Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

26 พฤศจิกายน 2555 วิชัย ทองแตง บริหารความเสี่ยงด้วยวิสัยทัศน์ ( CTH ได้รับลิขสิทธิ์ EPL ไปติดต่อใครที่ไหน ก็ง่ายขึ้น เพราะ CTH มีโปรไฟล์ )

ประเด็นหลัก

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกหรือ English Premier League (EPL) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนบ้านทั้ง สปป.ลาว และกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่และโอกาสทางธุรกิจให้กับ CTH อย่างกว้างขวาง ในด้านหนึ่งอาจทำให้ก้าวย่างของ CTH มีอนาคตที่สดใส

เพราะนี่คือจังหวะก้าวของการเข้าสู่ตลาดแบบก้าวกระโดด ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นกลไกสร้างรายได้ให้ CTH ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ลึกล้ำกว่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ลิขสิทธิ์ EPL เป็นเพียง content และจิ๊กซอว์สำหรับระยะเบื้องต้นทางธุรกิจของ CTH เท่านั้น

“ก่อนหน้านี้ อาจไม่มีใครรู้จัก CTH แต่หลังจากที่ CTH ได้รับลิขสิทธิ์ EPL ตอนนี้ไปติดต่อใครที่ไหน ก็ง่ายขึ้น เพราะ CTH มีโปรไฟล์ และอยู่ในสปอตไลต์แล้ว”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเมินจากข้อเท็จจริงที่ว่า วิชัย ทองแตง ไม่ได้วางเป้าหมายในการพัฒนา CTH ให้หยุดอยู่เพียงในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ประกอบการด้านบันเทิงและสันทนาการ หากแต่เขามองไปไกลและกำหนดเป้าหมายของ CTH ไว้มากกว่านั้น โดยเขามุ่งหมายที่จะผลักดันให้ CTH ก้าวไปสู่การเป็นบรรษัทที่ให้บริการด้านการสื่อสาร ที่มี contents หลากหลายไว้ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่า



++ ธุรกิจ CTH เริ่มชัดเจน
              ปัจจุบันภาพธุรกิจของบริษัท เริ่มมีความชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น  โดยที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับทางบริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) ในการเลือกใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออพติกที่มีศักยภาพเข้ามาเสริมทัพ ในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ร่วมมือกับทางทีโอที โดยการเลือกใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว ขณะที่ครอบครัวท้องถิ่นรายใดที่เข้าไม่ถึง  บริษัทจะใช้สัญญาณดาวเทียมไปถึงสมาชิก สำหรับเป้าหมายการใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออพติกนั้น  บริษัทมีวัตถุประสงค์จะเป็นผู้ให้บริการแบบทริปเปิล เพย์ คือ เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตภายในปี 2556






















______________________________________

วิชัย ทองแตง บริหารความเสี่ยงด้วยวิสัยทัศน์


“CTH ในนิยามของผมก็คือ เคเบิลทีวีบ้านนอก ที่พร้อมจะเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง”

ชื่อของ วิชัย ทองแตง กลับมาสู่สปอตไลต์ของสังคมธุรกิจการเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ CTH (Cable Thai Holding) คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก พร้อมๆ กับการประกาศแผนธุรกิจที่สั่นคลอนสถานภาพของผู้ประกอบการรายเดิมอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง

ก้าวย่างของวิชัย ทองแตง อาจได้รับการกล่าวถึงควบคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า วิชัย ทองแตง เคยเป็นอดีตทนายความที่นำพาทักษิณ ชินวัตร รอดพ้นจากข้อกล่าวหาในกรณีซุกหุ้น ก่อนที่วิชัย ทองแตง จะผันตัวเองเป็นนักลงทุนที่เข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลศิครินทร์ โรงพยาบาลเปาโล และการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งการซื้อหุ้นและกิจการโรงพยาบาลในครั้งนั้น เป็นภาพที่สอดรับกับนโยบายว่าด้วย 30 บาทรักษาทุกโรค และการหนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของวิชัย ทองแตง ผูกพันอยู่ในฐานะตัวแทนของกลุ่มทุนการเมืองเรื่อยมา

