Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

12 พฤศจิกายน 2555 (เกาะติดประมูล3G)(บทความ) ‘ความผิดปกติ’ในการประมูล3G ส่อเอื้อประโยชน์‘ผู้ประกอบการ’(1)

ประเด็นหลัก



นอกจากนั้น ในช่วงเช้าของวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ก่อนที่จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อสรุปราคาตั้งต้น ดร.เศรษฐพงค์ ได้อ้างว่าทางทีมวิจัยเสนอให้กำหนดราคาตั้งต้นจาก 67% ของราคาประเมิน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ “มีแนวโน้ม” ที่จะเลือกตัวเลขประเมินมูลค่าคลื่นที่ 6,440 ล้านบาท (ในร่างรายงานการศึกษาของทีมวิจัยเสนอไว้ที่ 6,770 ล้านบาท ก่อนจะมีการเปลี่ยนกลับมาที่ 6,440 ล้านบาท ในรายงานฉบับสมบูรณ์) ดังนั้นราคาตั้งต้นควรจะอยู่ที่ 4,200-4,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคาดการณ์ทุกอย่างก่อนการประชุมได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ การอ้างราคาตั้งต้นดังกล่าวจึงน่าจะแสดงให้เห็นว่าอาจมีการตั้ง “ธง” ตัวเลขของ ดร.เศรษฐพงค์ โดยไม่ได้ผ่านการรับฟังผลการศึกษาและการถกเถียงในที่ประชุมของคณะอนุกรรมการฯ ที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความเห็น

นอกจากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว รายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 10 ซึ่งถกเถียงกันถึงการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูล มีประเด็นที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย คือแม้คณะวิจัยจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยกตัวเลข 0.67 ซึ่งมาจากค่าเฉลี่ยสัดส่วนระหว่างราคาตั้งต้น และราคาชนะการประมูลของ 17 ประเทศ (ในรายงานฉบับสมบูรณ์คำนวณจาก 13 ประเทศ) ทว่าทางคณะวิจัยไม่ได้เสนอให้ใช้ตัวเลขดังกล่าวในการคำนวณราคาตั้งต้นแต่อย่างไร การเสนอให้ใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นของคณะอนุกรรมการฯ ท่านอื่น อาทิ นายจิตรนรา นวรัตน์ ดร.เชิดชัย ขันธ์นะภา พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร และ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่าเหตุใดคณะอนุกรรมการเหล่านั้นจึงรวบรัดเสนอตัวเลข 0.67 ที่ไม่ได้เป็นข้อเสนอของทางคณะวิจัยในที่ประชุม และเหตุใดคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจึงยอมรับตัวเลข 0.67 ซึ่งเป็นการคำนวณจากกรณีการประมูลของต่างประเทศที่มีเงื่อนไขการประมูล พื้นฐานทางเศรษฐกิจ และตลาดโทรคมนาคม ที่แตกต่างจากของไทย

ร่องรอยความผิดปกติดังกล่าวทำให้อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า การกำหนดราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาท มีการตั้ง “ธง” ล่วงหน้าไว้ก่อนหรือไม่















______________________________________



‘ความผิดปกติ’ในการประมูล3G ส่อเอื้อประโยชน์‘ผู้ประกอบการ’(1)


การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz?เพื่อให้บริการ 3G ได้สิ้นสุดลงแล้วในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555 พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติอย่างมหาศาลจากการออกแบบการประมูลที่ล้มเหลว เนื่องจากราคาชนะประมูลสุดท้ายสูงกว่าราคาตั้งต้นการประมูลเพียง 2.78 เปอร์เซ็นต์ หรือขยับขึ้นไปจากราคาตั้งต้นรวมทุกชุดคลื่น 40,500 ล้านบาท เพียง 1,125 ล้านบาท สร้างรายได้ต่ำกว่าตัวเลขประเมินรายรับจากการให้อนุญาตใช้คลื่น 2.1 GHz ที่ทาง กสทช. ว่าจ้างให้ทีมวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ คำนวณ ถึง 16,335 ล้านบาท



