Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

16 พฤศจิกายน 2555 (บทความ) เผยสัมพันธ์ลึก “เสธ.อ้าย-เศรษฐพงค์” กุนซือใหญ่ประธาน กทค.! // กสทช.5 เดือนหลัง บริษัทสื่อไปกว่า 128 ล้าน

ประเด็นหลัก

เพราะ พ.อ.เศรษฐพงค์ ได้ว่าจ้าง พล.อ.บุญเลิศ ให้เป็น “ที่ปรึกษารองประธาน กสทช.” ร่วมกับนายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ และนายณกฤช เศวตนันทน์ โดยว่าจ้าง พล.อ.บุญเลิศตั้งแต่ปลายปี 2554 ทั้งนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าด้วยการจ้างที่ปรึกษา ผู้ปฏิบัติงาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการประจำคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 ที่ กสทช.นำมาใช้โดยอนุโลม

   
    ทั้งนี้ หลักฐานว่า พ.อ.เศรษฐพงค์ได้มีการว่าจ้างให้ พล.อ.บุญเลิศเป็นที่ปรึกษาจริง ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงาน กสทช. โดยอยู่ในรายการการประชุมบอร์ด กสทช.ครั้งที่ 9/2555 ลงวันที่ 27 มิ.ย.2555 ในระเบียบวาระที่ 4 : เรื่องเพื่อทราบ ซึ่งที่ประชุมบอร์ด กสทช.มีมติรับทราบผลการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาประจำ รองประธาน กสทช. (พ.อ.เศรษฐพงค์ฯ) จำนวน 3 ราย ได้แก่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เดือน พ.ย.2554-เดือน มี.ค.2555) นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ (เดือน ต.ค.2554-เดือน มี.ค.2555) และนายณกฤช เศวตนันทน์ (เดือน ต.ค.2554-เดือน เม.ย.2555) ตามเอกสารที่รองประธาน กสทช. (พ.อ.เศรษฐพงค์ฯ) เสนอ



เว็บไซต์ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน ได้รายงานว่า คณะทำงานติดตามคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)หรือ NBTC Watch ได้เผยแพร่รายงานสาธารณะ เรื่อง “รายงานตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์ กสทช.” มีใจความสำคัญโดยสรุประบุถึง การใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. ที่ระหว่างช่วงเดือน มิ.ย.2555 (นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เริ่มเตรียมการประมูล 3G ด้วยการกำหนดราคาตั้งต้น) จนถึง ต.ค.2555 (หลังการประมูล 3G ในวันที่ 16 ต.ค.2555) ใช้ไปทั้งสิ้น 128,663,324 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ 16,036,615 บาท 2.งบซื้อพื้นที่สื่อซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหา 73,060,604 บาท 3.งบจัดกิจกรรม (งานสัมมนาและนิทรรศการ) 34,734,365 บาท 4.งบซื้อสื่อสำหรับเผยแพร่ข้อมูลสำคัญให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณะ 1,490,510 และ 5.งบผลิตสื่อ 3,341,230 บาท



















_______________________________

เผยสัมพันธ์ลึก “เสธ.อ้าย-เศรษฐพงค์” เมื่อบิ๊กสนามม้าเป็นกุนซือใหญ่ประธาน กทค.!

ลึกแต่ไม่ลับ! “เศรษฐพงค์ 3จี” ตั้ง “เสธ.อ้าย สนามม้า” นั่งที่ปรึกษากินเงินเดือน 1.2 แสนบาท ตั้งแต่ปี 2554



    ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้ตรวจพบความเชื่อโยงของบุคคลในข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในเวลานี้ ระหว่าง พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่กำลังลุ้นคำตัดสินของศาลปกครองต่อกรณีการประมูล 3 จี เมื่อวันที่ 16 ต.ค.25555 ว่าจะออกมาในรูปแบบใด กับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ประธานองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ที่กำลังจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 พ.ย.2555 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าอาจจะเกิดความรุนแรง จนมีการเตรียมเสนอใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 อย่างน่าสนใจ

    เพราะ พ.อ.เศรษฐพงค์ ได้ว่าจ้าง พล.อ.บุญเลิศ ให้เป็น “ที่ปรึกษารองประธาน กสทช.” ร่วมกับนายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ และนายณกฤช เศวตนันทน์ โดยว่าจ้าง พล.อ.บุญเลิศตั้งแต่ปลายปี 2554 ทั้งนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าด้วยการจ้างที่ปรึกษา ผู้ปฏิบัติงาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการประจำคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 ที่ กสทช.นำมาใช้โดยอนุโลม

