Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

05 พฤศจิกายน 2555 (เกาะติดประมูล3G)(บทความ)3ค่ายอุ้มกสทช.ปัดฮั้ว3G(ท้ายสุดหากมีการล้มประมูล 3G ทั้ง 3 ค่ายมือถือคงต้องฟ้องศาลปกครองแน่ )

ประเด็นหลัก

เอไอเอสเห็นว่าเบื้องต้นถ้ากสทช.กำหนดราคาขั้นต่ำออกมาและบังคับให้ต้องทำตามก็จะทำ แต่มองว่ากสทช.จะไม่สามารถกำหนดได้โดยไม่มีการหารือกับผู้ประกอบการ เนื่องจากในการกำหนดราคาขั้นต่ำจำเป็นต้องดูต้นทุนผู้ประกอบการก่อนว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งถ้ากสทช.ประกาศค่าบริการขั้นต่ำออกมาแล้วไม่สามารถยอมรับได้ก็ต้องเดินหน้าฟ้องศาลปกครองกันต่อไป
     
      'แม้สัญญาสัมปทานจะหมดลงการลงทุนเครือข่ายที่ผ่านมาก็ต้องส่งคืนให้แก่เจ้าของสัมปทาน ดังนั้นถ้าหลังประมูลไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ถือว่าเป็นเหตุเป็นผลที่จะปรับลดราคา แต่เมื่อมีการลงทุนใหม่ทั้งหมดบนคลื่น 2.1GHz ที่อาจจะต้องสร้างสถานีฐานเพิ่ม 2-3 เท่าจากเดิมเป็น 51,000 สถานีฐาน ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น'
     
      ส่วนกลุ่มทรูยินดีที่จะปฏิบัติตามถ้าเป็นราคา ที่สมเหตุสมผล ซึ่งเชื่อว่าก่อนจะประกาศราคาต้องมีการประชาพิจารณ์ เพื่อออกมาชี้แจงถึงต้นทุนแต่ละเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าตราบใดที่มีผู้ให้บริการหลายรายกลไกตลาดก็จะทำให้เกิดการแข่งขันอยู่ดี
     
      ท้ายสุดหากมีการล้มประมูล 3G ทั้ง 3 ค่ายมือถือคงต้องฟ้องศาลปกครองแน่ เพราะแต่ละรายลงทุนและมีค่าใช้จ่ายกันไปแล้วกับเรื่องเงินค้ำประกัน และเงินงวดแรกที่จ่ายไป ต่างจากสมัยกทช.ที่ศาลปกครองสั่งล้มก่อนประมูล




__________________________________


3 ค่ายอุ้มกสทช. ปัดฮั้ว 3G (Cyber Weekend)


ตัวแทนโอเปอเรเตอร์ไทยทั้ง 3 ค่าย เอไอเอส-ดีแทค-ทรู จับมือชื่นมื่น
ไม่เสียแรงที่กสทช. ยอมลุยไฟ จัดประมูลความถี่ 2.1 GHz (3G) ด้วยเงื่อนไข หลักเกณฑ์ผ่อนปรน เพื่อให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายตกลงปลงใจเข้าร่วมประมูลด้วยดี ไม่แตกแถว จนผลออกมาเป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า เอไอเอส ได้ 3 ใบอนุญาตด้วยราคารวม 14,625 ล้านบาทสูงกว่าราคาตั้งต้น 1,125 ล้านบาท ดีแทคและทรู ได้ 3 ใบอนุญาตที่ราคาตั้งต้นประมูล 13,500 ล้านบาทเท่ากัน
     
      หลังจากนั้นก็ดำเนินการรับรองผลการประมูลด้วยมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) 4 ต่อ 1 และรับเงินงวดแรก 50% จากทั้ง 3 ค่ายมือถือ ขณะเดียวกันก็ตั้งคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการประมูลว่าเข้าข่ายฮั้วหรือไม่ โดยมีเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร์ สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งมีเวลาทำงาน 15 วันหากไม่พบว่าฮั้ว สำนักงานกสทช.จะดำเนินการออกใบอนุญาตให้ซึ่งไม่น่าจะเกินวันที่ 20 พ.ย.ที่จะถึงนี้
     
