Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

16 พฤศจิกายน 2555 TRUE ขอโทษสมาชิกที่ "พรีเมียร์ลีก" หลุดมือ จะเอางบก้อนนี้ ไปช่องรายการในระบบHD // นักวิเคราะห์บอกลูกค้าหด

ประเด็นหลัก


บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า CTH ประกาศว่าชนะการประมูลสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษในอีก 3 ฤดูกาลโดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป แทน True vision เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวลบสำหรับหุ้นTRUE มากเนื่องจากฟุตบอลอังกฤษถือว่าเป็นรายการที่เป็นแม่เหล็กทำให้จำนวนสมาชิกของ True vision มีมากขึ้น แม้เรายังไม่สามารถประเมินผลกระทบของการไม่มีรายการดังกล่าวต่อรายได้และกำไรของ True vision ได้ในขณะนี้ แต่เราเชื่อว่าการที่ True vision จะเพิ่มลูกค้าใหม่เป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวคงกดดันราคาหุ้น True อย่างมาก แนะนำขายที่ราคาเป้าหมาย 4.4 บาท

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TRUE ประมูลต่อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกไม่ได้ เป็นความเสี่ยงในการเสียลูกค้า เนื่องจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นจุดขายสำคัญของ TRUE สร้างรายได้และ EBITDA ให้ 16% และ 12% ของทั้งกลุ่ม ตามลำดับ (TP 3.32 บาท)

สำหรับ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ “ขาย” หุ้น TRUE ในมุมมองเราเห็นว่า TRUE จะเผชิญแรงขายระยะสั้น โดยมีปัจจัยกระตุ้นให้แรงขายเกิดขึ้นจากการแพ้ประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่ง TRUE Vision เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม ส่วน GRAMMY และ RS แม้จะแพ้การประมูล แต่ผลกระทบทางลบจะต่ำกว่า เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์เดิมเหมือน TRUE สำหรับราคาเป้าหมายตาม SAA Consensus เท่ากับ 4.83 บาท (ซึ่งถือว่า “Fully Valued” ในขณะนี้)


บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ "ขาย" หุ้น TRUE โดยให้มูลค่าพื้นฐานในปี 56 ที่ 3.80 บาท เนื่องจากมองว่าผลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ของอังกฤษฤดูกาลใหม่ ซึ่ง CTH เป็นผู้ชนะประมูล ถือว่าพลิกความคาดหมาย จากคาดการณ์ว่า ทรูวิชั่นส์จะเป็นผู้ชนะ ถือเป็นปัจจัยลบต่อทรูวิชั่นส์ จึงมีโอกาสที่จะสูญเสียฐานลูกค้าให้กับคู่แข่ง กดดันผลประกอบการของในปีหน้า



"ศุภชัย" ขอโทษสมาชิกที่ "พรีเมียร์ลีก" หลุดมือ
    ทรูวิชั่นส์ ออกแถลงการณ์ในเบื้องต้น เพื่อขออภัยต่อสมาชิก หลังจากไม่สามารถรักษาไว้ซึ่งลิขสิทธิ์ “พรีเมียร์ลีก” แต่ทางบริษัทได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอเพิ่มราคาในการประมูล แต่มูลค่าการประมูลในครั้งนี้สูงเกินความสามารถทางธุรกิจของบริษัท ทำให้เราไม่สามารถชนะการประมูลได้
   
      โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรูวิชั่นส์ กล่าวดังนี้ “ขออภัยสมาชิกผู้มีอุปการคุณมา ณ ที่นี้ ที่ต้องผิดหวังในเรื่องการรับชมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และขอเรียนสมาชิก ว่า ท่านยังสามารถรับชมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012-2013 ผ่านทางทรูวิชั่นส์ได้จนถึงเดือนพฤษภาคม ปีหน้า (2556) ตลอดจนสามารถรับชมรายการกีฬาระดับโลกอื่นๆ รวมทั้งรายการบันเทิง สารคดี สาระความรู้ที่มีคุณภาพอีกมากมาย นอกจากนี้ ทรูวิชั่นส์ จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการจัดซื้อและพัฒนารายการทั้งในด้านรายการกีฬา บันเทิง และสาระความรู้ ที่มีคุณภาพระดับโลก รวมทั้งช่องรายการในระบบ High Definition (HD) มาทดแทนมอบให้สมาชิกได้ใช้บริการ ทรูวิชั่นส์ อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยเร็ว”
   
      “สำหรับการประมูลครั้งนี้ทำให้ทรูวิชั่นส์จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยที่จะไม่พึ่งพารายการพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยจะมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพรายการด้านกีฬาอื่นๆ มาทดแทนพรีเมียร์ลีกต่อไป สุดท้ายนี้ ทรูวิชั่นส์ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ด้วย” นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

