    โดย พล.อ.บุญเลิศได้รับการว่าจ้างให้เป็นเป็นที่ปรึกษาประจำกรรมการ ตามข้อ 4 (2) ของระเบียบดังกล่าว โดยจะได้รับเงินเดือนในอัตราเทียบเท่าพนักงานตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (ช2) หรืออยู่ที่เดือนละราว 1.2 แสนบาท

    สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษารองประธาน กสทช. ระเบียบดังกล่าวยังระบุไว้ในข้อ 11 เพียงว่า ต้องอุทิศเวลาและปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับค่าตอบแทนและตำแหน่งหน้าที่ โดยให้ที่ปรึกษาคนดังกล่าวจัดทำบันทึกการปฏิบัติงานและให้รายงานต่อประธานกรรมการ กสทช.หรือกรรมการ กสทช.ที่เสนอแต่งตั้งเป็นประจำทุกเดือน และให้ประธานกรรมการ กสทช. หรือกรรมการ กสทช.ผู้เสนอแต่งตั้งแจ้งผลการดำเนินการของที่ปรึกษาต่อคณะกรรมการ กสทช.เพื่อทราบทุกไตรมาส แล้วแต่กรณี

    ทั้งนี้ หลักฐานว่า พ.อ.เศรษฐพงค์ได้มีการว่าจ้างให้ พล.อ.บุญเลิศเป็นที่ปรึกษาจริง ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงาน กสทช. โดยอยู่ในรายการการประชุมบอร์ด กสทช.ครั้งที่ 9/2555 ลงวันที่ 27 มิ.ย.2555 ในระเบียบวาระที่ 4 : เรื่องเพื่อทราบ ซึ่งที่ประชุมบอร์ด กสทช.มีมติรับทราบผลการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาประจำ รองประธาน กสทช. (พ.อ.เศรษฐพงค์ฯ) จำนวน 3 ราย ได้แก่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เดือน พ.ย.2554-เดือน มี.ค.2555) นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ (เดือน ต.ค.2554-เดือน มี.ค.2555) และนายณกฤช เศวตนันทน์ (เดือน ต.ค.2554-เดือน เม.ย.2555) ตามเอกสารที่รองประธาน กสทช. (พ.อ.เศรษฐพงค์ฯ) เสนอ

สำนักข่าวอิศรา
http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B
2%E0%B8%A7/57-2012-08-12-13-59-01/17686-setapong-
boonlert.html

____________________________________


NBTC Watch เปิดบทวิเคราะห์การใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. ที่แค่ 5 เดือนหลัง หว่าบริษัทสื่อไปกว่า 128 ล้าน เชื่อกระทบต่อการทำหน้าที่เชิงตรวจสอบ



    ในวันที่ 16 พ.ย.2555 เว็บไซต์ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน ได้รายงานว่า คณะทำงานติดตามคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)หรือ NBTC Watch ได้เผยแพร่รายงานสาธารณะ เรื่อง “รายงานตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์ กสทช.” มีใจความสำคัญโดยสรุประบุถึง การใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. ที่ระหว่างช่วงเดือน มิ.ย.2555 (นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เริ่มเตรียมการประมูล 3G ด้วยการกำหนดราคาตั้งต้น) จนถึง ต.ค.2555 (หลังการประมูล 3G ในวันที่ 16 ต.ค.2555) ใช้ไปทั้งสิ้น 128,663,324 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ 16,036,615 บาท 2.งบซื้อพื้นที่สื่อซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหา 73,060,604 บาท 3.งบจัดกิจกรรม (งานสัมมนาและนิทรรศการ) 34,734,365 บาท 4.งบซื้อสื่อสำหรับเผยแพร่ข้อมูลสำคัญให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณะ 1,490,510 และ 5.งบผลิตสื่อ 3,341,230 บาท

    รายงานดังกล่าวยังข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณดังกล่าว รวมถึงผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสื่อที่ได้รับงบประชาสัมพันธ์จากสำนักงาน กสทช. อาทิ 1.การซื้อเวลาและพื้นที่ในสื่อ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ ไม่ใช่พื้นที่โฆษณาเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำนักงาน กสทช.ควรถูกตั้งคำถามถึงการซื้อเนื้อหาสื่อที่เป็นการแทรกแซงองค์กรสื่อรูปแบบหนึ่ง เพราะเนื้อหาที่ปรากฏ นอกจากมีลักษณะโฆษณาตัวบุคคล โดยเฉพาะ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. ส่วนมากก็มีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลและข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการตัดสินใจทางนโยบายของ กทค.เพียงด้านเดียว