      เรียกได้ว่าทำงานเป็นขั้นเป็นตอนรวดเร็วทันใจ
     
      ในขณะที่กระบวนการตรวจสอบก็ฉับไวไม่แพ้กัน เฉพาะผู้ตรวจการแผ่นดินมี 3 คำร้องพิจารณาคือสุริยะใส กตะสิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว , กลุ่มพนักงานบริษัท ทีโอที และไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา พร้อมด้วยส.ว.อีก 10 คน ในประเด็นต่างๆอาทิ กทค.ไม่น่าจะมีอำนาจรับรองผลการประมูลซึ่งควรเป็นอำนาจของกสทช.ชุดใหญ่ หรือ เรื่องที่ต้องการให้ค่ายมือถือโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อยก่อน เพราะเกรงจะถูกยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
     
      ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลปกครองกลางเพื่อให้พิจารณายับยั้งหรือล้มผลการประมูล 3G ครั้งนี้ ยังไม่นับความผิดส่วนตัวของเหล่ากทค.ที่ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอยู่ในขณะนี้
     
      ถึงบทที่ 3 ค่ายมือถือ ต้องออกมาช่วยอุ้มกสทช.บ้างแล้ว เพราะลำพังแค่ไปชี้แจงกรรมาธิการ อาจยังไม่พอเพราะเป็นข้อมูลปิดไม่ได้ถูกเผยแพร่วงกว้าง
     
      บ่ายวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา 3 ค่ายมือถือจึงประสานมือแถลงเปิดใจเกี่ยวกับการประมูล 3G โดยเนื้อแท้ต้องการปฏิเสธข้อหาฮั้ว รวมทั้งอธิบายถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในการเคาะราคาและชี้ให้เห็นว่าราคาตั้งต้นประมูล 4,500 ล้านบาทไม่ใช่ราคาที่ต่ำไปเหมือนที่หลายคนคิด
     
      อธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย กลุ่มทรูกล่าวยืนยันว่าเรื่องฮั้วมันไม่มี และไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในระหว่างแต่ละค่าย การฮั้วเป็นการสมยอมราคา แต่ในการเข้าประมูลผู้บริหารต้องเซ็นยอมรับล่วงหน้าว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการฮั้ว เพราะนอกจากโทษทางอาญาแล้ว ทั้ง 3 รายซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ กรรมการบริหารก็จะมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกจากกฏหมายเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ฯ
     
      'ถ้าตรวจสอบพบว่ามีการฮั้วก็จับคนผิดเข้าคุกไปเลยไม่ต้องรอลงอาญาด้วย แต่ถ้าไม่พบแล้วคนที่กล่าวหาลอยๆควรจะโดนด้วยหรือไม่ ถ้าไม่อย่างงั้นก็มองไม่ออกว่าการประมูลต่อๆไปจะเป็นอย่างไร และถ้าประมูลล้มใครได้ประโยชน์ผมไม่ทราบ แต่คนที่เสียประโยชน์คือประชาชน'
     
      อธึกย้ำว่าถึงแม้รักบริษัทมากแค่ไหน แต่คงไม่ยอมติดคุก 5 ปีแน่
     
      ขณะที่ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค ชี้แจงว่าราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาท ถือว่าไม่ใช่ราคาที่ต่ำ แต่ค่อนข้างแพงด้วยซ้ำ เนื่องจากเทคโนโลยี 3G ในประเทศต่างๆประมูลกันมา 10 กว่าปีแล้ว มูลค่าของคลื่นโดยตัวมันเองไม่สูงเท่าไหร่ ดังนั้น 4,500 ล้านบาทต่อ 5 MHz ถือเป็นราคาที่สูง และในอนาคตยังมีความถี่อื่นๆทยอยออกประมูลอีกอย่างความถี่ 1800 MHz
     
      'ถึงเวลาที่ไทยจะก้าวข้ามจุดนี้ไป การออกใบอนุญาตก็ควรออกตามขั้นตอน เนื่องจากภาระด้านการเงิน ภาระทางธุรกิจก็เกิดขึ้นแล้ว และตลอดเวลาการทำงานของ กสทช. ถือว่าทำงานตามกำหนดการมาโดยตลอด เมื่อสามารถรักษามาได้ด้วยดีก็ขอให้ทำต่อเนื่องไปอย่างถูกต้อง'
     
      ด้านวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่าราคาประมูลความถี่ 2.1 GHz ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยคิดเป็นเหรียญสหรัฐต่อ MHz ต่อประชากร จะพบว่าราคาประมูลของไทยอยู่ที่ 0.47 เหรียญสหรัฐต่อ MHz ต่อประชากร สูงกว่าราคาประมูลของประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่า ได้แก่ สิงคโปร์ เยอรมนี และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังเป็นราคาที่สูงมากกว่า 3 เท่าของราคาประมูลของประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในระดับเดียวกัน เช่น อินโดนีเซีย และเม็กซิโก