_______________________________

TRUE ลบสวนดัชนี หลังแพ้ประมูลถ่ายพรีเมียร์ลีก มีโอกาสเสียฐานลูกค้า


ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้นบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ณ เวลา 10.26 น. ลบ 0.02 บาท หรือ 0.41% มาที่ 4.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 88.43 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.27% ทั้งนี้ ราคาหุ้น TRUE อ่อนตัวลงจากระดับราคา 5.05 บาท ในวันที่ 13 พ.ย. มาแตะที่ระดับราคา 4.80 บาท ในวันนี้ จากข้อมูล www.settrade.com ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 2 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” TRUE จำนวน 3 แห่ง แนะนำ “ถือ” จำนวน 2 แห่ง แนะนำ “ขาย” และอีก 1 แห่ง แนะนำ “เต็มมูลค่า” โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 4.83 บาท

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ "ขาย" หุ้น TRUE โดยให้มูลค่าพื้นฐานในปี 56 ที่ 3.80 บาท เนื่องจากมองว่าผลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ของอังกฤษฤดูกาลใหม่ ซึ่ง CTH เป็นผู้ชนะประมูล ถือว่าพลิกความคาดหมาย จากคาดการณ์ว่า ทรูวิชั่นส์จะเป็นผู้ชนะ ถือเป็นปัจจัยลบต่อทรูวิชั่นส์ จึงมีโอกาสที่จะสูญเสียฐานลูกค้าให้กับคู่แข่ง กดดันผลประกอบการของในปีหน้า

ขณะที่เรามีโอกาสที่จะปรับลดประมาณการ โดยประเมินกำไรของ TrueVision ที่ลดลงทุก 10% มีผลกระทบต่อราคาหุ้น 0.07 บาท นอกจากนี้ ในระยะสั้นมีความไม่แน่นอนจากการออกใบอนุญาต 3G ที่ล่าช้า ซึ่งต้องรอผลตัดสินจากศาลปกครอง

ทั้งนี้ ใน 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าบริษัทต้องการเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในการขยายโครงข่าย 3G ในขณะที่ขีดความสามารถในการกู้เพิ่มค่อนข้างจำกัด จากสัดส่วนหนี้ สินต่อทุนสุทธิราว 4 เท่า ทำให้มีความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา กับพันธมิตรต่างประเทศ จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุน

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TRUE ประมูลต่อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกไม่ได้ เป็นความเสี่ยงในการเสียลูกค้า เนื่องจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นจุดขายสำคัญของ TRUE สร้างรายได้และ EBITDA ให้ 16% และ 12% ของทั้งกลุ่ม ตามลำดับ (TP 3.32 บาท)

สำหรับ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ “ขาย” หุ้น TRUE ในมุมมองเราเห็นว่า TRUE จะเผชิญแรงขายระยะสั้น โดยมีปัจจัยกระตุ้นให้แรงขายเกิดขึ้นจากการแพ้ประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่ง TRUE Vision เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม ส่วน GRAMMY และ RS แม้จะแพ้การประมูล แต่ผลกระทบทางลบจะต่ำกว่า เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์เดิมเหมือน TRUE สำหรับราคาเป้าหมายตาม SAA Consensus เท่ากับ 4.83 บาท (ซึ่งถือว่า “Fully Valued” ในขณะนี้)


ข่าวหุ้นธุรกิจ
http://www.kaohoon.com/online/50491/TRUE-
%C5%BA%CA%C7%B9%B4%D1%AA%B9%D5-
%CB%C5%D1%A7%E1%BE%E9%BB%C3%D0%C1%D9%C5%B
6%E8%D2%C2%BE%C3%D5%E0%C1%D5%C2%C3%EC%C5%
D5%A1-
%C1%D5%E2%CD%A1%D2%CA%E0%CA%D5%C2%B0%D2%B

9%C5%D9%A1%A4%E9%D2-.htm

_________________________________

TRUEช้ำหนักรายได้ทรูวิชั่นส์หด
ขายทิ้งราคาเป้าหมายแค่4.4บ.


บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า CTH ประกาศว่าชนะการประมูลสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษในอีก 3 ฤดูกาลโดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป แทน True vision เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวลบสำหรับหุ้นTRUE มากเนื่องจากฟุตบอลอังกฤษถือว่าเป็นรายการที่เป็นแม่เหล็กทำให้จำนวนสมาชิกของ True vision มีมากขึ้น แม้เรายังไม่สามารถประเมินผลกระทบของการไม่มีรายการดังกล่าวต่อรายได้และกำไรของ True vision ได้ในขณะนี้ แต่เราเชื่อว่าการที่ True vision จะเพิ่มลูกค้าใหม่เป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวคงกดดันราคาหุ้น True อย่างมาก แนะนำขายที่ราคาเป้าหมาย 4.4 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ
http://www.kaohoon.com/online/50488/TRUE%AA%E9%D3%CB
%B9%D1%A1%C3%D2%C2%E4%B4%E9%B7%C3%D9%C7%D4
%AA%D1%E8%B9%CA%EC%CB%B4-
%A2%D2%C2%B7%D4%E9%A7%C3%D2%A4%D2%E0%BB%E9
%D2%CB%C1%D2%C2%E1%A4%E84.4%BA..htm