“ผมไม่ปฏิเสธว่าผมรู้จักผู้คนมากมาย แต่การทำธุรกิจจะมีเพียงเครือข่ายสายสัมพันธ์หรือ connection อย่างเดียวไม่ได้หรอก ปัจจัยสำคัญที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ วิสัยทัศน์ ที่ต้องประเมินให้ได้ว่าธุรกิจใดมีศักยภาพ และธุรกิจใดที่มีความเสี่ยง ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้มาด้วยกาลเวลา ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์และความรู้จากการทำงาน”

ตลอดเวลาที่วิชัย ทองแตง โลดแล่นอยู่ในสังคมธุรกิจ เขาได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะพ่อมดตลาดหุ้น อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยยอมรับสมญานามนี้เท่าใดนัก แต่เขาไม่ปฏิเสธว่าทุกการลงทุนของเขา เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ความเสี่ยง ยิ่งมีความเสี่ยงต่ำเท่าใด ย่อมหมายถึงความน่าลงทุนและผลตอบแทนที่จะดีมาก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับผู้ลงทุนรายอื่นๆ

วิชัย ทองแตง ฉายภาพความเป็นไปของการลงทุนในกิจการโรงพยาบาลว่า ไม่ว่าประเมินจากมิติใด ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาให้เป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้ไม่ยาก แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีใครสนใจอย่างจริงจังมากนัก ซึ่งเมื่อเขา turn around ธุรกิจโรงพยาบาลหลายแห่งที่ได้ซื้อมา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าจึงกลายเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของสังคม ก่อนที่เขาจะสวอปหุ้นกับกลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ และทำให้เขาเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารของเครือโรงพยาบาลชั้นนำที่มีเครือข่ายกว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ามิติมุมมองที่ดำเนินออกมาเป็นรูปธรรมการลงทุนของวิชัย ทองแตง ดูจะเป็นประหนึ่งภาพสะท้อนในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายของกลุ่มทุนการเมืองขนาดใหญ่ ที่กำลังดำเนินอยู่เป็นคู่ขนานในนามของอภิมหาโปรเจ็กต์ที่อาจผุดพรายขึ้นในห้วงเวลานับจากนี้

ท่วงทำนองเนิบช้า แต่แฝงความลุ่มลึกของวิชัย ทองแตง เป็นสิ่งที่ผู้ได้มีโอกาสพบเห็นย่อมสัมผัสได้ไม่ยาก วิชัย ทองแตง ไม่มีภาพของผู้บริหารที่อวดรู้ และคุยเขื่องคำโต เขาย้ำบ่อยครั้งระหว่างการสนทนาว่าเขามาจากครอบครัวชาวนา และเป็น “บ้านนอก” ที่ยินดีเสมอเมื่อได้ยินใครเรียกเขาว่า “บ้านนอก” เพราะถ้อยความคำนี้ไม่ได้มีความหมายในเชิงลบสำหรับเขา ซึ่งมีพื้นเพเดิมมาจากอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แต่อย่างใด

การรุกเข้ามาพัฒนาธุรกิจเคเบิลทีวีท้องถิ่น หรือเคเบิลทีวีภูธร เป็นหนึ่งในข้อยืนยันทั้งในมิติของทัศนะ และวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของวิชัย ทองแตง ได้เป็นอย่างดี เขามองเห็นอนาคตของเคเบิลทีวีท้องถิ่นแตกต่างไปจากผู้คนอื่นๆ เพราะการเข้าไปโอบอุ้มเคเบิล ไทย โฮลดิ้ง พร้อมกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 300 ล้านบาทเป็น 1,000 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากยังเกิดขึ้นควบคู่กับการดึงกลุ่มวัชรพลจากไทยรัฐ มาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งนับเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหน้าเขาก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจเคเบิลทีวี อยู่ที่จำนวนฐานสมาชิกที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ที่ประเมินในเบื้องต้นว่ามีอยู่มากถึง 3.5 ล้านครัวเรือน ในขณะที่ผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นเหล่านี้ยังขาดอำนาจในการต่อรอง และขาดทิศทางที่จะดำเนินไปร่วมกัน ท่ามกลางการแข่งขันที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ

“CTH ในนิยามของผมก็คือ เคเบิลทีวีบ้านนอก ที่พร้อมจะเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ผมขอให้นิยามสั้นๆ แค่นี้” วิชัย ทองแตง ย้ำกับ ผู้จัดการ 360  ํ อย่างอารมณ์ดี แต่แฝงนัยความหมายครอบคลุมบริบททั้งทางธุรกิจ การเมือง และสังคมไปในคราวเดียวกัน

การเข้าไปปรับทิศทางและวางรากฐานทางธุรกิจใน CTH ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้วิชัยจำเป็นต้องเดินสายทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นอยู่เป็นระยะ ซึ่งสำหรับวิชัยแล้ว เขาตระหนักดีว่าการบริหารความเปลี่ยนแปลง (manage change) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีมิติที่ซับซ้อน

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกหรือ English Premier League (EPL) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนบ้านทั้ง สปป.ลาว และกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่และโอกาสทางธุรกิจให้กับ CTH อย่างกว้างขวาง ในด้านหนึ่งอาจทำให้ก้าวย่างของ CTH มีอนาคตที่สดใส

เพราะนี่คือจังหวะก้าวของการเข้าสู่ตลาดแบบก้าวกระโดด ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นกลไกสร้างรายได้ให้ CTH ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ลึกล้ำกว่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ลิขสิทธิ์ EPL เป็นเพียง content และจิ๊กซอว์สำหรับระยะเบื้องต้นทางธุรกิจของ CTH เท่านั้น

“ก่อนหน้านี้ อาจไม่มีใครรู้จัก CTH แต่หลังจากที่ CTH ได้รับลิขสิทธิ์ EPL ตอนนี้ไปติดต่อใครที่ไหน ก็ง่ายขึ้น เพราะ CTH มีโปรไฟล์ และอยู่ในสปอตไลต์แล้ว”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเมินจากข้อเท็จจริงที่ว่า วิชัย ทองแตง ไม่ได้วางเป้าหมายในการพัฒนา CTH ให้หยุดอยู่เพียงในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ประกอบการด้านบันเทิงและสันทนาการ หากแต่เขามองไปไกลและกำหนดเป้าหมายของ CTH ไว้มากกว่านั้น โดยเขามุ่งหมายที่จะผลักดันให้ CTH ก้าวไปสู่การเป็นบรรษัทที่ให้บริการด้านการสื่อสาร ที่มี contents หลากหลายไว้ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่า

“หากถามผมว่า ในอนาคตเมื่อ CTH ดำเนินการตามแผนธุรกิจและสามารถพัฒนาธุรกิจให้เข้าหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งผมวางเป้าหมายไว้ประมาณ 3 ปี  CTH ควรจะอยู่ในกลุ่มไหน ผมก็ต้องตอบตามความคิดของผมว่า น่าจะอยู่ในกลุ่มสื่อสาร นี่เป็นความคิดของผมนะ เพราะในอนาคตธุรกิจของ CTH ไปไกลกว่าบันเทิงและสันทนาการแน่นอน”

การสานสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งกับ ทีโอที ซึ่งมีโครงข่ายไฟเบอร์ออพติก ครอบคลุมทั่วประเทศอยู่แล้ว รวมถึงการร่วมมือกับบริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้  CTH สามารถร่นระยะเวลาในการขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกเพื่อรองรับกับการขยายตัวทางธุรกิจของ CTH ได้มากถึง 3 เท่า และทำให้เป้าหมายในการขยายฐานสมาชิกไปสู่ระดับ 7-10 ล้านครัวเรือน ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความเป็นจริง

และในอนาคตเราอาจได้เห็นโครงข่ายการสื่อสารภาคพื้นดินที่ทรงประสิทธิภาพ ผ่านการดำเนินงานของกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตประเทศไทย แต่อาจข้ามพ้นพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางฝั่งตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ ซึ่งหมายรวมถึงประเทศในเขตภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ของ AEC อีกด้วย