ประมูลความถี่ 2.1 GHz (3G) ความหวังของคนไทยผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ

โดยในการเปรียบเทียบไม่สามารถใช้ข้อมูลการประมูลคลื่นความถี่ 2.1GHz ที่เกิดขึ้นนานกว่า 10 ปีได้ เนื่องจากความแตกต่างของสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งเวลานั้น การให้บริการ 3G นั้นสามารถทำได้บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน สามารถให้บริการได้บนคลื่นความถี่ 850/900 MHz และ 2.1GHz ทั่วโลก
     
      ส่วนกลยุทธ์การเคาะราคานั้น ชัดเจนที่สุดว่าเอไอเอสต้องการความถี่ 2.1 GHz และต้องการเป็นผู้ชนะแบบเด็ดขาดคือเสนอราคาสูงสุดเพื่อเลือกช่วงความถี่ใกล้บริษัท ทีโอที
     
      ด้านอธึกอธิบายในช่วงการประมูลว่าเมื่อเริ่มประมูลทางกลุ่มทรูกดเลือก 3 บล็อกคือ G H และ I ซึ่งเป็น 3 ช่องสุดท้าย พอรอบที่ 2 หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงขึ้นมาว่า ทรูเป็นผู้ชนะชั่วคราวของทั้ง 3 บล็อก โดยบล็อก H มีอีกรายหนึ่งมาเคาะราคาแข่งขัน และคอมพิวเตอร์ได้ใช้วิธีการสุ่มเลือกว่าทรูชนะ เมื่อเป็นผู้ชนะกลุ่มทรูก็ไม่รู้ว่าจะกดราคาเพิ่มขึ้นทำไม จึงกดยืนยัน
     
      หลังจากนั้นในรอบต่อไปบล็อก G กับ I ยังเป็นทรูที่เป็นผู้ชนะชั่วคราว ขณะที่บล็อก H มีผู้เข้าแข่งขันเคาะราคาเพิ่มขึ้นมา จึงเลือกดูว่าจะสู้ราคาที่บล็อก H หรือไปเลือกช่องอื่นที่ยังไม่มีคนเลือก จึงหันไปเลือกที่บล็อก B เมื่อประกาศผลออกมาก็เป็นผู้ชนะบล็อก B G I ที่บล็อกละ 4,500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อชนะแล้วก็ไม่รู้จะขึ้นราคาทำไม และด้วยกฏของโปรแกรมที่บังคับว่า ถ้าเป็นผู้ชนะชั่วคราวจะไม่สามารถย้ายช่องได้ ทำให้ไม่สามารถย้ายไปช่องอื่นได้ด้วย เช่นเดียวกันกับทางดีแทค ที่ดามพ์ เปิดเผยถึงวิธีการประมูลว่า เมื่อมีการกดซ้ำกันทางดีแทคก็เลื่อนไปเลือกในบล็อกอื่นแทน
     
      ผลที่ได้คือทรูกับดีแทค ได้ใบอนุญาตในราคาตั้งต้นประมูล เพราะเลือกย้ายบล็อกมากกว่าเลือกเคาะราคาเพิ่ม
     
      ขณะที่เอไอเอสซึ่งวางกลยุทธ์ไว้ว่าถ้าไม่ได้ช่องไหนก็เคาะซ้ำมันเข้าไปให้ราคาสูงขึ้น ดังนั้นทั้ง 3 บล็อกที่เอไอเอสเลือกคือบล็อกA E และ H ราคาในช่วงแรกจึงขึ้นไปอยู่ที่ 4,725 ล้านบาท หลังจากนั้นในรอบถัดไปจึงใส่ราคาเพิ่มอีก 2 บล็อกที่บล็อก E และ H ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 4,950 ล้านบาท เพื่อให้รายอื่นตามไม่ทัน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็รอปิดประมูล
     
      ผลที่ได้ เอไอเอส ได้ใบอนุญาตในราคารวมกันสูงกว่าราคาตั้งต้นประมูล 1,125 ล้านบาท เพราะสู้ราคาสุดใจเพื่อให้คนไทยได้ใช้ 3G จริงๆไม่ใช่สู้แต่ในหนังโฆษณา
     
      ฮั้วหรือไม่ฮั้ว คิดกันเอาเอง
     
      ส่วนเรื่องค่าบริการ ตามที่กสทช.ออกมาประกาศเจตนารมย์ว่าถ้าหากเอกชนทั้ง 3 รายที่ชนะการประมูล 3G ไม่ลดค่าบริการลงจากปัจจุบัน 15-20% จะไม่ออกใบอนุญาตให้เด็ดขาดนั้น
     