______________________________________


TRUE ขยับลง กูรูแนะทยอยขายหลังพลาดประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด "พรีเมียร์ลีก"

ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ณ เวลา 15.25 น. ลบ 0.08 บาท หรือ 1.63% มาที่ 4.82 บาท สูงสุดที่ 4.94 บาท ต่ำสุดที่ 4.74 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 636.12 ล้านบาท ด้านข้อมูลจาก www.settrade.com โบรกเกอร์ 2 แห่ง แนะนำ "ซื้อ", 3 แห่งแนะนำ "ถือ" และ 3 แห่งแนะนำ "ขาย" โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 4.83 บาท  ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.79%

บล.เคที ซีมิโก้ ระบุในบทวิเคราะห์แนะนำ "ทยอยขาย" หรือ" หลีกเลี่ยง การลงทุน"ในหุ้น TRUE เนื่องจากหนังสือพิมพ์สยามกีฬาได้ระบุโดยอ้างแหล่งข่าวที่ กล่าวว่าทรูวิชั่นส์ เจ้าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกเดิม แพ้ประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด 3 ฤดูกาลหน้าให้กับกลุ่ม CTH ซึ่งมีนายวิชัย ทองแตง และนายวัชร วัชรพล ร่วมกันถือหุ้น บริหาร ทั้งนี้หากเป็นจริง ทรูวิชั่นในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม กลุ่มทรูยังมี ออปชั่นประมูลสู้ แต่จำนวนเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารรายการนี้ ให้คุ้มทุน และกรณีเลวร้ายไม่ได้สิทธิในการถ่ายทอดต่อจาก CTH ประเมินเบื้องต้นว่า อาจกระทบต่อมูลค่าพื้นฐานราว 0.50 บาท  เมื่อผนวกกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของใบอนุญาต 3G จะเป็นแรงกดดัน ต่อราคาหุ้นระยะสั้น

ด้านเทคนิคบล.โกลเบล็กระบุว่าราคา TRUE เมื่อวันก่อนแกว่งตัวในลักษณะของการพักฐานแต่ยังเป็นการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ และเป็นการยืนเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ระยะสั้นปรับตัวไม่ต่ำกว่า 4.84 ราคามีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อ ขณะที่หลุดแนวรับ 4.84 บาท ให้หลีกเลี่ยง

ขณะที่ล่าสุดบริษัท เคเบิ้ล ไทย โฮลดิ้ง (CTH) แถลงว่าบริษัทได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษครอบคลุมทั้งในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา แต่เพียงผู้เดียวทั้ง 3 ฤดูกาล

ข่าวหุ้นธุรกิจ
http://www.kaohoon.com/online/50427/TRUE-
%A2%C2%D1%BA%C5%A7-
%A1%D9%C3%D9%E1%B9%D0%B7%C2%CD%C2%A2%D2%C2
%CB%C5%D1%A7%BE%C5%D2%B4%BB%C3%D0%C1%D9%C5
%C5%D4%A2%CA%D4%B7%B8%D4%EC%B6%E8%D2%C2%B7%
CD%B4--%BE%C3%D5%E0%C1%D5%C2%C3%EC%C5%D5%A1-
-.htm


_____________________________________




ฮุบลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ-"ซีทีเอช"โค่น"ทรูฯ"-ทุ่ม2หมื่นล้านหวังถอนทุน3ปี


ASTVผู้จัดการรายวัน - บริษัท เคเบิล ไทยโฮลดิง จำกัด กลายเป็นม้ามืดคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 3 ปีนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 เป็นต้นไป เผยวางงบประมาณขั้นต่ำไว้ 20,000 ล้านบาทเพิ่มฐานผู้ชมเป็น 7 ล้านครัวเรือนด้วยการอัดคอนเทนต์และจับมือกับบริษัทต่างๆ เพื่อพัฒนาโครงข่ายในรูปแบบ ดิจิตอล บอร์ดแบนด์ สู่ระดับสากล
   
      เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2555 เวลาประมาณ 15.00 น.ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการบริษัท เคเบิล ไทยโฮลดิง จำกัด และ นายวัชร วัชรพล ทายาทหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตั้งโต๊ะแถลงคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 3 ปี โดยทุกอย่างค่อนข้างกะทันหัน เพราะหลังทราบผลจากทาง อิงลิช พรีเมียร์ ลีก (อีพีแอล) ตอน 8 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษวันเดียวกันจะต้องประกาศให้ทราบพร้อมเพรียง ส่วนเรื่องตัวเงินประมูลที่ทุกฝ่ายอยากรู้ยังบอกไม่ได้ เพราะถือเป็นจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมอาชีพและต้องรออนุญาตจากต่างประเทศ รวมถึง คุณกฤษณัน งามผาติพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเดินทางไปเจรจาเหินฟ้ากลับมาก่อน แต่คาดว่าอยู่ระหว่าง 7,000-9,000 ล้านบาท
   