การไม่แข่งขันด้านราคาประมูลนี้ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการ “ฮั้ว” ประมูลเกิดขึ้นหรือไม่ หรือกระทั่งมีข้อวิจารณ์ว่า กสทช. เป็นผู้จัดฮั้วประมูลผ่านการออกแบบกฎกติกาที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขันประมูลเสียเอง รายงานชิ้นนี้มุ่งตรวจสอบ “ร่องรอย”

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในการประมูลครั้งประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการประมูลครั้งนี้น่าจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนมากกว่าผลประโยชน์ของภาครัฐและสังคม “อย่างเป็นระบบ” หาใช่สิ่งที่ กสทช. คาดเดาไม่ได้

1.ความผิดปกติในการกำหนดราคาตั้งต้น
สำหรับผู้ติดตามกระบวนการกำหนดนโยบายของการประมูลคลื่น 2.1 GHz ครั้งนี้มาตลอด การกำหนดราคาตั้งต้นประมูลที่ 4,500 ล้านบาทนั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะเป็นสิ่งที่ ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมาตลอดว่าราคาตั้งต้นประมูลไม่ควรสูงเกินไปและไม่ควรเกิน 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนที่ทีมวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จะนำเสนอผลการศึกษาให้กับคณะอนุกรรมการฯ และก่อนที่จะมีการถกเถียงเพื่อหามติร่วมในที่ประชุมอนุกรรมการฯ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2555 ด้วยซ้ำ

ในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งยังไม่ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการฯ เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมประมูล ดร.เศรษฐพงค์

ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ราคาตั้งต้นการประมูลนั้นไม่ควรสูงเท่ากับการประมูลครั้งก่อนหน้าที่ กทช. เป็นผู้ออกแบบไว้ในปี 2553 คือ 12,800 ล้านบาท (ต่อ 15 MHz) โดยอ้างว่าเทคโนโลยี 3G?มีราคาถูกลง และเสนอราคาตั้งต้นที่ 7,000—10,000 ล้านบาทต่อ 15 MHz หรือประมาณ 2,300—3,300 ล้านบาทต่อ 5 MHz เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนผลการศึกษาหรือหลักฐานใดๆเลย ซึ่งในภายหลังก็ปรากฏว่าผู้ประกอบการอย่างน้อย 2 ราย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มีความเต็มใจที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาตั้งต้นการประมูลครั้งก่อนหน้า การนำเสนอตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากในครั้งนั้นอาจสะท้อนให้เห็นทัศนะพื้นฐานหรือ “ความเชื่อ” โดยไม่อยู่บนฐานข้อมูลหลักฐานใดๆ ของประธาน กทค. ที่ส่งผลให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน

ต่อมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2555 ดร.เศรษฐพงค์?ได้ออกมาให้ข่าวว่า ราคาตั้งต้นควรใกล้เคียงกับการประมูลครั้งก่อนหน้า หรือประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อชุดคลื่น 5 MHz โดยอ้างว่าเป็นข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ กลับชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่ ดร.เศรษฐพงค์ให้สัมภาษณ์ทางทีมวิจัยซึ่งรับหน้าที่ในการหาราคาตั้งต้นยังไม่ได้เข้ามานำเสนอผลการศึกษาให้กับคณะอนุกรรมการฯ (นำเสนอวันที่ 19 มิถุนายน 2555) และยังไม่ได้มีการหารือเพื่อหามติร่วม (มีการกำหนดราคาตั้งต้นวันที่?25 มิถุนายน 2555)

