Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

31 ตุลาคม 2555 (เกาะติดประมูล3G) สุภิญญา กลางณรงค์ "ค้านเพื่อชาติ" ชี้ ความจริงต้องกำหนดเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคไปตั้งแต่แรก

ประเด็นหลัก

ที่ผ่านมามันมีความขัดแย้งทางความคิดในองค์กรอยู่ และกลายเป็นดราม่าหลายรอบ แต่ตอนนี้ความขัดแย้งในองค์กรเพิ่งผ่านมาปีเดียว แต่มันขยายลุกลามสู่สังคมข้างนอกแล้ว จากประเด็นเรื่องไอทีธุรกิจ กลายเป็นประเด็นการเมืองแล้ว แต่ถ้ามองอีกด้าน ก็อาจประสบความสำเร็จนะ (หัวเราะ) ที่ทำให้ สังคมมาตรวจสอบ กสทช. เสมือนกระทรวงๆ หนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ คนก็บอกว่า ที่นี่เป็นแดนสนธยา ตรวจสอบไม่ได้ และนักข่าวสายการเมืองไม่รู้เรื่อง มีแต่นักข่าวสายเศรษฐกิจ ไอที แต่ปรากฎเรื่อง จอดำ การประมูล 3 จี เราก็คิดว่า สังคมได้รู้จัก กสทช.และถูกตรวจสอบมากขึ้น นี่คือผลด้านบวก

    แต่ด้านลบ คือเมื่อรู้จัก กสทช.แล้ว ภาพลักษณ์วิกฤตศรัทธาของ กสทช.มันก็กลับดิ่งวูบ และต่อไป ถ้าเราจะทำอะไร มันจะไปรอดไหม เพราะถ้าองค์กรมันร่อแร่ มีวิกฤตศรัทธา มุมหนึ่งเอกชนก็ได้ประโยชน์ เพราะเขาก็รู้สึกว่า เราไม่มีความชอบธรรม จะผลักดันอะไร คนแทนที่จะด่าเอกชนก็มาด่าเราแทน กทค.หรือ กสทช.ก็เป็นหนังหน้าไฟ คอยรับเผือกร้อนแทนเอกชน มันก็เหมือนกับสงครามตัวแทนที่ กสทช.เหมือนมาออกรับแทนกลุ่มทุนผลประโยชน์

    และการที่เราจะไปกดดันเอกชนเพื่อให้รับผิดชอบต่อประชาชน มันก็จะยากแล้ว เพราะเขาได้คลื่น 3 จีไปแล้ว 15 ปี ไปทำอะไรเขา เขาก็ฟ้องได้ กลายเป็นว่า แทนที่เราจะมีอำนาจต่อรอง แต่ก็เชื่อว่า เอกชนจะเกรงใจเราน้อยลง และถ้ามองแบบสุดขั้วแล้วเราจะอยู่อย่างไร แม้จะอยู่ได้ แต่สังคมก็ไม่เชื่อมั่น กสทช. และคนที่เชียร์ก็ไม่ใช่ว่า เขาเชื่อมั่นใน กสทช. แต่เขาอยากจะใช้ เพราะเขาคิดว่า มันจำเป็นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเชื่อในเรื่องความโปร่งใสขององค์กร กสทช.ซึ่งมันก็กระทบหมดทั้ง 11 คน รวมถึงเสียงข้างน้อย และแม้ว่า กสทช.จะปูพรมงบพีอาร์ ซึ่งเชื่อว่า เดี๋ยวเขาคงออกสื่อมากมาย แต่ก็คงไม่ช่วยอะไรเท่าไร เว้นแต่มันมีผลงานในอนาคต ที่จะกู้หน้าพอพิสูจน์ได้ งานของ บอร์ด กสท.ก็จะเป็นภารกิจต่อไป ว่าจะมันกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำให้สังคมเชื่อมั่น หรือ ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธามากขึ้น





    และความจริงต้องกำหนดเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคไปตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาทำตามหลัง คือเขียนไปเลยว่า สัญญาต้องชัดพูดถึงขยาย 3 จีให้ได้ 80% ใน 2 ปี ถ้าไม่ทำตามนี้เราจะปรับ หรือเรื่องเพดานที่บอกว่า 15-20% ก็ให้คิดมาตั้งแต่แรกเลย แล้วก็กำหนดในเงื่อนไขการประมูล ไม่ใช่มาพูดตามหลัง สังคมก็จะโกรธน้อยลง แต่ 3 เรื่อง ไม่ได้ทำตั้งแต่แรกไง