      นายวิชัย กล่าวถึงการกระโดดเข้าร่วมแย่งลิขสิทธิ์ฟุตบอลอังกฤษครั้งนี้จนสมหวังว่า "น่าภูมิใจอย่างยิ่งที่คนไทยได้สิทธิ์นี้มาอยู่ในมือ เพราะมี 4-5 บริษัทที่ร่วมประมูลหนึ่งในนั้นมาจากมาเลเซีย ซึ่งทางเราจะครอบคลุมถึง กัมพูชา และ ลาว ในรูปแบบ ดิจิตอล บอร์ดแบนด์ เป็นเคเบิลท้องถิ่นกระจายได้ทั่วประเทศ 900 อำเภอ 77 จังหวัด โดยเพิ่งจับมือบริษัท ซิมโฟนี คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในการเลือกใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกให้กระจายได้ทั่วประเทศ ถือเป็นจุดแข็งที่ อีพีแอล มองเห็นปัจจุบันเรามีฐานผู้ชม 3.5 ล้านครัวเรือนและตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านครัวเรือนภายใน 3 ปีรวมถึงไม่มีจอดำ แผนการตลาดตอนนี้จะะเป็นแบบกล่องบอกรับสมาชิกรายเดือนปัจจุบันค่าบริการอยู่ที่ 300-350 บาท ซึ่งลูกค้าเก่าจะได้ราคาที่ต่ำกว่า ทุกอย่างต้องมีการลงทุนไม่ว่าจะงบประมาณส่วนตัวและกู้จากธนาคาร 3 สถาบัน เราเชื่อว่าจะคุ้มทุนภายใน 3 ปีแน่นอน ก่อนอื่นต้องสร้างฐานผู้ชมให้มากที่สุด เพราะเป็นการแข่งขันระดับโลกทุกอย่างต้องแข็งแกร่งคอนเทนต์ต้องดี คงเน้นสมาชิกอย่างเดียวไม่ได้ค่าโฆษณาจากสินค้ายักษ์ใหญ่ที่สนใจก็จะไหลมาเทมามากขึ้น"
   
      อดีตทนายความและนักลงทุนตัวยงในธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงมีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง เผยอีกว่า “จากนี้เราพร้อมเปิดรับพันธมิตรจากทุกค่าย ไม่เว้นแม้กระทั่ง ทรู วิชันส์ ที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งก็มีติดต่อเข้ามา 2-3 เจ้าแล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎที่ พรีเมียร์ ลีก วางเอาไว้อย่างรัดกุมและต้องขออนุญาตก่อน ขอยืนยันว่าครั้งนี้ไม่มีฮั้วประมูล โดยงบประมาณที่เราวางเอาไว้ตอนนี้เพื่อทำทุกสิ่งทุกอย่างรวมค่าลิขสิทธิ์น่าจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 20,000 ล้านบาท”
   
      ด้าน นายวัชร วัชรพล ที่เข้ามาร่วมลงทุนครั้งนี้ หลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมองถึงช่องทางการเติบโต กล่าวปิดท้ายว่า "เราจะมีช่องสัญญาณออกอากาศครบทั้ง 380 แมตช์ โดยคร่าวๆ จะเพิ่มช่อง อีพีแอล เป็น 8 ช่อง โดยเป็นระบบ เอชดี (High-definition) จำนวน 4 ช่อง แต่สำหรับนัดสุดท้ายที่แข่งพร้อมกันเราก็จะทำการเพิ่มเป็น 10 ช่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องรายละเอียดด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าบริการ หรือคอนเทนต์ที่จะเพิ่มขึ้น คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า รวมถึงช่องทางการออกอากาศผ่านฟรีทีวีที่เราต้องแบ่งให้แน่นอนตามกฎที่เจ้าของสิทธิ์ตั้งไว้ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่ากี่นัด สำหรับทีมพากย์จะใช้ของ สยามกีฬา ส่วนเรื่องรายจ่ายที่ผู้บริโภคต้องเสียเพื่อการรับชมเมื่อเทียบกับปัจจุบันนั้น ผมไม่ขอพูดถึงรอให้ผู้ชมเป็นคนตัดสินใจเองดีกว่า"
   
      ทันทีที่ทราบข่าวว่า บริษัท ไทย โฮลดิง จำกัด (มหาชน) หยิบชิ้นปลามันคว้าลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ ลีก ไปครอง 3 ค่ายดังอย่าง บริษัท ทรู วิชันส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ทยอยออกมาแถลงข่าวถึงจุดยืนต่อจากนี้
   