กระบวนทัศน์ทางความคิดที่น่าสนใจติดตามของวิชัย ทองแตง หลังจากการลงทุนทางยุทธศาสตร์ผ่าน CTH ครั้งนี้ ก็คือ การเปิดเผยความสนใจที่จะลงทุนในกิจการด้านโลจิสติกส์ และพลังงานทดแทน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกระบวนทัศน์ที่พร้อมจะต่อยอดและถักทอมิติว่าด้วยโครงข่ายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เป็นโครงข่ายที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ และทักษะในการประเมินศักยภาพและประเด็นทางยุทธศาสตร์ ที่แหลมคมและอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ สังคม ได้ไม่น้อยเช่นกัน


ผู้จัดการ 360
http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B
8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-
%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%
B8%87-
%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%
B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80
%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B
8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%
E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8
%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C


_______________________________________


ยกเคเบิลทีวีสู่ระดับชาติ 'วิชัย ทองแตง' ปั้นสมาร์ทไทยแลนด์ใน1ปี

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงปรับเปลี่ยนของธุรกิจโทรทัศน์ , ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีเมืองไทย กับการมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

ที่จัดระเบียบผู้ประกอบกิจการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันพร้อมจัดทำแผนแม่บทใบอนุญาตแต่ละฉบับขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่ทีวีดิจิตอล  เพื่อเป็นการยกระดับระบบบรอดแคสติ้งเมืองไทยให้ทัดเทียมระดับสากล
              ขณะที่กลุ่มธุรกิจโทรทัศน์  , ทีวีดาวเทียม ต่างเดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง ตลอดจนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง  ส่วนของเคเบิลทีวี  บทบาทหลักจะอยู่ที่ บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH  ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเคเบิลทีวีไทยทั่วประเทศ  แม้ช่วงที่ผ่านมาการขยับตัวของซีทีเอช  จะไม่ได้หวือหวาเท่าใดนัก  และเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ  เมื่อได้นายวิชัย  ทองแตง  นักธุรกิจดังเข้ามานั่งเป็นประธานกรรมการ และสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อซีทีเอช ร่วมประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษพรีเมียร์ลีก และคว้าชัยชนะเฉือนทรู วิชั่นส์ เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดเดิม และได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2013-2016 และ"ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เปิดใจ "วิชัย  ทองแตง" ประธานกรรมการ  บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด หรือ "ซีทีเอช" อย่างเต็มที่
++  ย้อนรอยกว่าจะเป็น "ซีทีเอช"
              จากเดิมนั้นบริษัท เคเบิลทีวี เกิดขึ้นโดยผู้ประกอบการในแต่ละท้องถิ่นทำให้กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ชนบทต่างๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15  กุมภาพันธ์ 2553 ได้มีการก่อตั้งบริษัทกลาง ภายใต้ชื่อ บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด หรือ "ซีทีเอช" ขึ้นเพื่อรวมเงินทุนของผู้ประกอบกิจการต่างๆให้มีอำนาจการต่อรองมากขึ้น   ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท  ซึ่งเป็นการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นกว่า 70% จากฐานสมาชิกกว่า 350 บริษัทที่มีอยู่  ขณะที่ในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมาการแข่งขันธุรกิจประเภทดังกล่าวเริ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ช่วงแรกธุรกิจของบริษัทขาดทุนอย่างต่อเนื่อง  จึงได้มีแผนระดมทุนจดทะเบียนเพิ่มอีก 150 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนซื้อคอนเทนต์ แต่ในช่วงนั้นยังไม่มีผู้ประกอบกิจการรายใดมั่นใจศักยภาพ กลัวปัจจัยด้านความเสี่ยงทำให้เงินที่ลงทุนไปจะไม่ประสบความสำเร็จ