@ คนที่ค้านการประมูล 3 จีครั้งนี้ อย่างสุภิญญา เป็นตัวถ่วงความเจริญอย่างที่เขาพูดกันไหม

    ไม่..เรากลับมองว่า เราทำให้ประเทศชาติมีอารยะมากขึ้นในระดับสากล ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องกอบกู้ เมื่อพูดถึงประเทศไทย เพราะต่างชาติเขาไม่เชื่อมั่น ไม่อยากลงทุนมาแข่งขันที่ถูกมองว่า ไม่เจริญ แต่เรื่องนี้ ถ้าแก้ได้ให้มันไม่เอื้อประโยชน์กับใคร ยึดหลักการ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ประเทศชาติมันเจริญด้วยวิธีคิดคนที่จะยอมรับ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม มันมีอยู่ได้จริง และองค์กรกำกับที่อยู่ตรงกลาง รัฐ เอกชน ประชาชน ไม่งั้นเราก็จะมาตอกย้ำความคิดสังคมเดิมๆ ว่า ก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นวงจรเดิม อำนาจ ประท้วงอำนาจ ประเทศก็ล้าหลัง




__________________________________________

"ค้านเพื่อชาติ" 1 ปีใน กสทช.ของ “สุภิญญา กลางณรงค์”


วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสครบ 1 ปีกับการทำงานของ "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)" หลังได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งในวันเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่ให้เข้ามาจัดการประมูลคลื่นโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์ ให้เป็นธรรม รักษาผลประโยชน์ของรัฐ และประชาชนให้มากที่สุด

ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 ได้เขียนโครงสร้างองค์กรของ กสทช.  ด้วยการแบ่งโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กรออกเป็น 2 ส่วน

คือในส่วนของ “คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.)” หรือบอร์ด กทค. และ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)" หรือบอร์ด กสท.

“สุภิญญา กลางณรงค์”  กสทช.หญิงคนเดียว อยู่ในบอร์ด กสท. อดีตคือนักกิจกรรมเก่าได้เปิดอกคุยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ถึงปัญหา ทางออกการประมูลคลื่น 3 จี ตลอดจนการทำงานที่ท้าทายของเธอในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาและจากนี้ ที่กำลังวิกฤตศรัทธาขึ้น

...........................

@ ทางออกปัญหาการประมูลคลื่น 3จีขณะนี้ควรเป็นอย่างไร

    ทางที่ดีที่สุด บอร์ด กทค.ควรรีบประมูลใหม่ภายใน 1-2 เดือน ซึ่งแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ในเมื่อเขาไม่ทำ มันก็เหมือนกับสายไปแล้ว แต่การเดินหน้ามันก็ติดลบและก็มีการสู้คดีทางกฎหมายต่อไป แต่ในทางสังคมเรามองว่า กทค. รวมทั้ง กสทช.จะต้องมีคำอธิบายต่อสังคมให้มากขึ้น หรือทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคให้เด่นขึ้น ไม่เช่นนั้น เราก็จะติดลบหนักขึ้นกับที่เขาจะมองว่า เราเป็นองค์กรที่เอื้อกลุ่มทุน ฉะนั้น กทค.ด้านโทรคมนาคมก็จะติดลบ ส่วนบอร์ด กสท.ก็ต้องประมูลคลื่นความถี่ วิทยุโทรทัศน์ ในปีหน้าซึ่งจะเยอะกว่านี้มาก

