Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

21 พฤศจิกายน 2555 (เกาะติดประมูล3G) นิติราษฏร์ ชี้ ศาลไม่รับเรื่องไว้ตั้งแต่แรกทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้นแน่นอน // หอการค้าเชื่อ4Gจะซ้ำรอย

ประเด็นหลัก


รศ.ดร.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจ และการกำกับดูแลในฐานะ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สำหรับสัญญาณ 3G ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่เป็นเพียงการเพิ่มผู้ประกอบการเพื่อการแข่งขันของคลื่นความถี่เท่านั้น
     
      อย่างไรก็ตาม คาดว่าในอนาคตการประมูลสัญญาณ 4G ของประเทศ น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนการประมูล 3G อย่างแน่นอน รวมทั้งจะมีผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคด้วย


     
      'ผมมองว่ากฎการประมูลที่ระบุไว้ในประกาศ กสทช.ที่ว่าด้วยการประมูล 3G ทำให้กระบวนการออกใบอนุญาตต้องเดินตามในประกาศทันทีที่มีการรับรองผลการประมูล ให้แก่บริษัทที่ชนะการประมูลทั้ง 3ราย ไม่ใช่ชะงักไว้แล้วรอคำสั่งศาล เนื่องจากไม่เคยมีระบุเอาไว้ในกฎหมายข้อไหน หรือแม้แต่ในส่วนของการรอเพื่อกำหนดอัตราค่าบริการให้ถูกลง 15-20% จึงอยากให้ กสทช. คิดทบทวนและดำเนินการเรื่องออกใบอนุญาตไปพร้อมกับการพิจารณาของศาล เพราะถ้ายิ่งรอหรือยิ่งช้าสังคมไทยจะไม่ได้ประโยชน์'
     
      ดังนั้นหากผลการตัดสินของศาลออกมาให้คุ้มครองชั่วคราว เอกชนทั้ง3รายที่ชนะการประมูลก็มีสิทธิในการฟ้องร้องบอร์ดกสทช.ทั้ง11 คนได้แม้การประมูลจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (บอร์ดกทค.) เท่านั้นไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บอร์ดกสท.) ก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทน เพราะเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการเข้าที่ประชุมบอร์ดกสทช.อยู่แล้ว ดังนั้นความผิดทั้งหมดบอร์ดทั้ง11คนต้องรับผิดชอบร่วมกันแม้จะมีบอร์ดบางคน ที่ไม่รับรองผล หรือสงวนสิทธิไม่รับรู้ก็ตาม แต่หากมีการชี้แจงเป็นทางการว่าไม่เห็นด้วยในมติที่ประชุมในเรื่องดังกล่าวก็ถือว่าไม่ผิด



     
      นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในประเด็นการฟ้องร้องในชั้นศาลตอนนี้มองว่าไม่มีน้ำหนักที่ศาลจะพิจารณาตั้งแต่แรก เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการฟ้องร้องคณะกรรมการ กทค.ที่เป็นผู้จัดการประมูล และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากในตอนแรกมีผู้ฟ้องร้อง 6 รายไปฟ้องศาลก่อนหน้านี้แต่ศาลไม่รับฟ้องโดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จากนั้นศาลก็ชี้ช่องให้ทั้ง6รายไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจในการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาแทน
     
      'จริงๆ แล้วศาลไม่มีสิทธิในการรับฟ้องคดีดังกล่าวตั้งแต่แรก หากศาลได้มีการพิจารณาอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินและผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องร้องคดี แต่ในเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเข้ามาในระบบศาล ศาลก็เปิดไต่สวนพิจาณาคดีเพื่อพิจาณาว่าจะคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ดังนั้นหากศาลไม่รับเรื่องไว้ตั้งแต่แรกการไต่สวนทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้นแน่นอน'
     
      อย่างไรก็ตามถึงแม้ศาลจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ตามแต่ใช่ว่ากสทช.จะหลุดพ้นการตรวจสอบของศาล เนื่องจากเชื่อว่าจะมีผู้ร้องรายอื่นๆออกมาเคลื่อนไหวแน่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าในประเด็นอะไร มีผลกระทบโดยตรงหรือไม่ โดยตามกฎหมายแล้วผู้ที่มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้จริงจะมีเพียงแค่ผู้ประกอบการที่เข้าประมูลหรือโดนตัดสิทธิ์จากการเข้าประมูลเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่าการส่งเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่ถูกต้อง แต่หากศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองพิจารณาคดีจนถึงสั่งคุ้มครองชั่ว คราว คำสั่งของศาลก็ยังคงเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปแทรกแซงได้









________________________________________


คณะทำงานฯ เผยเบื้องต้นไม่พบฮั้วประมูล 3G เตรียมสรุปผลให้กสทช.30พ.ย.


นายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการฮั้วประมูลเอกชนที่เข้าแข่งขันประมูลใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า คณะทำงานเตรียมจะสรุปผลสอบในเรื่องดังกล่าว โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ในวันที่ 30 พ.ย.นี้


ประเด็นที่คณะทำงานพิจารณาจะดูเพียงประเด็นเดียว คือ ผู้เข้าร่วมประมูล ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวเลส เน็ตเวิร์ค บริษัทลูก ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC), บริษัท ดี แทค เน็ตเวิร์ค จำกัด บริษัทในเครือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) มีพฤติกรรมการฮั้วประมูล หรือ สมยอมราคาหรือไม่ โดยจะดูตั้งแต่ก่อนการประมูล ระหว่างการประมูล และภายหลังการประมูล ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีเอกชนฮั้วประมูล และทั้ง 3 รายได้สู้ราคาตามปกติถูกต้องทุกขั้นตอน และทำตามประกาศที่กสทช.กำหนดทุกอย่าง

ยืนยันว่าการสอบสวนต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ ผลประโยชน์ของชาติ ประโยชน์ประชาชน รวมถึงเอกชนในการลงทุนด้วย เพราะเอกชนต้องลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งการดำเนินการก็ต้องมีความคุ้มทุนถึงกล้าเข้ามาประมูล รวมถึงต้องมองไปถึงการลงทุนการประมูลในอนาคตด้วย ซึ่งในมุมของรัฐมองว่าจะได้ผลประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ ส่วนประชาชนจะได้รับการบริการที่ดี ราคาที่เหมาะสมเป็นนธรรมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา คณะทำงานได้ขอขยายเวลาการสอบรวม 2 ครั้ง และจะสรุปภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้

"เราต้องเร่งทำในเวลาที่เหมาะสม เพราะการสอบจะส่งผลกระทบกับเอกชนที่ประมูลได้ เพราะมีการลงทุนไปแล้ว และเสียดอกเบี้ยรายเดือน แต่ขณะนี้ยังเริ่มงานไม่ได้ หากสรุปผลได้เร็ว กสทช.ก็จะเร่งออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งตามปกติ กสทช.ต้องออกใบอนุญาตให้เอกชนใน 7 วัน" นายสุวิจักษณ์ กล่าว

อินโฟเควสท์
http://www.ryt9.com/s/iq03/1534917

_______________________________


นักวิชาการเร่งกสทช.ออกใบอนุญาต 3G คู่ขนานกับการพิจารณาศาล

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม
'อดีตกทช.สุธรรม' ชี้คดี 3G ฟ้องผิดฝาผิดตัว ยันไม่มีกม.ข้อไหนระบุให้กสทช.ต้องชะลอการออกใบอนุญาตเพื่อให้ศาลพิจารณา ด้าน'ปิยบุตร' อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ติงผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจหน้าที่หรือได้รับผลกระทบโดยตรง ศาลไม่น่ารับพิจารณา ส่วน 'สุวิจักษณ์ ' เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะทำงานสอบฮั้ว ฟันธงไม่พบมีการฮั้วหรือสมยอมราคาของเอกชนที่เข้าร่วมประมูล 3G
     
      เมื่อวันที่ 21 พ.ย.สถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล (APaR) คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาในหัวข้อ3G..อนาคตหลังศาลปกครอง งานนี้ รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานสถาบันAPaR กล่าวว่ามองประเด็นการฟ้องร้องการประมูล3Gที่เกิดขึ้นในชั้นศาลในตอนนี้เป็นเรื่องฟ้องผิดฝาผิดตัว เนื่องจากผู้ตรวจการฯขอให้ศาลเพิกถอนประกาศกสทช.เกี่ยวกับการจัดประมูล 3G เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 55 ซึ่งประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ไปแล้วจึงไม่มีผลแต่อย่างใด
     