    รายงานดังกล่าวระบุว่า 2.การซื้อสื่อที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหาในสื่อ เพราะข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ กสทช.ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีข้อมูลชัดเจน ทว่างบประมาณที่ใช้ในส่วนนี้ ที่มีทั้งการจ้างบริษัทสื่อโดยตรงและผ่านบริษัทวางแผนสื่อ น่าจะส่งผลต่อการทำงานของสื่อต่อการตรวจสอบ กสทช. ดังที่ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่งใน กทค. ที่ดูแลด้านผู้บริโภค ออกมาให้ข้อมูลว่า สำนักงาน กสทช. นำงบประมาณไปซื้อสื่อเพื่อหาโอกาสเข้าไปแทรกแซงกระบวนการบรรณาธิการข่าว เช่น สื่อบางฉบับถูกสั่งให้ไม่ลงข่าว กสทช. เสียงข้างน้อย สื่อวิทยุหรือโทรทัศน์บางแห่งถูกสั่งไม่ให้เชิญคนที่วิพากษ์วิจารณ์มาออกรายการ หรือมีการขอตรวจคำถามก่อนเข้ารายการ

    รายงานดังกล่าวยังระบุว่า คณะทำงานติดตาม กสทช.ได้ตรวจสอบว่าการซื้อสื่อจะมีผลต่อการทำงานของสื่อหรือไม่ โดยเลือกสื่อในเครือมติชน ที่ได้รับงบประชาสัมพันธ์จากสำนักงาน กสทช.ก้อนใหญ่ที่สุดในบริษัทสื่อด้วย โดยได้รับถึง 13,289,660 บาท ซึ่งพบว่าข่าวที่ถูกนำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์มติชน นอกจากจะไม่ปรากฏข่าวเชิงตรวจสอบ กสทช.มากนัก ยังมักมีพาดหัวข่าวเชิงบวกต่อ กสทช.และเชิงลบต่อฝ่ายตรวจสอบ กสทช. โดยเฉพาะหลังการประมูล 3 จี อาทิ “กสทช. ฉะคลัง จุ้นประมูล 3จี” ”กทค. รับรองไม่ขัดรธน. ชี้ฝ่ายต้านใช้อารมณ์ล้วนๆ” ขณะที่บทความ สกู๊ป และข้อเขียนอื่นๆ ก็ปรากฏว่ามีความโน้มเอียงไปทาง กสทช.อย่างชัดเจน ที่สำคัญ มีการใช้ถ้อยคำเชิงลบต่อฝ่ายตรวจสอบ กสทช.ในหลายบทความอย่างต่อเนื่อง อาทิ “ฝันเฟื่องที่ไร้เหตุผล” “กลับไปนุ่งใบไม้...ส่งสัญญาณควันอยู่ตามถ้ำ” “ขบวนการเหล่าคนดี๊ดี...สร้างเรื่องขยายข่าวที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาเป็นอาวุธ” เป็นต้น

    รายงานดังกล่าวยังระบุว่า 3.การใช้งบประมาณเพื่อจัดกิจกรรม พบว่ากิจกรรมเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการประมูล 3G โดยข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ การที่บริษัทสื่อเป็นผู้รับจัดกิจกรรมให้กับ กสทช. จะส่งผลกระทบต่อการรายงานเนื้อหามในสื่อของตนหรือไม่ 4.งบประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสำคัญให้กับสาธารณะ เช่น ประกาศของสำนักงาน กสทช.หรือการรับฟังความเห็นสาธารณะ ให้กับผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือเป็นหน้าที่อันพึงกระทำตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช. อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของคณะทำงานฯ พบว่า งบประชาสัมพันธ์ส่วนนี้กลับมีเพียง 1,490,000 บาท หรือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของงบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช.ทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ปรากฏงบประชาสัมพันธ์การรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ 2.1 GHz แต่อย่างใด

    รายงานดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คณะทำงานติดตาม กสทช.พบว่า การใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. โครงการใดที่มีมูลค่าเกิน 1,000,000 บาท จะใช้วิธีการ "พิเศษ" ทั้งหมด ซึ่งตามระเบียบ กทค.ว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 วิธีการดังกล่าวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์และมีระยะเวลาอันจำกัดเท่านั้น แต่ในกรณีอนุมัติงบก้อนใหญ่ให้กับองค์กรสื่อหรือบริษัทวางแผนสื่อเพื่อให้ลงประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องล่วงหน้า ไม่น่าจะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าเป็นกรณีที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน

สำนุกข่าวอิศรา
http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B
2%E0%B8%A7/57-2012-08-12-13-59-01/17687-pr-nbtc.html

ฉบับเต็ม
http://www.thaimedialaw.org/index.php?option=com_flexicontent&view=items&cid=1
02%3A%E0%B8%9A
%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%
A1-
%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A&id=347%
3A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B
8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%
B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E
0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89
%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%
B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B

8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0

%B9%8C-
%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A&Itemid=4
3&lang=en

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.