    ข้อดีคือ ทำให้สังคมตื่นตัว มันก็เป็นแรงกดดันให้ กรรมการ กสท. ต้องทำงานให้รอบคอบ ตรงไปตรงมา เพราะไม่รู้ว่า วิกฤตศรัทธาหลังการประมูลวันที่ 16 ต.ค. มันจะกู้กลับมาได้แค่ไหน เพราะตอนนี้มันก็เสียไปแล้ว ภาพลักษณ์ขององค์กร มันก็ดิ่งวูบ เยอะกว่าที่คาด แม้ว่าเราจะรู้อยู่แล้วว่า การประมูลแบบนี้ มันจะนำมาซึ่งปัญหาเพราะเราเป็นเสียงข้างน้อยที่ค้านการประมูลแบบนี้ เนื่องจากมันได้ไม่คุ้มเสีย  การประมูลต้องทำให้ถูกต้องไม่ใช่ว่า จะต้องประมูลให้ได้โดยที่ใช้กติกาหลวมแบบนี้ คนก็เลยมองว่า 1.เราเป็นองค์กรที่มีลับลมคมในหรือไม่ 2.เป็นองค์กรที่ทำงานเป็นหรือเปล่า 3.เป็นองค์กรที่ประชาชนพึ่งพาได้หรือไม่ 4.ถูกครอบงำจากการเมืองไหม 5.ธรรมาภิบาลของ กสทช.อีก สังคมก็ต้องมายื่นตรวจสอบเรื่องการใช้เงินของเราหนักขึ้น

    ที่ผ่านมามันมีความขัดแย้งทางความคิดในองค์กรอยู่ และกลายเป็นดราม่าหลายรอบ แต่ตอนนี้ความขัดแย้งในองค์กรเพิ่งผ่านมาปีเดียว แต่มันขยายลุกลามสู่สังคมข้างนอกแล้ว จากประเด็นเรื่องไอทีธุรกิจ กลายเป็นประเด็นการเมืองแล้ว แต่ถ้ามองอีกด้าน ก็อาจประสบความสำเร็จนะ (หัวเราะ) ที่ทำให้ สังคมมาตรวจสอบ กสทช. เสมือนกระทรวงๆ หนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ คนก็บอกว่า ที่นี่เป็นแดนสนธยา ตรวจสอบไม่ได้ และนักข่าวสายการเมืองไม่รู้เรื่อง มีแต่นักข่าวสายเศรษฐกิจ ไอที แต่ปรากฎเรื่อง จอดำ การประมูล 3 จี เราก็คิดว่า สังคมได้รู้จัก กสทช.และถูกตรวจสอบมากขึ้น นี่คือผลด้านบวก

    แต่ด้านลบ คือเมื่อรู้จัก กสทช.แล้ว ภาพลักษณ์วิกฤตศรัทธาของ กสทช.มันก็กลับดิ่งวูบ และต่อไป ถ้าเราจะทำอะไร มันจะไปรอดไหม เพราะถ้าองค์กรมันร่อแร่ มีวิกฤตศรัทธา มุมหนึ่งเอกชนก็ได้ประโยชน์ เพราะเขาก็รู้สึกว่า เราไม่มีความชอบธรรม จะผลักดันอะไร คนแทนที่จะด่าเอกชนก็มาด่าเราแทน กทค.หรือ กสทช.ก็เป็นหนังหน้าไฟ คอยรับเผือกร้อนแทนเอกชน มันก็เหมือนกับสงครามตัวแทนที่ กสทช.เหมือนมาออกรับแทนกลุ่มทุนผลประโยชน์

    และการที่เราจะไปกดดันเอกชนเพื่อให้รับผิดชอบต่อประชาชน มันก็จะยากแล้ว เพราะเขาได้คลื่น 3 จีไปแล้ว 15 ปี ไปทำอะไรเขา เขาก็ฟ้องได้ กลายเป็นว่า แทนที่เราจะมีอำนาจต่อรอง แต่ก็เชื่อว่า เอกชนจะเกรงใจเราน้อยลง และถ้ามองแบบสุดขั้วแล้วเราจะอยู่อย่างไร แม้จะอยู่ได้ แต่สังคมก็ไม่เชื่อมั่น กสทช. และคนที่เชียร์ก็ไม่ใช่ว่า เขาเชื่อมั่นใน กสทช. แต่เขาอยากจะใช้ เพราะเขาคิดว่า มันจำเป็นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเชื่อในเรื่องความโปร่งใสขององค์กร กสทช.ซึ่งมันก็กระทบหมดทั้ง 11 คน รวมถึงเสียงข้างน้อย และแม้ว่า กสทช.จะปูพรมงบพีอาร์ ซึ่งเชื่อว่า เดี๋ยวเขาคงออกสื่อมากมาย แต่ก็คงไม่ช่วยอะไรเท่าไร เว้นแต่มันมีผลงานในอนาคต ที่จะกู้หน้าพอพิสูจน์ได้ งานของ บอร์ด กสท.ก็จะเป็นภารกิจต่อไป ว่าจะมันกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำให้สังคมเชื่อมั่น หรือ ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธามากขึ้น

