุผู้ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมสังฆกรรมแต่ได้มอบฉันทะแก่สงฆ์ สำหรับเนื้อหาในประกาศดังนี้
     
      “ตามที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท.ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กสทช. ออกประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ.๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ มีสาระสำคัญบังคับให้ผู้ประกอบการวิทยุรายใหม่ต้องลดกำลังส่งเหลือ ๕๐๐ วัตต์ ลดความสูงเสาเหลือ ๖๐ เมตร ลดรัศมีกระจายเสียงเหลือ ๒๐ กิโลเมตร ในขณะที่ผู้ประกอบการวิทยุรายเดิมซึ่งเกือบทั้งหมดมีแต่รายการเพลงเพื่อแสวงหากำไรกลับไม่ถูกจำกัด จึงเป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะทำให้ประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นจากการรับฟังรายการพระพุทธศาสนาของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ ๑๐ ปี ต้องสูญเสียไป
     
      ที่ประชุมสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตจากจตุรทิศจำนวน ๒,๒๐๐ รูป โดยในจำนวนดังกล่าวไม่นับภิกษุผู้ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมสังฆกรรมแต่ได้มอบฉันทะแก่สงฆ์ ซึ่งสงฆ์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยยึดถือพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎหมาย มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทรัพยสิทธิทั้งปวงในเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศเป็นสมบัติของสงฆ์ เนื่องจากประชาชนในแต่ละพื้นที่พร้อมใจกันน้อมถวายแด่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน สงฆ์ถือว่าพื้นที่กระจายเสียงทางอากาศที่ประชาชนเคยรับฟังได้เป็นมรดกธรรมขององค์หลวงตาและครูบาอาจารย์ฯ ที่สงฆ์ต้องปกป้องและยอมสละได้ด้วยชีวิตตามหลักพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และพึงสละทั้งอวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรมไว้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขอันยิ่งใหญ่ของมหาชน ส่วน กสทช.นั้น สงฆ์เห็นว่ากำลังสร้างกรรมหนักในพระพุทธศาสนา เพียงเบื้องต้นยังกล้าฝ่าฝืนพระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพในสมัยปัจจุบันที่ได้กล่าวไว้อย่างเด็ดขาดว่า
     
      “...วิทยุเวลานี้เป็นประโยชน์แก่โลกมากมาย เสียงธรรมไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน ในโลกนี้มีแต่เสียงกิเลสท่วมท้น สามโลกธาตุมีเสียงกิเลสดังลั่นไปหมด เสียงธรรมไม่ค่อยมี นี่ก็เพิ่งเริ่มเสียงธรรมออกประกาศทางวิทยุ ก็ถูกกลั่นแกล้งกีดกันต่างๆ อ้างมาตรานั้นมาตรานี้มาบีบบังคับเสียงธรรมไม่ให้ออก .. เรานี้สลดสังเวชมากนะ เพราะเสียงธรรมไม่ค่อยมีที่จะให้เป็นประโยชน์แก่โลก เสียงกิเลสตัณหา เสียงฟืนเสียงไฟมันทั่วโลก ไม่บอกว่าพวกนี้ฟุ้งเฟ้อ พวกนี้เป็นอันตรายต่อโลก ไม่ประกาศออกมา ในกฎหมายข้อใดมาตราใดก็ไม่เคยแสดงออกมา
     
      แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมที่แสดงออกมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลกอย่างมหาศาลนี้ มีมาตรานั้นมาตรานี้ออกมา ความสูงความต่ำวิทยุอย่างนั้นอย่างนี้มีบังคับมาๆ นี้มาจากไหน ถ้าไม่มาจากสัตว์นรกจะมาจากไหน ขอให้พูดเต็มปากเถอะ ถ้าสัตว์สวรรค์สัตว์นิพพานจะไม่พูดอย่างนี้ มีแต่อนุโมทนาสาธุการ ถ้าสัตว์นรก
     
      แล้วกีดกันทุกแบบทุกฉบับ ที่จะเป็นอรรถเป็นธรรมเพื่อหัวใจโลกได้รับความสงบร่มเย็นนี้ต้องกีดต้องกัน ด้วยมาตรฐานของเปรตของผี เอ้า ฟังให้ชัด เราพูดให้เต็มยัน
     
      ติดคุกเราจะไปติดเอง จะไปเทศน์อยู่ในคุก เราอาจหาญชาญชัยเหนือโลกธาตุแล้ว คุกมันอยู่ในโลกธาตุ เราจึงไม่เคยหวั่น เอาไปติดคุก ร่างกายเป็นสมมุติ เอ้า ติดคุกไป หัวใจเราเป็นวิมุตติไม่ติด เราจะไปเทศน์อยู่ในเรือนจำ เพราะจิตเราไม่ได้ติดคุกติดตะรางนี่ ติดแต่ร่างกาย...”
     
      พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รู้ถึงความประสงค์ขององค์หลวงตาดีกว่า กสทช.ท่านอื่น เพราะคุ้นเคยกับครูบาอาจารย์สายกรรมฐานตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นประธานคณะทำงานวิทยุชุมชน จึงทราบดีว่ามติ กทช. ครั้งนั้นได้จัดสรรงบประมาณศึกษาและกำหนดแนวทางออกใบอนุญาตสำหรับมูลนิธิเสียงธรรมฯ แล้ว ต่อมาเมื่อ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ได้รับเลือกเป็น กทช.ก็ยิ่งทราบดีว่า กทช.ชุดดังกล่าวดำเนินการตามมติ กทช.ชุดแรกจนแล้วเสร็จ ซึ่งแทนที่ กสทช.จะสานงานต่อจาก กทช.ทั้ง ๒ ชุดในทันที กลับออกประกาศที่มีผลตรงกันข้ามและยังมีสาระสำคัญขัดแย้งต่อพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญอีกด้วย
     
      แม้สงฆ์ได้ประชุมหารือตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เพื่อขอบิณฑบาตให้ทบทวนก็ยังไม่สามารถระงับการกระทำของ กสทช.ได้ แม้มูลนิธิเสียงธรรมฯ จะพากเพียรเสนอความเห็นที่ถูกกฎหมายและเป็นไปได้ทั้งทางวาจาและเป็นทางการหลายวาระ และแม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะแสดงเจตนาคัดค้านมาแล้วก็ตาม แต่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ในฐานะประธานก็เพิกเฉยไม่ใส่ใจ ยังคงเป็นผู้เก้อยาก โดยยืนกรานแนวคิดดังกล่าวแบบน้ำเต็มแก้ว จนทำให้ กสทช. และเจ้าหน้าที่ กสทช.บางท่านเริ่มกล่าวติเตียนศาสนา ว่าเปรียบเปรยสงฆ์ และแยกสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งให้คล้อยตาม นับเป็นมหันตโทษแก่พุทธบริษัท ๔ ในทางพระพุทธศาสนาหากมิได้แก้ไข สงฆ์พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็น “กิจจาธิกรณ์” ที่ต้องน้อมนำพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มาปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยตามธรรม และเพื่อระงับมหาวิบากกรรมที่ กสทช.ทั้งคณะได้ก่อไว้ มีทุคติภูมิเป็นที่หมาย สงฆ์มีมติเห็นเป็นเอกฉันท์ ดังนี้
     
      ๑) สงฆ์พึงลงนิคคหกรรมประณาม พ.อ.นที ศุกลรัตน์ โดยให้ภิกษุประกาศสงฆ์กล่าวโทษของเขา และคว่ำบาตรแก่เขาด้วยญัติติทุติยกรรม ตามพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก จุลวรรค เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี โดยพระวินัยท่านห้ามมิให้ภิกษุทั้งหลายคบด้วย มิให้รับบิณฑบาต มิให้รับนิมนต์ มิให้รับไทยธรรมของเขา อรรถกถาจารย์ยังกล่าวด้วยว่า หากภิกษุรูปใดละเมิดควรลงโทษได้ โดยฐานสมคบกับคฤหัสถ์ด้วยการสมคบอันไม่สมควร
     
      ๒) สงฆ์ยึดถือพระธรรมวินัยเหนือกฎหมาย พระธรรมวินัยบัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงหมดสิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวงแล้ว แต่กฎหมายโดยเฉพาะประกาศ กสทช.ฉบับนี้เขียนขึ้นจากความคิดปรุงแต่งของผู้มีกิเลสจึงเห็นผิดเป็นชอบได้ เมื่อสงฆ์คว่ำบาตรแก่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ แล้ว ประกาศหรือคำสั่งใดๆ ของเขาถือเป็นคำสั่งของโมฆบุรุษ ไม่มีผลต่อสงฆ์และทรัพยสิทธิทั้งปวงของสงฆ์ จนกว่าเขาจะรู้สึกผิด กลับประพฤติตัวเป็นคนดี
     