      ขณะที่ในประเด็นที่ให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการออกใบอนุญาตกับผู้ชนะการประมูลทั้ง 3 รายจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น โดยในประเด็นดังกล่าว ผู้ตรวจการฯก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปตรวจสอบคณะกรรมการ กสทช.ซึ่งเป็นผู้จัดการประมูลแต่อย่างใด แต่กลับไปฟ้องสำนักงานกสทช.แทนซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร
     
      'ผมมองว่ากฎการประมูลที่ระบุไว้ในประกาศ กสทช.ที่ว่าด้วยการประมูล 3G ทำให้กระบวนการออกใบอนุญาตต้องเดินตามในประกาศทันทีที่มีการรับรองผลการประมูล ให้แก่บริษัทที่ชนะการประมูลทั้ง 3ราย ไม่ใช่ชะงักไว้แล้วรอคำสั่งศาล เนื่องจากไม่เคยมีระบุเอาไว้ในกฎหมายข้อไหน หรือแม้แต่ในส่วนของการรอเพื่อกำหนดอัตราค่าบริการให้ถูกลง 15-20% จึงอยากให้ กสทช. คิดทบทวนและดำเนินการเรื่องออกใบอนุญาตไปพร้อมกับการพิจารณาของศาล เพราะถ้ายิ่งรอหรือยิ่งช้าสังคมไทยจะไม่ได้ประโยชน์'
     
      ดังนั้นหากผลการตัดสินของศาลออกมาให้คุ้มครองชั่วคราว เอกชนทั้ง3รายที่ชนะการประมูลก็มีสิทธิในการฟ้องร้องบอร์ดกสทช.ทั้ง11 คนได้แม้การประมูลจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (บอร์ดกทค.) เท่านั้นไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บอร์ดกสท.) ก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทน เพราะเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการเข้าที่ประชุมบอร์ดกสทช.อยู่แล้ว ดังนั้นความผิดทั้งหมดบอร์ดทั้ง11คนต้องรับผิดชอบร่วมกันแม้จะมีบอร์ดบางคน ที่ไม่รับรองผล หรือสงวนสิทธิไม่รับรู้ก็ตาม แต่หากมีการชี้แจงเป็นทางการว่าไม่เห็นด้วยในมติที่ประชุมในเรื่องดังกล่าวก็ถือว่าไม่ผิด
     
      นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในประเด็นการฟ้องร้องในชั้นศาลตอนนี้มองว่าไม่มีน้ำหนักที่ศาลจะพิจารณาตั้งแต่แรก เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการฟ้องร้องคณะกรรมการ กทค.ที่เป็นผู้จัดการประมูล และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากในตอนแรกมีผู้ฟ้องร้อง 6 รายไปฟ้องศาลก่อนหน้านี้แต่ศาลไม่รับฟ้องโดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จากนั้นศาลก็ชี้ช่องให้ทั้ง6รายไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจในการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาแทน
     
      'จริงๆ แล้วศาลไม่มีสิทธิในการรับฟ้องคดีดังกล่าวตั้งแต่แรก หากศาลได้มีการพิจารณาอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินและผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องร้องคดี แต่ในเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเข้ามาในระบบศาล ศาลก็เปิดไต่สวนพิจาณาคดีเพื่อพิจาณาว่าจะคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ดังนั้นหากศาลไม่รับเรื่องไว้ตั้งแต่แรกการไต่สวนทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้นแน่นอน'
     
      อย่างไรก็ตามถึงแม้ศาลจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ตามแต่ใช่ว่ากสทช.จะหลุดพ้นการตรวจสอบของศาล เนื่องจากเชื่อว่าจะมีผู้ร้องรายอื่นๆออกมาเคลื่อนไหวแน่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าในประเด็นอะไร มีผลกระทบโดยตรงหรือไม่ โดยตามกฎหมายแล้วผู้ที่มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้จริงจะมีเพียงแค่ผู้ประกอบการที่เข้าประมูลหรือโดนตัดสิทธิ์จากการเข้าประมูลเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่าการส่งเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่ถูกต้อง แต่หากศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองพิจารณาคดีจนถึงสั่งคุ้มครองชั่ว คราว คำสั่งของศาลก็ยังคงเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปแทรกแซงได้