@ ทำไมถึงคิดว่า กสทช.จะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าเอกชน ล่าสุด กทค.ก็ประกาศให้เอกชนลดค่าโทร 3 จีลงมาเหลือเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    ก็มันเห็นมาตลอดว่า ท่าทีของ บอร์ด กทค.เกรงใจเอกชน ตั้งแต่กลัวเขาจะไม่มาประมูล กลัวเขาจะฟ้อง ซึ่งดูเหมือนจะกลัวเอกชนฟ้องมากกว่ากลัวประชาชนฟ้อง เพราะถ้าให้ใบอนุญาตไปแล้ว 15 ปีลองคิดถึงความเป็นจริง แรงที่สุดของ กสทช. คือการเพิกถอนใบอนุญาตจะทำได้ไหม มันก็ยาก เพราะ 1.เขามีลูกค้าเป็นตัวประกัน 2.เขาก็ฟ้องเรากลับ แล้วจะทำอย่างไร เราจะเตือนเอกชนอย่างนั้นหรือ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร หรือจะปรับคุณ แค่ 5-10 ล้าน เขาก็มีเงินจ่าย แล้วก็มาจากภาษีประชาชนอยู่ดี

    ดังนั้น ถ้าในอนาคต กสทช.ไม่มีอำนาจตรงนี้จริง หรือ  มีแต่ใช้ยาก สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือความชอบธรรมขององค์กรนี้ที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะ และความเข้มแข็งของตัวบอร์ด แต่ที่ผ่านมาเขาค่อนข้างเกรงใจเอกชนมาก แค่หลักคิดที่บอกว่า ถ้าเราออกระเบียบที่ตั้งราคาเท่านี้ เท่านั้น เอกชนจะไม่มาประมูล ซึ่งเป็นไปยากมากที่จะไม่มาประมูล เพราะทั้ง 3 รายเขาทำธุรกิจมาหลายปีแล้ว แล้วสัญญาสัมปทานเขาจะหมด ถามว่าเขาจะไม่ประมูลหรือ มันเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าไม่เปิดประมูลแล้วเราเปิดเสรียอมให้ต่างชาติเข้ามาแข่ง มันก็ต้องมีรายใหม่เข้ามาแข่ง

@ มีผู้มีอิทธิพลในบอร์ด กทค. หรือไม่

    (ถอนหายใจ) ตอบยากนะ อันนี้ต้องถาม นพ.ประวิทย์ (สี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.และกรรมการ กทค.) ...แต่ก็คงเป็นเสียงข้างมากแหละ 4ต่อ 1 ที่เป็นผู้มีอิทธิพล เพราะเวลาลงมติอะไร ก็ออกมา 4ต่อ 1 เมื่อไรเป็นมติ 4 ต่อ 1 ตลอด มันก็ยากที่จะมีการถ่วงดุล แต่บอร์ด กสท. มันยังถ่วงดุลบ้าง บางทีก็ 3 ต่อ 2 หรือ 2 ต่อ 2 ต่อ 1 และที่ผ่านมาบอร์ด กสท. ใช้วิธีถกเถียง จนเรายอมถอยกันได้ เพราะถ้าเมื่อไร จบลงด้วยการโหวต มันจะไม่ดี เหมือนกับสุดขั้ว

@ คิดว่าเอกชนเมื่อได้ใบประกอบ 3 จีแล้ว เขาจะคำนึงและใจดีกับผู้บริโภคไหม เช่น ยอมลดราคาลงไหม