      ดูเหมือนทั้ง 3 รายยังสงวนท่าทีอย่างมาก โดยให้ความเห็นไปในทิศทางใกล้เคียงกันว่า ถ้าต้องทำตามก็จะทำ เพียงแต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เป็นเหตุเป็นผลด้วย หากไม่เช่นนั้นคงต้องให้คนกลางหรือศาลเป็นผู้ตัดสิน
     
      เอไอเอสเห็นว่าเบื้องต้นถ้ากสทช.กำหนดราคาขั้นต่ำออกมาและบังคับให้ต้องทำตามก็จะทำ แต่มองว่ากสทช.จะไม่สามารถกำหนดได้โดยไม่มีการหารือกับผู้ประกอบการ เนื่องจากในการกำหนดราคาขั้นต่ำจำเป็นต้องดูต้นทุนผู้ประกอบการก่อนว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งถ้ากสทช.ประกาศค่าบริการขั้นต่ำออกมาแล้วไม่สามารถยอมรับได้ก็ต้องเดินหน้าฟ้องศาลปกครองกันต่อไป
     
      'แม้สัญญาสัมปทานจะหมดลงการลงทุนเครือข่ายที่ผ่านมาก็ต้องส่งคืนให้แก่เจ้าของสัมปทาน ดังนั้นถ้าหลังประมูลไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ถือว่าเป็นเหตุเป็นผลที่จะปรับลดราคา แต่เมื่อมีการลงทุนใหม่ทั้งหมดบนคลื่น 2.1GHz ที่อาจจะต้องสร้างสถานีฐานเพิ่ม 2-3 เท่าจากเดิมเป็น 51,000 สถานีฐาน ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น'
     
      ส่วนกลุ่มทรูยินดีที่จะปฏิบัติตามถ้าเป็นราคา ที่สมเหตุสมผล ซึ่งเชื่อว่าก่อนจะประกาศราคาต้องมีการประชาพิจารณ์ เพื่อออกมาชี้แจงถึงต้นทุนแต่ละเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าตราบใดที่มีผู้ให้บริการหลายรายกลไกตลาดก็จะทำให้เกิดการแข่งขันอยู่ดี
     
      ท้ายสุดหากมีการล้มประมูล 3G ทั้ง 3 ค่ายมือถือคงต้องฟ้องศาลปกครองแน่ เพราะแต่ละรายลงทุนและมีค่าใช้จ่ายกันไปแล้วกับเรื่องเงินค้ำประกัน และเงินงวดแรกที่จ่ายไป ต่างจากสมัยกทช.ที่ศาลปกครองสั่งล้มก่อนประมูล
     
      มีความเห็นที่แตกต่างจากพรชัย มีมาก อดีตประธานสหภาพฯทีโอทีซึ่งเป็นคนที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการดำเนินการต่างๆในแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2541 จนจัดตั้งกทช.ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 ได้เปลี่ยนเป็นกสทช. โดยเขาเห็นว่า การประมูลความถี่สามารถแข่งขันด้วยการจ่ายให้รัฐเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายเพราะกฎหมายระบุให้จัดสรรความถี่ด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรายละเอียด จนทำให้กทค.เลือกวิธีที่เกิดปัญหาดังกล่าว
     
      แต่วิธีแข่งขันด้วยการให้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ถือว่าเป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เอกชนไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากในระยะเวลารวดเร็ว สามารถนำเงินไปขยายโครงข่ายได้ก่อน และถ้าประกอบการดีมีรายได้มากก็จ่ายให้รัฐมาก ทำไม่ดีรายได้น้อยก็จ่ายให้รัฐน้อย ประชาชนก็จะได้ประโยชน์เพราะเกิดการแข่งขันมีผู้ประกอบการอย่างน้อย 3 รายในปัจจุบันต้องประมูลอยู่แล้ว เพราะสัญญาสัมปทานจะหมดอายุจำเป็นต้องหาทางรอดเพื่อให้บริการต่อเนื่อง
     
      รัฐในที่นี้ซึ่งไม่ใช่ทีโอที หรือ กสท ก็จะได้ส่วนแบ่งรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ในระยะยาวอีก 15 ปีตามอายุใบอนุญาต ง่ายๆไม่ซับซ้อน และ อิงหลักการเก้าอี้ดนตรี ต้องมีเก้าอี้ว่างน้อยกว่าคนแข่งถึงจะสู้กันเต็มที่

ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134301

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.