***คณะสอบฮั้วกสทช.ไม่พบเอกชนฮั้วประมูล 3G
     
      นายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการฮั้วประมูลเอกชนที่เข้าแข่งขันประมูลใบอนุญาต 3Gกล่าวว่าที่ประชุมเตรียมจะสรุปผลสอบแล้วซึ่งจะนัดประชุมเพื่อทำรายงานสรุปเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 23 พ.ย.นี้ และจะเสนอนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. และเสนอเข้าคณะกรรมการกทค.ภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้
     
      ทั้งนี้ขอบเขตอำนาจในการตรวจสอบของคณะทำงานชุดนี้ก็เพื่อพิจารณาในประเด็นเดียว คือ ผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 3 รายคือเอไอเอส ดีแทค และทรู มีพฤติกรรมการฮั้วประมูลหรือสมยอมราคาหรือไม่ โดยตรวจสอบตั้งแต่ก่อนการประมูล ในระหว่างการประมูลและภายหลังการประมูล โดยผลสรุปเบื้องต้นคณะทำงานตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีเอกชนฮั้วประมูล เพราะเป็นการประมูลตามกติกาของ กสทช.ทุกขั้นตอนส่วนข้อสังเกตที่ว่าหลักเกณฑ์ของกสทช.นั้น ไม่เอื้อให้เอกชนเกิดแรงจูงใจในการแข่งขันราคานั้น อำนาจของคณะทำงานไปไม่ถึงตรงนั้น อำนาจของคณะทำงานจะดูแค่พฤติกรรมการของเอกชน ซึ่งก็พบว่าทั้ง 3 ราย สู้ราคากันตามปกติ ถูกต้องทุกขั้นตอนและทำตามประกาศที่กสทช.กำหนดทุกอย่าง
     
      ส่วนที่ถูกมองว่าคณะทำงานชุดนี้ถูกตั้งโดยกสทช. ทำให้ไม่มีความเป็นอิสระในการตรวจสอบนั้น ขอยืนยันว่าคณะทำงานไม่เคยตั้งธงในการสอบสวน การพิจารณาได้ใช้กระบวนการทางข้อมูลทุกด้านที่มีอำนาจในการตรวจสอบ เพื่อวินิจฉัยในประเด็นเดียวว่า ทั้ง 3 รายฮั้วกันหรือไม่
     
      'เราเน้นการพิจารณาในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ ผลประโยชน์ของชาติ ประโยชน์ประชาชน รวมถึงในการลงทุนของเอกชนด้วย เพราะเอกชนต้องลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งการดำเนินการก็ต้องมีความคุ้มทุน และประเมินได้ว่าการดำเนินการต้องมีระยะเวลาที่กำหนด เอกชนถึงกล้าเข้ามาประมูล ซึ่งเขาต้องลงทุนประมูล รวมถึงต้องมองไปถึงการลงทุนการประมูลในอนาคตด้วย ซึ่งในมุมของรัฐเราดูว่า จะได้ผลประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ ส่วนประชาชนจะได้รับการบริการที่ดี ราคาที่เหมาะสม เป็นธรรมหรือไม่'
     
      ส่วนกรณีที่ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปฏิเสธเข้าชี้แจงกับคณะทำงานที่เชิญมาก่อนหน้านี้ คณะทำงานมองว่าจะไม่ส่งผลทำให้ความน่าเชื่อถือของคณะทำงานลดลงแต่อย่างใด

ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9550000142325

___________________________________


หอการค้าเชื่อประมูล 4G จะซ้ำรอยเดิม-หวั่นกระทบเชื่อมั่น


      รศ.ดร.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจ และการกำกับดูแลในฐานะ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สำหรับสัญญาณ 3G ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่เป็นเพียงการเพิ่มผู้ประกอบการเพื่อการแข่งขันของคลื่นความถี่เท่านั้น
      ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยมีระบบสัญญาณ 3G ใช้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้มีความเร็วมากนัก และสำหรับการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูล สามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งการสัมมนาหัวข้อ 3G อนาคตหลังศาลปกครอง มีผู้มีประสบการณ์ตรงมาแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องดังกล่าวด้วย นอกจากนี้เรื่องดังกล่าวสามารถทำการตรวจสอบได้ เพราะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นต้น
      อย่างไรก็ตาม คาดว่าในอนาคตการประมูลสัญญาณ 4G ของประเทศ น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนการประมูล 3G อย่างแน่นอน รวมทั้งจะมีผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคด้วย

ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000142143&Keyword=3g

_______________________________


________________________________________

"ปิยบุตร"ชำแหละ"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ไร้อำนาจยื่นฟ้อง"กสทช." นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสจี้ไทยเดินหน้า3จี


นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาผ่าทางตัน 3 จี ในหัวข้อ "3 G...อนาคตหลังศาลปกครอง" ว่า ประเด็นเกี่ยวกับคดีประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ต หรือ 3 จี ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ร้องต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้สัมปทานสิทธิ์และใบอนุญาตดำเนินการบริการ 3 จี  แก่ผู้ประกอบการ 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด ในเครือ เอไอเอส บริษัท ดีแทค เน็ตเวิร์ค จำกัด ในเครือดีแทค และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือทรู คอร์เปอเรชั่นนั้น

ตามกฎหมายปกครองและพระราชบัญญัติ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ.ศ.2552 กำหนดแนวทางไว้แนวทางเดียวคือให้เปิดประมูล 3 จี ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะมีคนโต้แย้งทันทีว่ารัฐได้รับค่าสัมปทานน้อยกว่าความจริงบ้าง และ ประกาศหลักเกณฑ์การประมูลไม่เป็นธรรมบ้าง

โดยก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนที่อ้างเป็นตัวแทนผู้บริโภคไปยื่นฟ้องศาลปกครองกลางรวม 6 คดี (ฉบับ) เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครอง และ/หรือ เพื่อทำให้เอกชนที่ได้รับสัมปทานต้องหยุดเดินหน้าการลงทุนขั้นต่อไป ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำฟ้อง เนื่องจากผู้ยื่นฟ้องเป็นผู้บริโภคและการให้บริการ 3 จี ยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้การอ้างเป็นคนไทยเป็นสภาวะที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะคนที่ถือบัตรประชาชนทุกคนก็เป็นคนไทย

เป็นที่น่าสังเกตกรณีศาลปกครองกลางเขียนลงไปในคำฟ้องทั้ง 6 ฉบับ ว่าผู้มีสิทธิหรืออำนาจฟ้อง กสทช.ในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ปัญหาอยู่ที่ว่าเวลาไปฟ้องศาล ศาลต้องบอกไม่รับเรื่องจากโจทก์ เพราะศาลไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายที่จะต้องแนะนำต่อท้ายว่าให้ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน

จากนั้นก็ปรากฎว่าคนกลุ่มนี้ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยทำหนังสือไปถึงเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วไปนำเรื่องยื่นต่อไปฟ้องศาลปกครอง ปัญหาคือผู้ตรวจฯ อาศัยอำนาจไปฟ้อง เราต้องมาดูว่าหน่วยงานใดบ้างที่อยู่ในอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน

เมื่อย้อนกลับไปดูในพระราชบัญญัติตรวจการแผ่นดิน มาตรา 13 (1) ก. บรรดาคนที่จะไปอยู่ภายใต้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่  ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง 3 กลุ่มนี้ ของสังกัดหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และ ราชการส่วนท้องถิ่น ส่วน กสทช.เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ได้เข้ากลุ่มตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวเลย

ดังนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินจะลงไปตรวจ กสทช.ไม่ได้แล้ว และผู้ตรวจการแผ่นดินก็รู้ถึงเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจ จึงเขียนชัดในคำฟ้องที่ยื่นไปยังศาลปกครองว่า คณะกรรมการ กสทช.ทั้ง 11 คน ไม่ได้อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของผู้ตรวจการแผ่นดิน