    เขาจะคำนึงถึงผู้บริโภคในฐานะที่เป็นลูกค้าซึ่งเขาอาจจะดึงดูดให้อยากจะมาใช้บริการ แต่เขาคงมองที่เป้าหมายที่เข้าถึงได้ก่อน  แต่เราอย่าเพิ่งคิดว่า คนไทยทั้งประเทศจะได้ใช้ 3 จีภายใน 2 ปีนี้เพราะเงื่อนไขการประมูลบอกว่า จะต้องวางโครงข่ายแค่ 50% และ 80% อีก 3-4 ปี หมายความว่า กว่าคนชนบทจะได้ใช้มันก็คงอีกหลายปี เงินก็จะมาจากคนส่วนกลางที่มีกำลังซื้อ ภาคธุรกิจ คนชั้นกลาง ซึ่งมันจะกระจุกตัว แต่คนส่วนใหญ่ยังต้องรออีกระยะหนึ่ง

    อีกอันคือการคุ้มครองผู้บริโภคที่จะไม่เอาเปรียบ เช่น ไม่คิดเงินเกิน SMS ขยะ หรือเผลอโหลด Apps อะไรมา แล้วก็ต้องเสียเงินซึ่งอาจจะไม่กี่บาท และกว่าที่ผู้บริโภคโทรไปก็ไม่สำเร็จ หรือกว่าจะร้องเรียน กสทช. ต้องเอาเรื่องเข้า ต้องเรียกมาสืบสวนชี้แจงสารพัด ต้นทุนในการที่ผู้บริโภคจะพิทักษ์สิทธิ์มันเยอะ ซึ่งความจริงถ้าเราดูประวัติทุกวันนี้ว่า  กว่าจะให้เอกชนมาดูแล มันต้องถึงกับขอร้อง เคี่ยวเข็ญ บีบบังคับ ทำหลายขั้นตอน กว่าจะยอม บางทีประชาชนก็ไม่อยากจะร้องเรียน  สิ่งที่เอกชนควรทำ คือให้กลไกรับเรื่องเรียนต่างๆ มันง่ายขึ้น แต่ทุกวันนี้ โทรไปคอนเซ็นเตอร์ก็ต้องเก็บตังค์แล้วต้องฟังโฆษณากว่าจะได้คุย โยนไปอีกนึง ตรงนี้ถ้าเขาเอาต้นทุนที่เขาประหยัดมาพัฒนาตรงนี้ให้มากขึ้น เข้าถึงได้ไวและไม่มาคิดซ้ำซ้อน ถ้าเขาทำได้อย่างนี้ มันอาจทำให้คนไทยเลิกแคร์ก็ได้ว่า คุณตักตวงผลประโยชน์จากคลื่นความถี่ ถ้าคุณแสดงความจริงใจในการดูแลลูกค้า

    แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นว่า บัตรเต็มเงิน pre-paid พอใช้ไม่หมดวันก็ตัด  กระทบคนจนมาก เพราะคนจนใช้ pre-paid เขาซื้อ 50 บาท 100 บาท และบางทีเขาอาจเอาไว้รับสายอย่างเดียว ก็ได้และก็ต้องซื้อใหม่ และก็มีเงินเหลือ เป็นเงินบูด ที่เอกชนได้กำไรปีละพันล้าน หรือเรื่อง SMS เอกชนก็อ้างว่า ไม่รู้ไม่เกี่ยว ทั้งที่ความจริงคนดูแลเน็ตเวิร์คก็ต้องรู้ และเอกชนก็ไม่ได้สร้างระบบให้ผู้บริโภคว่า ถ้าไม่พอใจ กดกลับไปแล้วมีผลเลย ไม่ใช่โทรนู้น โทรนี้ เราจึงเห็นว่า มันมีความพยายามหาประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

    ดังนั้น ถามว่า ถ้าเขาได้ใบอนุญาต 3จีแล้วเอกชนทำให้ดีขึ้น เราก็เชียร์นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า กรณีที่ กทค.ที่ให้สัญญาไว้ เช่น ราคา การบริการ จะทำได้แค่ไหน แต่เรื่องอื่นๆ ที่อาจจะถูกเอาเปรียบเป็นรายบุคคล เช่น เก็บเงินเกิน หรือ ตัดวัน หรือเรื่องโรมมิ่ง เขาไม่ได้ใช้ แต่ก็ไปคิดเงินเขา คือ ไม่มีความพยายามจะช่วยผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้มันจึงมีปัญหามาตลอดว่า อะไรจะเก็บเงินได้เล็กๆ น้อยๆ ก็จะเก็บ

@ กรณีคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. บอกจะบังคับเอกชนให้ลดราคา 3 จีเห็นอย่างไร

    ทำได้หมด 1.เขาก็ต้องออกประกาศมาก่อน และที่บอกให้ราคา 15-20% สุดท้ายคำนวณตัวเลขมาเป็นกี่บาท แต่อันนี้ยังไม่ชัดว่า เขาจะให้ทำเสร็จเมื่อไร 3-6 เดือนหรือ 1 ปี และการออกประกาศจะบังคับได้จริงไหม เหมือนเรื่อง pre-paid ที่ออกประกาศไม่ให้ตัดวันหมดอายุ แต่เอกชนก็ยังตัดอยู่ ก็ไม่เห็นทำอะไรได้ สุดท้ายก็ต้องไปร้องเรียนเอา

@ คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า คนที่คัดค้านการประมูลครั้งนี้ เป็นผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ที่ชาติจะพัฒนา

    อันนี้น่าเศร้าและเสียใจนะ คือเราเข้าใจเพราะก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการมี 3 จี แต่เมื่อผลการประมูลออกมาโดยที่ขัดหลักความถูกต้องและส่อผิดกฎหมาย กสทช.ก็ต้องฟังกันบ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วมันก็เหมือนกับการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก มันก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม และมันก็จะนำไปสู่ปัญหาไม่สิ้นสุด

    การมองว่าถ่วงความเจริญ มันมองได้ 2 มุม ฝ่ายหนึ่งที่เขาเชื่อว่า การที่ประเทศไทย  ไม่มีระบบธรรมาภิบาล ไม่โปร่งใส  ไม่แข่งขันกันจริงๆ เป็นระบบคอนเน็กชั่น เส้นสาย หรือชอบการฮั้ว มันคือสัญลักษณ์ของความไม่เจริญ หรือประเทศชาติไม่พัฒนา ต่างชาติมองมาก็รู้สึกว่าสมเพศ ดังนั้น ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ประเทศจะเจริญขึ้น

    อีกฝ่ายก็บอกว่า การไม่มีเทคโนโลยี มันคือการถ่วงความเจริญ แต่เราคิดว่าทั้ง 2 มุม ก็ถูกทั้งสอง 3 จีประเทศไทยมันก็ช้ามามากแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะปรับแก้ หาจุดที่วิน-วินไม่ได้เลย ฉะนั้นเราก็เสนอไปแล้วว่า ถ้าไม่รีบจัดประมูลใหม่ก็ต้องเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นรูปธรรมภายใน 3-6 เดือน ซึ่งจากกระแสแรงกดดันเขาก็ต้องแถลงออกมา แต่เราคิดว่า ยังไม่พอ ที่สำคัญก็ยังไม่ได้ไปชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต คือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคก็ต้องทำ เป็นหน้าที่ แต่การตอบข้อสงสัยในอดีตจากผลการประมูลก็ยังต้องตองไปเรื่อยๆ

    ส่วนตัวมองว่า ที่สุดแล้ว เอกชนก็คงได้ไปแล้ว ประชาชนก็คงได้ใช้ แต่ก็เห็นด้วยกับ อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอว่า มันก็ต้องจะต้องมีคนรับผิดชอบบ้าง เช่นอาจทำอะไรที่ดีหรือเพื่อประโยชน์ประชาชนมากๆ หรือ รับผิดชอบผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะคลางแคลงใจเช่นนี้ตลอดไป จนกว่ามันจะมีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า ได้รับความเป็นธรรม