              ช่วงเวลาขณะนั้น "ซีทีเอช" ได้ล้มลุกคลุกคลานมานานพอสมควร ที่สุดแล้วจึงได้เชิญผม เข้ามาเป็นที่ปรึกษาของบริษัท ซึ่งในเวลานั้นมีหน้าที่ช่วยในเรื่องเฉพาะการเงินเท่านั้นแต่พอเวลาผ่านไปได้สักพัก เงินทุนที่ลงไปเริ่มมีจำนวนมากพอสมควรราว 70 ล้านบาท จึงได้มีแนวคิดว่าควรจะประชุมและวางแผนระยะยาวในธุรกิจนี้ จากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาข้อมูลและข้อกฎหมายของธุรกิจดังกล่าว พร้อมกับรับตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ  และเชิญผู้บริหารมืออาชีพอย่างคุณกฤษณัน งามผาติพงศ์ อดีตผู้คร่ำหวอดในแวดวงโทรคมนาคม เข้ามาช่วยวางแผนธุรกิจ โครงสร้างของบริษัท ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
++ จุดเปลี่ยน ซีทีเอช
              จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของซีทีเอชเกิดขึ้นอีกครั้ง  เมื่อมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 150 ล้านบาท  พร้อมเริ่มลงมือเขียนแผนธุรกิจ วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของโครงสร้างธุรกิจ จนได้ข้อสรุปของทางด้านจุดแข็งคือ ธุรกิจดังกล่าวจัดได้ว่ามีผู้ประกอบกิจการเป็นคนท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก  ขณะที่ทางด้านจุดอ่อน ผู้เล่นเกือบทุกรายมีบุคลิกนิสัยที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันยังมีมุมมองว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจต่างคนต่างทำเองได้  ซึ่งทั้งสองข้อดังกล่าวที่ว่ามา ทำให้มีแผนต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบกิจการเข้าไว้ด้วยกัน
              ดังนั้นบริษัทจึงได้เดินสายร่วมกับสมาคมสัญจรเข้าไปหารือพูดคุยและชี้แจงให้ทุกฝ่ายมาร่วมหุ้นพร้อมเสริมทัพสร้างความเข้มแข็ง  พร้อมชี้แจงการเจรจาแบบตรงไปตรงมา ตามประสาคนบ้านนอก เพราะพื้นฐานผมเป็นคนจังหวัดชลบุรีจึงไม่มีปัญหา  ในช่วงแรกที่เข้าไปเจรจาผู้ประกอบกิจการทุกรายต่างคิดว่า ผมจะเข้ามาฮุบกิจการนี้อีก  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการเข้ามาครั้งนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่พี่น้องเคเบิลทีวีคิดกัน
              ต่อมาจึงได้เริ่มดำเนินแผนกลยุทธ์ต่อ  คือเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 150 ล้านบาทเป็น 300 ล้านบาท และมีเป้าหมายจะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯโดยต้องมีเงินทุนจดทะเบียนเพิ่มอีกจำนวน 1 พันล้านบาท ซึ่งผมได้รับหน้าที่เป็นผู้หาเงินก้อนนี้จึงได้เริ่มศึกษาแนวทาง พร้อมกับหาพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรง ซึ่งได้เข้าไปเชิญครอบครัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วัชรพล ร่วมถือหุ้นครั้งนี้อยู่ที่ 25%  ผม (คุณวิชัย) 25% และขอให้ผู้ประกอบกิจการเคเบิลทั่วประเทศถือหุ้นรวมอีก 30% ซึ่งในขณะนี้เหลือหุ้นอีก 20% ยังรอพันธมิตรที่สนใจเข้ามาร่วมทุน อีกทั้งเมื่อได้ทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาทสำเร็จ  เป้าหมายต่อไป คือการยกระดับความพร้อมให้กับผู้ประกอบการโดยเน้นเรื่องการพัฒนาโครงข่าย ต่อยอดจากปัจจุบัน ให้รองรับระบบทีวีดิจิตอลในอนาคต
              "ในช่วงที่ผมเข้ารับเป็นประธานกรรมการ ของซีทีเอช สิ่งสำคัญ 2 ข้อที่ผมได้รับปากจะต้องทำให้ได้ พร้อมกับมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ คือ 1.จะทำโครงข่ายเข้ามาครอบคลุมเชื่อมโยงทั้งระบบ( single network) บนแพลตฟอร์มเดียวกัน (Single platform) เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต  ซึ่งโครงข่ายดังกล่าวต้องใช้เงินจำนวนหลายพันล้านบาท ส่วนที่ต้องหาเพิ่มนั้น ผมและบริษัท วัชรพลฯได้ทำหน้าที่หาเงินกู้ครั้งนั้นร่วมกันในปี 2554 2.จะแสวงหาคอนเทนต์ที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือให้บริษัทและผู้ประกอบกิจการท้องถิ่นทุกรายสามารถนำคอนเทนต์ไปต่อยอดขยายฐานเพิ่มขึ้น พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในด้านทีวี ดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งวันนี้ผมสามารถทำให้เห็นภาพชัดแล้วทั้งสองเรื่อง"