พูดง่าย ๆ คือตัวกฎหมายไม่เปิด แต่ไปอ้างตามศาลปกครองกลางเขียนไว้

อีกทั้งยังบอกว่าบอร์ด กสทช.ไม่ได้อยู่ในอำนาจ ดังนั้นจึงพุ่งเป้าไปเล่นงานที่ตัวบุคคลคือ เลขาธิการ กสทช.ซึ่งทำหน้าที่เป็นธุรการสังกัดหน่วยงานรัฐ

ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้ขอศาลอีกเรื่องคือ เรื่องประกาศหลักเกณฑ์การประมูล ที่ออกโดยบอร์ด กสทช.ทั้ง 11 คน ในหลักกฎหมายหากจะร้องเรื่องนี้ ตามกฎหมายจะร้องได้ต้องพุ่งไปที่ตัวเลขาธิการ และ รองเลขาฯ กสทช.เท่านั้น

เมื่อมาพิจารณาโดยอิงกับกฎหมายของอเมริกาจะแบ่งการพิจารณารับคำร้องออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก เป็นส่วนประกอบคำวินิจฉัยหรือธงของคดี ส่วนที่ 2 ส่วนประกอบไม่ได้เกี่ยวกับคำวินิจฉัย ในความเห็นของผมการที่ศาลปกครองกลางไปแนะนำว่าคนที่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์การประมูล ส่วนขยายที่ศาลปกครองกลางเขียนต่อท้ายเป็นเพียงส่วนประกอบคำวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักหรือแก่นของคำสั่ง จึงไม่ผูกพันกับคนอื่น

คำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเองก็ยืนยันชัดเจนว่าบอร์ด กสทช.ไม่ได้อยู่ในอำนาจ จึงส่งไปที่ศาลปกครองไม่ได้แต่ยืมคำแนะนำของศาลปกครองกลางส่งเรื่องฟ้องรอบใหม่

โดยความเคารพที่ผมมีต่อศาลนั้น ศาลปกครองไม่ควรจะต้องรับคำฟ้องตั้งแต่แรกแล้ว

ขั้นตอนการพิจารณาเรื่องเข้าสู่ศาลล้วนมีลำดับ คือ อยู่ในเขตอำนาจหรือไม่ คนฟ้องมีสิทธิ์ยื่นฟ้องหรือไม่ ระยะเวลาการฟ้องและรูปแบบถูกต้องหรือไม่ เพราะการฟ้องคดีต่างๆ ถ้าหากจบตั้งแต่ตรงนี้ ก็ไม่ต้องเปิดพิจารณาใด ๆ

แต่เมื่อเปิดไต่ส่วนไปแล้วประมาณสัปดาห์กว่า ไม่รู้จะออกคำสั่งคุ้มครองหรือไม่ เป็นเรื่องที่กำลังลุ้นกันอยู่ แสดงว่าศาลรับเรื่องนี้เข้าไปแล้ว ในความเห็นของผมคือ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจ จะส่งได้เฉพาะคำสั่ง กฎระเบียบ ของเจ้าหน้าที่ และกรณีการออกประกาศกฎเกณฑ์การประมูล 3 จี กำหนดโดยบอร์ด กสทช.ที่ไม่ได้เจ้าหน้าที่รัฐหรือสังกัดส่วนราชการต่าง ๆ

ถามว่าแล้วศาลปกครองจะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เลยหรือ คำตอบของผมคือ "ได้" แต่ต้องดูว่าคนฟ้องเป็นใคร ในเมื่อตามกฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดินทำได้เฉพาะในกรอบที่ระบุไว้เท่านั้น จะไปฟ้องเรื่องอื่นไม่ได้ เพราะคำฟ้องที่เขียนลงไปยื่นฟ้องก็บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีอำนาจตรวจสอบบอร์ด กสทช.

โดยสรุปแล้วผมมีความเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจไปตรวจสอบประกาศหลักเกณฑ์การประมูล 3 จี และ ศาลปกครองไม่ควรรับคำฟ้องตั้งแต่แรกแล้ว

ทางด้านนายเกอร์ราร์ด โปโกเรล นักเศรษฐศาสตร์ด้านโทรคมนาคมจากฝรั่งเศส กล่าวในงานสัมมนาเดียวกัน หัวข้อ "เศรษฐศาสตร์การเมืองในการกำหนดราคาคลื่นความถี่" ว่ากรณีการประมูล 3 จีของประเทศไทย ที่มีข้อถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ถึงราคาประมูลที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย จ่ายค่าสัมปทานบริการ 3 จี ควรจะต้องทำให้รัฐซึ่งเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีต้องได้รับเงินสูงกว่า 40,000-45,000 ล้านบาท

นักเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมทั่วโลกมีความเห็นคล้ายคลึงกัน คือ ตอนนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่ไทยควรจะพัฒนาเทคโนโลยีบริการคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ต ส่วนราคาประมูลเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ เท่านั้น เรื่องการพัฒนาบริการคลื่นความถี่ของประเทศต่างในสหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป ส่วนใหญ่จะเน้นวางรูปแบบบริหารจัดการ
โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้ามาแข่งขัน เพื่อลดอำนาจการต่อรองระหว่างรัฐกับผู้ที่ได้สัมปทาน และ เพิ่มทางเลือกให้แก่ภาคธุรกิจ ผู้บริโภคทุกกลุ่ม จะได้ใช้โครงข่ายโทรคมนาคมราคาถูกลงโดยอัตโนมัติ

เป้าหมายหลักต้องให้น้ำหนักการตอบโจทก์บริการสาธารณะแก่คนทั้งประเทศ รวมถึง 3 จี ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้และนำมาใช้พัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจแข่งขันกับนานาประเทศ

เพราะหากสนใจเรียกร้องกันแต่เรื่องเพิ่มค่าสัมปทาน ยิ่งสูงมากจะยิ่งกลายเป็นอำนาจที่ผู้ประกอบการจะนำมาต่อรองกับรัฐบาลได้ กรณีการจัดเก็บค่าบริการจากผู้ใช้ เนื่องจากการลงทุนด้วยการจ่ายเงินค่าแรกเข้าสูงมาก

ส่วนการจัดการคลื่นความถี่เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เป็นหน้าที่ของ กสทช.ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลให้ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และสถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้คลื่นความถี่มีความผันผวนสูงมาก ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำให้ประเทศไทยลองพิจารณาวิธีการจัดการคลื่นความถี่ โดยการทำบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทะเบียน หาส่วนแบ่งตลาดจากเครือข่ายอนาล็อกเดิมแบ่งมาพัฒนาเป็นดิจิตอลเพิ่มขึ้น และ เพิ่มอินเซ็นทีฟการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนนำคลื่นอนาล็อกมาแบ่งให้รายอื่นทำเครือข่ายดิจิตอล

ทำควบคู่ไปพร้อมกับอีก 3 ช่อทาง นั่นคือ หาวิธีนำคลื่นที่เหลืออยู่มาพัฒนาใหม่ ใส่เทคโนโลยีใหม่เข้าไป และ หากลกลไกการตลาดเข้ามาเสริม เพื่อให้เกิดกุญแจแห่งความสำเร็จ 2 เรื่อง คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายและบริการให้แก่ ภาครัฐ เอกชน สาธารณะ
2.จัดการทางด้านการตลาดได้เต็มที่ เพื่อกระตุ้นการแข่งขันทำให้ผู้ใช้บริการได้ประโยชน์สูงสุด

มติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1353494827&grpid=03&catid=03

______________________________________

กูรูไทย-เทศมองราคาประมูล 3G เหมาะสม แต่แนะเพิ่มผู้ให้บริการ-เปิดโอกาสแข่งขัน


นายเจอร์ราด โพโกเรล นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Ecole Natinale Superieure des Telecommunications ระบุว่า ราคาประมูลคลื่นความถี่ 3G ของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้จะมีกระแสวิจารณ์ว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะมีผู้ให้บริการจำนวนน้อย ดังนั้นจึงไม่มีแรงจูงใจในการเข้าประมูลมากนัก โดยจำนวนผู้ประมูลที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 4 ราย และการเข้ามาของผู้ให้บริการในตลาดของไทยทำได้ง่าย เพราะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับผู้ให้บริการก่อนหน้า


ทั้งนี้ การประมูลคลื่นความถี่ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประเทศภายใต้เศรษฐกิจเชิงพลวัติ แต่ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการโทรศัพท์หรือการใช้บริการอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ทำให้ต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและมีความหลากหลายตามไปด้วย

ส่วนการให้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะนั้น รัฐบาลทั่วโลกส่วนใหญ่มองว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะสามารถเป็นแหล่งรายได้มหาศาลให้แก่รัฐบาลได้ นอกจากนี้ บริษัทผู้ให้บริการที่มีจำนวนน้อยรายอาจนำไปสู่ระบบผูกขาดได้ เช่น ในสหรัฐฯ มีเพียง 2 บริษัทที่ให้บริการ คือ Verizon และ AT&T ดังนั้น จึงควรเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการมากกว่า 2-3 ราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และเพื่อผลักดันบริษัทผู้ให้บริการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น

ด้านอัตราค่าบริการนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องขอความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อกำหนดกรอบการให้บริการและคิดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม โดยอาจต้องเก็บค่าธรรมเนียมรายปี(Yearly Fee)กับผู้ให้บริการมากกว่าการให้ผู้ให้บริการจ่ายชำระเป็นงวดเดียว เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงและส่งผลกระทบต่อค่าบริการที่เรียกเก็บกับผู้บริโภค

นายเจอร์ราด กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราค่าบริการของไทยยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอัตราค่าบริการระบบเสียง หรือ Voice ที่ในสหรัฐฯ มีค่าบริการเพียงเดือนละ 1-2 ดอลลาร์เท่านั้น

ขณะที่นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล กล่าวว่า กรณีที่มีการตรวจสอบเรื่องการประมูลใบอนุญาต 3 จีที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบนั้น โดยส่วนตัวแล้วอยากให้มีการดำเนินงานควบคู่กันไประหว่างการตรวจสอบและการออกใบอนุญาต เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการพัฒนาประเทศไทยยังคงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะภาคธุรกิจเทคโนโลยี 3G จะเข้ามามีส่นช่วยในการพัฒนาการค้าการให้บริการได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการตรวจสอบนั้น ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจของศาล ดังนั้นการทำงานคู่กันระหว่างการตรวจสอบซึ่งเป็นเชิงทฤษฎี กับการออกไปอนุญาตให้บริการเทคโนโลยี 3 จีน่าจะสามารถทำควบคูกันได้โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับความเสียหาย

"เราไม่ได้หยุดทุกอย่าง เราต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง กสทช.ต้องตรวจสอบความชอบทางสัญญาสัมปทานเดิม เพื่อดูว่ากฎเกณฑ์ทางกฎหมายนี้ออกกฎโดยชอบได้หรือไม่" นายสุธรรม กล่าว

ทั้งนี้ การประมูลใบอนุญาต 3 จีที่ผ่านมาเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก การตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินการจึงเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นหากตรวจสอบให้เป็นบรรทัดฐาน การประมูลในครั้งต่อไปก็จะเริ่มมีกรอบการดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะการประมูลเทคโนโลยี 4จีในอนาคตต

ส่วนราคาประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3G นั้น นายสุธรรม กล่าวว่า การกำหนดเพดานราคามีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ 1.ความมั่นคงของการให้สัมปทาน ซึ่งในประเทศไทยความมั่นคงของสัมปทานที่เอกชนได้รับถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และมีความเสี่ยงต่อการถูกเข้ามาแทรกแซงสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

2.รูปแบบของการกำกับดูแล ซึ่งในประเทศไทยหน่วยงานที่กำกับดูแลก็คือกสทช. ถือเป็นหน่วยงานใหม่ที่ยังไม่มีผลงาน ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ และ 3.ความน่าสนใจของทรัพย์ที่นำมาประมูลในที่นี้คือเทคโนโลยี 3G ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี 2G จนสามารถให้บริการได้เกือบเทียบเท่าเทคโนโลยี 3G

ดังนั้น หากพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัยจะเห็นได้ว่าราคาค่อนข้างเหมาะสม แม้จะได้รับการวิจารณ์จากสังคมในหลายกระแสก็ตาม พร้อมให้ความเห็นส่วนตัวว่าราคาตั้งต้นการประมูลใบอนุญาตคลื่น 3จี มีราคาสูงเกินไป ซึ่งควรจะมีการปรับลดราคาลง 2% หรืออยู่ที่ 4,410 ล้านบาท

อินโฟเควสท์
http://www.ryt9.com/s/iq03/1534849

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.