    เรื่องนี้ มันสะท้อนความเห็นสังคมที่มันแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน ทั้งที่เราก็ไม่อยากอยู่ขั้วไหน ไม่ว่าขั้วล้มประมูล หรือ ขั้วที่ถูกกล่าวหาว่า ฮั้วแล้วผิดกฎหมาย และเอื้อประโยชน์เอกชน จนลืมประโยชน์ผู้บริโภค แต่พอไม่มีทางตรงกลาง  มันก็ต้องบีบให้เราเลือกว่า ถ้ายึดหลักการเราก็ต้องเลือกที่จะไม่รับ  เพราะกระบวนการมันผิด  ก็เหมือนกับการเมือง ที่ถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง และน่าเศร้าที่ประเทศไทยไม่มีทางออกให้มันวิน-วิน เหมือนกับต้องชอบระบอบทักษิณ พรรคเสียงข้างมาก และตัดสินทุกอย่างถูกหมด โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง หรือว่าต้องลงด้วยรัฐประหารล้มไปเลย ซึ่งมันไม่ควรสุดขั้วทั้ง 2 ทาง ควรจะเป็นระบอบที่เราหาจุดตรงกลางแล้วฟังเหตุผลกันและกัน แล้วถอยให้บ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็คิดว่า มีอำนาจประทับตราแล้ว ชนะแล้ว โดยที่ฝืนกระแสสังคม  แต่มันก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดิมพันทางการเมืองมันสูง และผลประโยชน์ก็สูง มันจึงมีแต่ได้หรือเสีย ซึ่งมันไม่ดี

@ คนที่อยากให้เดินหน้า 3 จีเพราะเห็นว่าถ้าประมูลใหม่ หรือถ้ามีการถอดถอน กสทช. ก็เสียเวลาเป็นปีที่จะมาเริ่มต้นใหม่กันอีก

    ก็เห็นด้วยว่า มันช้า ถึงได้ลังเลเหมือนกันว่า มันควรจะมีทางออกอย่างไรดี แต่ว่าถ้าจัดประมูลใหม่ด้วยสูตรใหม่ ภายใน 2-3 เดือนก็ทำได้ ไม่ใช่ช้าไปอีก 2-3 ปี

@ กสทช.อ้างว่า การประมูล 3 จี คือภารกิจเพื่อชาติ ลาวมี 3 จีใช้แล้ว ไทยล้าหลัง ดังนั้น ต้องมีให้เร็ว ไม่ว่าประมูลถูกหรือผิด กระทั่งเกิดการฮั้ว

    แทนที่จะคิดกลับกันว่า ภารกิจเพื่อชาติ ภาคเอกชนก็ควรจะเสียสละกันบ้าง หรือว่า กสทช.ก็ควรจะคิดว่า ไม่ต้องไปเอื้อเอกชนมาก เพราะยังไงเขาก็อยากได้อยู่แล้ว มันก็จะลงตัว เรื่องนี้ถ้าแก้ 2 จุดตั้งแต่แรกก่อนประมูล คือปรับราคาตั้งต้นเท่าราคาประเมินของทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จบ ไม่ต้องมากกว่านี้ก็ได้นะ แต่นี่ไปปรับให้ขาดทุนตั้ง 2 พันล้านบาท ตอนแรกเราจ้างจุฬาสำรวจเขาให้ 6 พันกว่าล้าน แล้ว กสทช.มากำหนดให้เหลือ 4 พันกว่าล้าน มันจึงตอบสังคมยาก

    และการที่มีผู้ร่วมประมูล 3 ราย แม้จะไม่รู้ตอนแรกจะมี 3 ราย แต่พอหลังจากก่อนประมูล รู้อยู่แล้วว่า มี 3 ราย ทำไม ไม่ให้มีการประชุมด่วน และปรับเงื่อนไขการประมูลบางอย่าง เช่น ถ้าใครไม่เคาะ เคาะแรก อาจจะตัดสิทธิ์ เพื่อให้เกิดการเคาะ 1-2 ครั้ง เพราะถ้าทำอย่างนี้ ถึงเอกชนที่มาประมูล ไม่เคาะมันก็ได้อยู่แล้ว เพราะกติกาเรามันเอื้อ

    และความจริงต้องกำหนดเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคไปตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาทำตามหลัง คือเขียนไปเลยว่า สัญญาต้องชัดพูดถึงขยาย 3 จีให้ได้ 80% ใน 2 ปี ถ้าไม่ทำตามนี้เราจะปรับ หรือเรื่องเพดานที่บอกว่า 15-20% ก็ให้คิดมาตั้งแต่แรกเลย แล้วก็กำหนดในเงื่อนไขการประมูล ไม่ใช่มาพูดตามหลัง สังคมก็จะโกรธน้อยลง แต่ 3 เรื่อง ไม่ได้ทำตั้งแต่แรกไง