      ๓) สงฆ์เห็นว่าพระครูอรรถกิจนันทคุณและคณะฯ เสียสละประโยชน์ตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะตรากตรำทำงานโดยพยายามเสนอความเห็นต่อสมาชิกรัฐสภา และ กทช. จนมีพระราชบัญญัติและผลการศึกษารองรับมูลนิธิเสียงธรรมฯ ให้มีสถานภาพทางกฎหมายครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอแล้ว แต่ กสทช.กลับจงใจฝ่าฝืน และยังสร้างภาระเงื่อนไขต่างๆ ให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนทำให้เนิ่นช้าเสียเวลาออกไปอีก แทนที่จะเห็นศาสนธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดที่แม้แต่ท้าวมหาพรหมยังน้อมรับและปฏิบัติด้วยความเคารพบูชายิ่งถือว่าท่านมีเมตตาโปรดสัตว์โลก แต่ กสทช.กลับปฏิบัติต่อศาสนธรรมดุจดั่งคนขอทาน มิหนำซ้ำยังออกประกาศที่ล้วนแล้วแต่เป็นการกีดกันและบ่อนทำลายศาสนธรรม มิใช่เพื่อการอุปถัมภ์คุ้มครองแต่อย่างใด ที่ถูกต้องแล้ว กสทช.ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและส่งเสริมศาสนธรรมให้เป็นที่พึ่งแก่โลกสงฆ์จึงมีมติขอให้คณะทำงานทอดธุระและวางอุเบกขา ไม่ยอมรับและไม่ต้องติดตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ กสทช.ที่มาจากโมฆบุรุษ ทั้งนี้จนกว่า กสทช. จะกลับประพฤติตัวเป็นคนดี
     
      ๔) หาก กสทช.ยังไม่ลดละมิจฉาทิฏฐิถือเอากฎหมายที่ตนเขียนขึ้นเป็นใหญ่เหนือพระธรรมวินัย จนมีผลให้เกิดการตรวจจับ ยึด หรือแม้เพียงการลิดรอนทรัพย์มรดกขององค์หลวงตาฯ ให้มีพื้นที่กระจายเสียงธรรมคับแคบลง ในเรื่องนี้หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ประธานมูลนิธิเสียงธรรมฯ ท่านกล่าวไว้แล้วว่า “พวกนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราอย่าไปฟัง ธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์เทศน์ออกมาจากใจที่ทรงมรรคผลนิพพาน เราขอมอบกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ หากจะต้องติดคุก เราขอติดคุกติดตะรางเพียงผู้เดียว ไม่ให้หมู่เพื่อนต้องมาลำบากด้วย เราจะไปฟังเทศน์พ่อแม่ครูอาจารย์ในคุก”
     
      สงฆ์มีมติในเรื่องนี้ว่า สงฆ์ที่มาแสดงสามัคคีธรรมในที่นี้และที่ได้มอบฉันทะทุกรูป ขอยอมมอบกายถวายชีวิตปกป้องมรดกธรรมร่วมกับหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ และหากการเผยแผ่ศาสนธรรมทางสถานีวิทยุจะเป็นสิ่งชั่วช้าเลวทรามในสายตาชาวโลกแล้วไซร้ สงฆ์ทุกรูปขอร่วมติดคุกติดตะรางพร้อมกับหลวงปู่ ทั้งนี้ด้วยเคารพในความกตัญญูกตเวทีของหลวงปู่และเคารพบูชาคำสอนขององค์หลวงตาที่อุตส่าห์ฝืนรั้งธาตุขันธ์ยามอาพาธเพื่อกล่าวอย่างถึงใจ เป็นปัจฉิมโอวาทฝากไว้กับท่านพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ ว่า “มือของครูอาจารย์กับมือของลูกศิษย์ลูกหา ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้แทนกันได้ ไว้ใจกันได้ เชื่อใจกันได้ ตายใจกันได้”
     
      ๕) ให้ภิกษุนำมติสงฆ์และนิคคหกรรมคว่ำบาตรนี้แจ้งแก่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเมือง หากเขารู้สึกผิด กลับประพฤติดี สงฆ์ในที่ประชุมนี้มีมติให้สงฆ์วัดป่าบ้านตาดประกาศสงฆ์ระงับกรรมนั้นเพื่อหงายบาตรให้เขาด้วยญัตติทุติยกรรม
     
      จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในสังฆมณฑล
     
      (หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ)
      ประธานสงฆ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ
      วันศุกร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕”

ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134858

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.