++ ธุรกิจ CTH เริ่มชัดเจน
              ปัจจุบันภาพธุรกิจของบริษัท เริ่มมีความชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น  โดยที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับทางบริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) ในการเลือกใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออพติกที่มีศักยภาพเข้ามาเสริมทัพ ในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ร่วมมือกับทางทีโอที โดยการเลือกใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว ขณะที่ครอบครัวท้องถิ่นรายใดที่เข้าไม่ถึง  บริษัทจะใช้สัญญาณดาวเทียมไปถึงสมาชิก สำหรับเป้าหมายการใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออพติกนั้น  บริษัทมีวัตถุประสงค์จะเป็นผู้ให้บริการแบบทริปเปิล เพย์ คือ เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตภายในปี 2556
++ "สมาร์ทไทยแลนด์" เกิดได้ใน 1 ปี
              วิชัย บอกว่า ปัจจุบันเหลือระยะเวลาเพียงแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ที่ กสทช.จะออกใบอนุญาต ซึ่งระเบียบบังคับผู้ประกอบการโทรทัศน์ก็มีเงื่อนไขหลายอย่าง แต่สิ่งที่เราคาดการณ์คิดไว้ นั่นคือ กสทช.จะต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบกิจการทีวีที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงจากอะนาล็อกเข้าสู่ระบบดิจิตอล อีกทั้งทางรัฐบาลและกสทช. ได้มีนโยบายเดียวกันคือต้องการให้ประเทศไทยเป็นสมาร์ทไทยแลนด์ และบรอดแบนด์แห่งชาติต้องเกิด  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของบริษัทถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของรัฐบาลและ กสทช.ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นสมาร์ทไทยแลนด์ได้เพียงระยะเวลาเพียง 1 ปี เนื่องจากเคเบิลมีผู้ประกอบการอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นเมื่อมีโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกเข้ามา
              จากเดิมถ้าไม่มีในส่วนนี้รัฐบาลและกสทช.อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเกือบ 10 ปีในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นสมาร์ทไทยแลนด์  อีกทั้งบริษัทต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์การโทรศัพท์ฯที่ท่านมองเห็นแนวทางเดียวกัน ขณะที่บริษัททีโอทีฯก็สามารถแสวงหาประโยชน์จากเคเบิลทีวีได้   อีกทั้งในอนาคตองค์การโทรศัพท์ฯก็จะต้องเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นใบอนุญาตแทนด้วย  ดังนั้นจึงได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคต
              "หากใครถามผมว่า ผมมีปรัชญาทำธุรกิจเคเบิลอย่างไร  คำตอบง่ายๆก็คือ ผมมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนว่าจะทำให้เคเบิลท้องถิ่นมีโอกาสได้มายืนอยู่แถวหน้า เคียงบ่าเคียงไหล่เคเบิลระดับชาติหรือทีวีระดับชาติ  ซึ่งวันนี้พวกเราทำได้แล้วจากเดิมที่ไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย  โดยช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาผมต้องใช้ความอดทน อดกลั้นอย่างยิ่งเพราะถูกเคเบิลพี่น้องท้องถิ่นทั่วประเทศเข้าใจผิดในการเข้ามาของผม  แต่วันนี้เป็นที่กระจ่างแล้ว"
              แม้จากเดิมใครหลายคนอาจจะรู้จักเขาผู้นี้ในฐานะเศรษฐีหุ้นเมืองไทย หรือนักเทกโอเวอร์ที่น่ากลัว แต่ในวันนี้คนชื่อวิชัย ทองแตง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นอกจากเขาจะเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆของประเทศไทยแล้ว เขายังเป็นนักสู้ที่มาพร้อมกับกึ๋นอีกต่างหาก!!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
http://www.thanonline.com/index.php?
option=com_content&view=article&id=155668:-1&catid=106:-
marketing&Itemid=456

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.