      เริ่มจาก บริษัท ทรู วิชันส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสิทธิ์ พรีเมียร์ ลีก ที่จะหลุดมือ หลังจากฤดูกาล 2012-13 รูดม่านปิดฉากยืนยันว่าได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอราคาประมูลเพิ่ม แต่เมื่อสูงเกินความสามารถทางธุรกิจของบริษัททำให้ไม่สามารถชนะการประมูล นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แถลงขออภัยสมาชิกผู้มีอุปการะคุณที่ต้องผิดหวังเรื่องการรับชมลีกสูงสุดของอังกฤษซึ่งจะสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมปี 2556 แต่ยังมีกีฬาระดับโลกอื่นๆ รวมทั้งรายการ บันเทิง สารคดี สาระความรู้ที่มีคุณภาพอีกมากมาย นอกจากนี้เราจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการจัดซื้อและพัฒนาทั้งในด้านต่างๆ รวมทั้งช่องรายการในระบบ เอชดี มาทดแทนมอบให้สมาชิกได้ใช้บริการ ทรู วิชันส์ อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยเร็ว
   
      "การประมูลครั้งนี้ทำให้ ทรู วิชันส์ จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์โดยที่จะไม่พึ่งพารายการ อิงลิช พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจระยะกลางและระยะยาว โดยจะมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพรายการด้านกีฬาอื่นๆ มาทดแทนสิ่งที่เสียไป สุดท้ายนี้เราขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ด้วย" นายศุภชัย กล่าว
   
      ด้าน นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "จีเอ็มเอ็ม แซท" บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี จำกัด (มหาชน) ที่ถ่ายทอดศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร 2012 ที่ โปแลนด์ และ ยูเครน เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา กล่าวว่า "ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับวงการที่ ซีทีเอช ได้ลิขสิทธิ์ครั้งนี้ไป การแข่งขันในตลาดน่าจะสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราก็อยากทราบตัวเงินในการประมูลครั้งนี้เหมือนกับทุกคน ในส่วนของ แกรมมี ยอมรับว่าครั้งนี้เป็นการทดสอบ ซึ่งหากเราได้มาก็ต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาบริหาร ถ้าลิขสิทธิ์แพงเกินไป แล้วเสี่ยงต่อภาวะขาดทุน ก็คิดว่าคงไม่เอาในแง่ของการทำธุรกิจ ต่อจากนี้ยังดำเนินไปตามแผนเดิมคือ บริหารจัดการคอนเทนต์กีฬาที่มีอยู่มากมายให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์สปอร์ต, เทนนิส, เทเบิลเทนนิส, แบดมินตัน, ฟุตซอลลีก และในส่วนของฟุตบอลก็มีทั้ง บุนเดสลีกา เยอรมนี, เอ็นพาวเวอร์ แชมเปียนชิป อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส, เจ-ลีก ญี่ปุ่น, อาร์เจนตินาลีก, บราซิเลียนลีก รวมถึง ฟุตบอลถ้วย แคปิตอล วันคัพ ที่สำคัญลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ก็จะมีถ่ายทอดสดให้แฟนๆ ที่มีกล่อง จีเอ็มเอ็ม แซท ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ไทยพรีเมียร์ลีก หากมีโอกาสเราก็พร้อมประมูลเช่นกันหลังจบฤดูกาล 2013 ซึ่ง คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี จำกัด (มหาชน) น่าจะลงมาดูเรื่องนี้ด้วยตนเอง"
   
      สุดท้าย บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เจ้าของกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม "SUNBOX" (ซันบ็อกซ์) อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมประมูลลิขสิทธิ์ดังกล่าว ไม่ได้ผิดหวังกับความพ่ายแพ้ เนื่องจากมี ลา ลีกา ลีกฟุตบอลสเปนอยู่ในมือรวมถึงอีก 2 ปีข้างหน้ากับมหกรรมลูกหนังยิ่งใหญ่ที่สุด เวิลด์ คัพ 2014 ที่นคร ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล
   
      นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังทราบผลว่า "ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะ เพราะลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ ลีก ถือเป็นสุดยอดคอนเทนต์กีฬาของโลกอีกหนึ่งรายการ สำหรับ อาร์เอส ตอนที่ตัดสินใจเข้าร่วมประมูลก็ได้วางรูปแบบการทำธุรกิจไว้ชัดเจน ซึ่งเป็นตัวกำหนดต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่เราสู้ไหวและเชื่อว่าจะสามารถทำตลาดได้ แต่พอผลออกมาราคาที่เรายื่นไปต่ำกว่าผู้ชนะ ก็หมายความว่าแต่ละผู้ประกอบการก็น่าจะมีโมเดลธุรกิจที่วางไว้ต่างกัน ทว่าการที่เราไม่ได้สิทธิ์มาบริหารก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ กับธุรกิจปัจจุบัน เพราะมองมันเป็นอีกหนึ่งโครงการพิเศษแยกออกมา ก็อย่างที่ได้เคยพูดไว้ว่าจะสู้เท่าที่ทำได้ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วันนี้ก็ยังย้ำคำเดิม สำหรับเรื่องการร่วมมือเชิงทางธุรกิจกับผู้ชนะนั้น อาร์เอส ก็ยินดีพูดคุยเพื่อช่วยตอบโจทย์เรื่องการเข้าถึงของลูกค้าด้วยแพล็ตฟอร์มที่แข็งแรงของเราเช่นกัน"



ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000139918&Keyword=%b7%c3%d9

______________________________________



“ทรูวิชั่นส์” หวังเติมกีฬาชั้นเลิศหลังเสีย “พรีเมียร์ฯ”


"ศุภชัย" ขอโทษสมาชิกที่ "พรีเมียร์ลีก" หลุดมือ
      “ทรูวิชั่นส์” เคเบิลยักษ์ใหญ่ของไทย เล็งจัดงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการจัดซื้อและพัฒนารายการโดยเฉพาะ “กีฬา” หลังเสียลิขสิทธิ์ “พรีเมียร์ลีก” ลีกฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกให้แก่ “ซีทีเอช” (CTH)
   
      หลังจากครองลิขสิทธิ์ “พรีเมียร์ลีก” มายาวนานนับสิบปี ล่าสุด ทรูวิชั่นส์ แพ้การประมูลการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของอังกฤษ ให้แก่ บริษัท เคเบิล ไทยโฮลดิ้ง จำกัด หรือ ซีทีเอช (CTH) ที่ได้ถือครองเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ฤดูกาล 2013/14 เป็นต้นไป จากการประกาศผลเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2555
   
      ภายหลัง ทรูวิชั่นส์ ออกแถลงการณ์ในเบื้องต้น เพื่อขออภัยต่อสมาชิก หลังจากไม่สามารถรักษาไว้ซึ่งลิขสิทธิ์ “พรีเมียร์ลีก” แต่ทางบริษัทได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอเพิ่มราคาในการประมูล แต่มูลค่าการประมูลในครั้งนี้สูงเกินความสามารถทางธุรกิจของบริษัท ทำให้เราไม่สามารถชนะการประมูลได้
   
      โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรูวิชั่นส์ กล่าวดังนี้ “ขออภัยสมาชิกผู้มีอุปการคุณมา ณ ที่นี้ ที่ต้องผิดหวังในเรื่องการรับชมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และขอเรียนสมาชิก ว่า ท่านยังสามารถรับชมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012-2013 ผ่านทางทรูวิชั่นส์ได้จนถึงเดือนพฤษภาคม ปีหน้า (2556) ตลอดจนสามารถรับชมรายการกีฬาระดับโลกอื่นๆ รวมทั้งรายการบันเทิง สารคดี สาระความรู้ที่มีคุณภาพอีกมากมาย นอกจากนี้ ทรูวิชั่นส์ จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการจัดซื้อและพัฒนารายการทั้งในด้านรายการกีฬา บันเทิง และสาระความรู้ ที่มีคุณภาพระดับโลก รวมทั้งช่องรายการในระบบ High Definition (HD) มาทดแทนมอบให้สมาชิกได้ใช้บริการ ทรูวิชั่นส์ อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยเร็ว”
   
      “สำหรับการประมูลครั้งนี้ทำให้ทรูวิชั่นส์จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยที่จะไม่พึ่งพารายการพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยจะมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพรายการด้านกีฬาอื่นๆ มาทดแทนพรีเมียร์ลีกต่อไป สุดท้ายนี้ ทรูวิชั่นส์ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ด้วย” นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย


ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9550000139860&Keyword=%b7%c3%d9


_______________________________


ทรูวิชั่นส์งานเข้า! ชวดพรีเมียร์ลีกฐานลูกค้าวูบ


      ASTVผู้จัดการรายวัน -โบกรฯประเมิน...เตรียมรับชะตากรรม “กลุ่มทรูฯ” ลูกค้าเคเบิลทีวีวูบ หลังโดน “วิชัย ทองแตง และตระกูลวัชรพล” ตัดหน้าคว้าลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ปี เชื่อกระทบแน่ แนะนำ “ทยอยขาย” และ “หลีกเลี่ยงลงทุน” แต่ในแง่ดีช่วยกดต้นทุนทรูวิชั่นส์ลดลงไปอื้อ ภาพรวมทั้งกลุ่มถือว่ายังไม่มีความแน่นอน เหตุอาจต้องมีการเพิ่มทุนในอนาคต เพื่อนำเงินมาใช้ลงทุน 3G ทำให้หุ้นที่มีอยู่ไดรูท ส่วน “ซีทีเอช” แม้มีพันธมิตรช่วยแบ่งเบาต้นทุน 7 พันล้าน ก็ยังถือเป็นการช้าง ในการคืนทุนใน 3 ปี ชี้ ต้องมีผู้ใช้บริการมากกว่า 6.5 แสนรายต่อค่าบริการ 300 บาท/เดือน
   
      บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือ ซีทีเอช ของ นายวิชัย ทองแตง และตระกูลวัชรพล ได้ทุ่มงบประมาณราว 7,000 ล้านบาท บรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอล พรีเมียร์ชิป ของอังกฤษ 3 ปี ตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 เป็นต้นไป เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก เพราะมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัท ทูร คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) นั่นเอง โดยล่าสุด ปิดตลาดวานนี้ (15 พ.ย.) ที่ระดับ 4.82 บาท ลดลง 0.08 บาท หรือ 1.63% มูลค่าการซื้อขาย 775.80 ล้านบาท
   
      ก่อนหน้านี้ บริษัท ทรูวิชั่นส์ (บริษัทย่อยของ TRUE) บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ และ บริษัท อาร์เอส ต่างออกมาประกาศว่าต้องการครอบครองลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอล พรีเมียร์ชิป ของ อังกฤษ ทว่า ผลปรากฎว่า ซีทีเอชกลับได้ลิขสิทธิ์ไปครอง โดยฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก เริ่มทยอยประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิในการถ่ายทอดสดแล้ว ซึ่งคาดว่ามูลค่าลิขสิทธิ์ที่จะได้รับจะสูงถึง 250,000 ล้านบาท
   
      โบรกฯเตือนปล่อยขายเพื่อความไม่ประมาท
   
      บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคที ซีมิโก้ จำกัด ระบุถึงเรื่องดังกล่าว ว่า แนะนำ “ทยอยขาย” หรือ “หลีกเลี่ยง การลงทุน” ในหุ้น TRUE หลังแพ้ประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด 3 ฤดูกาลหน้าให้กับกลุ่ม ซีทีเอช อย่างไรก็ตาม มองว่า กลุ่มทรูฯ ยังมีออปชันประมูลสู้ แต่จำนวนเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารรายการนี้ ให้คุ้มทุน และกรณีเลวร้ายไม่ได้สิทธิในการถ่ายทอดต่อจากนั้น เบื้องต้นว่าอาจกระทบต่อมูลค่าพื้นฐานราว 0.50 บาท เมื่อผนวกกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของใบอนุญาต 3G จะเป็นแรงกดดัน ต่อราคาหุ้นระยะสั้น
   
      “ทรีนิตี้” ชี้เป็นปัจจัยลบระยะสั้น
   
      นักวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว ว่า เรื่องดังกล่าวมีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุนในระยะสั้นต่อหุ้น TRUE แน่ โดยจากข้อมูลที่รับทราบ พบว่าในการประมูล ทรูวิชั่นส์ ได้เสนอไปด้วยวงเงินสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อคว้าลิขสิทธิ์ถ่านทอดสดฟุตบอลลีกดังกล่าว แต่ต้องแพ้ให้กับ “ซีทีเอช” ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อฐานลูกค้าผู้ใช้บริการเคเบิลทีวีของทรูฯแน่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกลับถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทรูฯไม่สามารถชนะการประมูลได้ เพราะหากชนะการประมูล นั่นหมายถึงต้องใช้เม็ดเงินจำนวนที่มากกว่ากลุ่มซีทีเอช ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนในการดำเนินงานทรูวิชั่นส์ ที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
   
      ดังนั้น เมือเปรียบเทียบต้นทุนที่หลายไปกับปริมาณฐานลูกค้าที่อาจลงไปแล้ว ประเมินว่า ไม่มีผลต่อฐานะทางการเงินของบริษัทมากนัก
   
      “โดยทั่วไป นักลงทุนหลายคนมองหุ้น TRUE เป็นหุ้นที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากกว่า เพราะธุรกิจของบริษัทยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่อง 3G ซึ่งหากไม่ผิดพลาด ทรูฯน่าจะได้สัมปทาน 3G ด้วย นั่นหมายถึงบริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายการลงทุนจำนวนมาก และเรื่องดังกล่าวอาจทำให้บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจะมีผลให้ราคาหุ้นTRUE ที่นักลงทุนถือยู่ในปัจจุบันปรับตัวลดลงตามไปด้วย
   
      ส่วนความกังวลเรื่องข้อกฎหมายต่อกรณีข้อตกลงที่กลุ่มทรูฯ ทำไว้กับ กสท นั้น มองว่า ไม่น่ากังวลเท่าใดนัก เพราะในข้อตกลงที่ร่วมมือกันระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแม้สัญญาที่ตกลงกันไว้ในปัจจุบัน จะมีข้อผิดพลาด กลุ่มทรูฯ และ กสท สามารถตกลงแก้ไขสัญญาความร่วมมือดังกล่าวได้เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องให้ถือว่าข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันแล้วนั้นเป็นโมฆะ
   
      “ซีทีเอช” แม้ชนะแต่ก็ไม่ง่าย...
   