นอกจากนั้น ในช่วงเช้าของวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ก่อนที่จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อสรุปราคาตั้งต้น ดร.เศรษฐพงค์ ได้อ้างว่าทางทีมวิจัยเสนอให้กำหนดราคาตั้งต้นจาก 67% ของราคาประเมิน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ “มีแนวโน้ม” ที่จะเลือกตัวเลขประเมินมูลค่าคลื่นที่ 6,440 ล้านบาท (ในร่างรายงานการศึกษาของทีมวิจัยเสนอไว้ที่ 6,770 ล้านบาท ก่อนจะมีการเปลี่ยนกลับมาที่ 6,440 ล้านบาท ในรายงานฉบับสมบูรณ์) ดังนั้นราคาตั้งต้นควรจะอยู่ที่ 4,200-4,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคาดการณ์ทุกอย่างก่อนการประชุมได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ การอ้างราคาตั้งต้นดังกล่าวจึงน่าจะแสดงให้เห็นว่าอาจมีการตั้ง “ธง” ตัวเลขของ ดร.เศรษฐพงค์ โดยไม่ได้ผ่านการรับฟังผลการศึกษาและการถกเถียงในที่ประชุมของคณะอนุกรรมการฯ ที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความเห็น

นอกจากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว รายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 10 ซึ่งถกเถียงกันถึงการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูล มีประเด็นที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย คือแม้คณะวิจัยจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยกตัวเลข 0.67 ซึ่งมาจากค่าเฉลี่ยสัดส่วนระหว่างราคาตั้งต้น และราคาชนะการประมูลของ 17 ประเทศ (ในรายงานฉบับสมบูรณ์คำนวณจาก 13 ประเทศ) ทว่าทางคณะวิจัยไม่ได้เสนอให้ใช้ตัวเลขดังกล่าวในการคำนวณราคาตั้งต้นแต่อย่างไร การเสนอให้ใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นของคณะอนุกรรมการฯ ท่านอื่น อาทิ นายจิตรนรา นวรัตน์ ดร.เชิดชัย ขันธ์นะภา พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร และ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่าเหตุใดคณะอนุกรรมการเหล่านั้นจึงรวบรัดเสนอตัวเลข 0.67 ที่ไม่ได้เป็นข้อเสนอของทางคณะวิจัยในที่ประชุม และเหตุใดคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจึงยอมรับตัวเลข 0.67 ซึ่งเป็นการคำนวณจากกรณีการประมูลของต่างประเทศที่มีเงื่อนไขการประมูล พื้นฐานทางเศรษฐกิจ และตลาดโทรคมนาคม ที่แตกต่างจากของไทย

ร่องรอยความผิดปกติดังกล่าวทำให้อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า การกำหนดราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาท มีการตั้ง “ธง” ล่วงหน้าไว้ก่อนหรือไม่

2.ความผิดปกติในการตัดสินใจลดเพดานถือครองคลื่นจาก 20 MHz เหลือ 15 MHz
ในการออกแบบการประมูลก่อนรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ทางคณะอนุกรรมการฯ กำหนดเพดานถือครองคลื่นความถี่ไว้ที่ 20 MHz ด้วยเหตุผลว่า ในการประมูลที่คาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้เข้าประมูล 3 ราย และมีคลื่นทั้งหมด 45 MHz การกำหนดเพดานไว้ที่ 20 MHz อาจทำให้ผู้ประกอบการบางรายแข่งประมูลเพื่อให้ได้จำนวนคลื่นความถี่มากกว่ารายอื่น ขณะที่การปรับลดเพดานถือครองคลื่นเหลือเพียง 15 MHz จะทำให้เกิดการแบ่งชุดคลื่นลงตัว 3 ราย และไม่มีการแข่งขันประมูลเพราะอุปสงค์เท่ากับอุปทาน เป็นเสมือนการแจกใบอนุญาตในราคาตั้งต้นมากกว่าการประมูล ดังที่ ดร.เศรษฐพงค์เคยกล่าวกับสื่อว่า หากกำหนดไว้ที่?15 MHz จะทำให้ไม่เกิดการแข่งขันหากมีผู้เข้าประมูล 3 ราย

ภายหลังการรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายเดิมทั้งสามรายที่ต่างเห็นพ้องว่าคลื่น 15 MHz เพียงพอต่อความต้องการ กทค. จึงได้ตัดสินใจปรับลดเพดานถือครองคืนความถี่เหลือ 15 MHz ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการให้เกิดกรณีที่มีเจ้าใหญ่สองราย (AIS และ DTAC) ได้คลื่นไปเจ้าละ 20 MHz เพื่อกักตุน และเหลือคลื่นเพียง 5 MHz ให้กับรายเล็ก (True) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแข่งขัน

การตัดสินใจทางนโยบายดังกล่าว ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่ปราศจากการแข่งขันประมูล ส่อพิรุธไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางราย ดังนี้

-ในการปรับเปลี่ยนสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดผลการประมูล เหตุใดทาง กทค. จึงไม่นำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับทางคณะอนุกรรมการฯ อีกครั้งหนึ่ง แต่กลับเลือกรับฟังผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ประโยชน์จากข้อเสนอดังกล่าวโดยตรง ทั้งที่ ดร.เศรษฐพงค์อ้างกับสื่อมาตลอดว่า การตัดสินใจทุกอย่างนั้นได้ผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย หรือเห็นว่าคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติในที่ประชุมแล้วว่าการกำหนดเพดานถือครองคลื่นไว้ที่ 15 MHz จะสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันประมูล เพราะอันที่จริง ข้อเสนอและเหตุผลให้กำหนดเพดานประมูลคลื่นไว้ที่ 15 MHz ทางคณะอนุกรรมการฯ ก็ได้รับฟังจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจาก True ในการประชุมก่อนหน้าที่จะมีการลงมติแล้ว แต่ก็ยังยืนยันเป็นมติร่วมว่าควรกำหนดเพดานไว้ที่ 20 MHz

- ในการให้สัมภาษณ์ในงาน Thailand 3G Gear Up 2012: Declaring Auction Procedure for 3G on 2.1 GHz วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ดร.เศรษฐพงค์ แสดงให้เห็นว่าอาจมีการตั้งธงที่ต้องการให้ปรับลดเพดานลงมาเหลือ 15 MHz ตั้งแต่ก่อนกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยกล่าวในทำนองว่า ส่วนตัวแล้วต้องการให้ปรับลดเพดานเหลือ 15 MHz ทว่าตนทำงานในรูปแบบคณะกรรมการจึงไม่สามารถใช้ความคิดส่วนตัวได้ แต่ถ้าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมยืนยันและให้เหตุผล ทางคณะกรรมการก็คงต้องรับฟัง

- เหตุผลที่อ้างว่าคลื่นเพียง 5 MHz ไม่เพียงพอต่อการแข่งขันนั้น ขัดแย้งกับเหตุผลที่ กทค. ใช้เพื่อสนับสนุนการออกแบบวิธีประมูลโดยแบ่งคลื่น 45 MHz ออกเป็น 9 ชุด ชุดละ?5 MHz นั่นคือ คลื่น 5 MHz เป็นขนาดคลื่นที่เพียงพอต่อการให้บริการ 3G และเปิดโอกาสให้ทุนขนาดเล็กมีโอกาสเข้ามาประมูลคลื่นเพียง 1 ชุดได้ โดยอาจเน้นให้บริการในเขตเมืองเป็นหลักหรือให้บริการบนเครือข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator หรือ MVNO) เพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาด (แม้ว่าทาง นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา จะค้านว่า 5 MHz ไม่เพียงพอต่อการให้บริการก็ตาม) ด้วยเหตุนี้ การปรับลดเพดานด้วยเหตุผลเพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายที่สามไม่เพียงแต่ขัดแย้งกับข้อมูลและเหตุผลที่ให้กับสังคมก่อนหน้า แต่ยังอาจสะท้อนได้ว่า กทค. สนใจผลประโยชน์ของผู้ประกอบการเจ้าเดิมบางรายมากกว่าเปิดโอกาสให้มีรายใหม่เข้ามาในตลาดอย่างแท้จริง (โปรดติดตามตอนต่อไป)

คณะติดตามการทำงาน กสทช. (NBTC Watch)

แนวหน้า
http://www.ryt9.com/s/nnd/1527450

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.