      สำหรับ กรณี “ซีทีเอช” ผู้ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีก อังกฤษ รายใหม่ ประเมินว่า ด้วยวงเงินที่ยื่นไปถึง 7,000 ล้านบาทนั้น อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่ยังมีข้อดี คือ “ซีทีเอช” จะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมกันถ่ายทอดสด และร่วมกันแบกรับต้นทุนลิขสิทธิ์จำนวนมากนี้ ขณะเดียวกัน การมีพันธมิตรช่วยถ่ายทอด จะทำให้ช่วงสร้างฐานลูกค้าให้กับกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งนับเป็นอีกก้าวของวงการธุรกิจเคเบิลทีวี ทีมีผู้ชมทั้งประมาณรวมกันประมาณ 30 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ ทรูวิชั่นส์ มีฐานลูกค้าประมาณ 1 ล้านกว่าราย และเป็นลูกค้าระดับพรีเมียมประมาณ 3-4 แสนราย
   
      “แพกเกจเคเบิลทีวีของทรูฯ ที่ให้บริการลูกค้าอยู่ในปัจจุบันถือว่ามีราคาที่สูง เมื่อเทียบกับเจ้าอื่น การเสียลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งนับเป็นรายการแม่เหล็กที่ดึงคนดูให้หันมาเป็นสมาชิกของทรูฯ ย่อมมีผลกับธุรกิจของบริษัทแน่ แต่จากต้นทุนที่ลดลงไปด้วยน่าจะช่วยสร้างความสมดุลได้
   
      ดังนั้น จากนี้ไป สิ่งที่น่าจับตาดู คือ การบริหารจัดการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ของ “ซีทีเอช” ว่า จะดำเนินการจัดสรรและทำอย่างไรให้คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปถึง 7 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก หรือเฉลี่ยเป็นปีละ 2.33 พันล้านบาท/ปี แม้จะมีรายอื่นเข้ามาร่วมแชร์แบกรับต้นทุนตรงนี้ แต่การบริหารจัดการให้คุ้มค่า ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะทั้งกลุ่มจะต้องหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการกว่า 6.5 แสนราย ด้วยค่าใช้บริการเดือนละ 300 บาท/ราย ซึ่งหากจะปรับเพิ่มราคาการให้บริการมากกว่า 300 บาท มองว่า ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มดังกล่าวประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากคนดู ก็เชื่อว่า จะเป็นการพลิกโฉมวงการเคเบิลทีวี และจะทำให้ต่อไปจะมีการแข่งขันแย่งชิงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดต่างๆ รุนแรงยิ่งขึ้น”


ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000139896&Keyword=3g

_________________________________


“ทรูวิชั่นส์" แถลงยอมรับแพ้ประมูลบอล“พรีเมียร์ลีกอังกฤษ”


ยอมยกธงขาว แพ้ประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระบุมูลค่าการประมูลสูงเกินความสามารถของบริษัท
วันนี้(15พ.ย.)  ทรูวิชั่นส์ ได้ออกหนังสือชี้แจงกรณีประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ หลังจากมีข่าวว่า บริษัท เคเบิล ไทยโฮลดิ้ง จำกัด (CABLE THAI HOLDING) เป็นผู้คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล พรีเมียร์ชิป อังกฤษ อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2013-2014 เป็นต้นไป


โดยหนังสือที่ส่งมายังสื่อมวลชนแขนงต่างๆมีรายละเอียดว่า ตามที่ ทรูวิชั่นส์ ได้เข้าร่วมประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (2013-2016) นั้น ทรูวิชั่นส์ ขอเรียนว่า ทรูวิชั่นส์ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอเพิ่มราคาในการประมูล แต่มูลค่าการประมูลในครั้งนี้สูงเกินความสามารถทางธุรกิจของบริษัททำให้เราไม่สามารถชนะการประมูลได้


นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทรูวิชั่นส์  กล่าวขออภัยสมาชิกผู้มีอุปการคุณมา ณ ที่นี้ ที่ต้องผิดหวังในเรื่องการรับชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และขอเรียนสมาชิกว่า ท่านยังสามารถรับชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษฤดูกาล 2012 -2013 ผ่านทางทรูวิชั่นส์ได้จนถึงเดือนพฤษภาคม ปีหน้า (2556) ตลอดจนสามารถรับชมรายการกีฬาระดับโลกอื่นๆ รวมทั้งรายการบันเทิง สารคดี สาระความรู้ที่มีคุณภาพอีกมากมาย


นอกจากนี้  ทรูวิชั่นส์ จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการจัดซื้อและพัฒนารายการทั้งในด้านรายการกีฬา บันเทิงและสาระความรู้ ที่มีคุณภาพระดับโลก รวมทั้งช่องรายการในระบบ High Definition (HD) มาทดแทนมอบให้สมาชิกได้ใช้บริการ ทรูวิชั่นส์ อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยเร็ว


“การประมูลครั้งนี้ทำให้ทรูวิชั่นส์จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์โดยที่จะไม่พึ่งพารายการพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจทั้งในระยะกลางและระยะยาว  โดยจะมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพรายการด้านกีฬาอื่นๆ มาทดแทนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ต่อไป   สุดท้ายนี้ ทรูวิชั่นส์ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ด้วย” นายศุภชัย กล่าว


เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/technology/166939

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.