    นอกจากนี้ หลังประมูลเสร็จ 2 วันให้หลัง น่าจะชะลอรับรองการประมูลนิดนึงซัก 1 สัปดาห์ แล้วก็เรียกประชุม แล้วก็ออกมติเสริมเข้าไปว่า ก่อนให้ไปอนุญาต คุณจะต้องทำเพื่อผู้บริโภค แต่อันนี้เกิดขึ้นภายในช่วง 3 วัน ซึ่งรวดเร็วมาก กระแสที่จากที่เชียร์ มันพลิกกลับเป็นฝุ่นตลบ แล้วเพิ่งมันประกาศให้เอกชนต้องลดราคา ซึ่งสังคมเขาก็ด่ากันทั้งเมืองแล้ว จะมาแก้เก้อตามหลัง คนเขาก็เสียศรัทธาไปแล้ว

@ ความไม่ชอบมาพากลในการประมูล ถูกมองว่า เพราะมีผลประโยชน์ทางอ้อม

    เรื่องนี้เราไม่เห็นหลักฐาน แล้วเราก็เป็นกรรมการด้วยกัน ก็พูดยาก ที่จะไปกล่าวหากรรมการคนอื่นว่า เขาไม่ตรงไปตรงมา ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่ได้  เพราะไม่มีหลักฐาน ถ้าเราวิจารณ์ก็จะวิจารณ์แค่วิธีคิด การตัดสินใจ เรื่องดุลพินิจมากกว่า ว่าไม่รอบคอบ ผิดพลาด หรือไม่ฟังเสียงตักเตือน ถ้านอกเหนือจากนี้ก็คงสงวนสิทธิ์วิจารณ์เพราะเราไม่รู้ข้อมูลหลักฐาน แม้สังคมจะบอกว่า องค์กรนี้เป็นองค์กรที่มีผลประโยชน์สูงมาก คงต้องมีการล็อบบี้เอื้อประโยชน์อะไรกัน นั่นก็เป็นสิ่งสังคมต้องไปตรวจสอบต่อไป บัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. คอนเน็กชั่นอะไรต่างๆ  ที่จะต้องพิสูจน์ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ

    แต่ถ้าพูดจากคนในเราก็พูดได้ว่า แน่นอนว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ใครๆ ก็อยากมากดดัน ครอบงำ เสนออะไรต่างๆ ก็อยู่ที่เราใจแข็ง ถ้าเราวางตัว รักษาระยะห่างจากเอกชน สุดท้ายก็ไม่มีใครมายุ่งกับเราเอง เพราะเขาจะรู้ว่า เราเป็นคนอย่างไร นี่พูดถึงตัวเองนะ เราก็ต้องพยายามทำทุกอย่างให้โปร่งใส สาธารณะ มันก็เป็นเกราะป้องกัน  ซึ่งแต่ละท่านก็มีสไตล์ของตัวเอง เราไม่รู้หรอกว่า เขาจะคิดกันอย่างไร ก็คงสรุปยาก แต่ก็พูดได้ว่า ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายผลประโยชน์อยากจะแทรกแซงอยู่แล้ว อยู่ที่แต่ละคนว่าจะวางตัวเป็นอิสระได้มากแค่ไหน

@ ส่วนตัวเป็นตัวแทนจากภาคประชาชน ที่ผ่านมามีตัวแทนฝ่ายเอกชน มาพูดจาหว่านล้อมหรือไม่

    ช่วงแรกๆ เขาเข้าทุกคนแหละ เขาเรียกว่า เป็นช่วงทดสอบ อย่างที่เคยมีข่าวว่า มีการเอาของขวัญปีใหม่มาให้เป็นไอโฟน เราก็ไม่รับ เขาก็มาคุยโน้นนั่นนี่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วหละ (หัวเราะ) สำหรับเรานะ เพราะว่า เขาก็คงรู้สึกว่า เราก็เป็นตัวเรา และ เขาอาจจะไม่ได้แคร์แล้ว เพราะเป็นเสียงข้างน้อย ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจ และอีกอย่างเราไม่ได้อยู่ในบอร์ด กทค.  ซึ่งเป็นแหล่งที่มีอำนาจและผลประโยชน์จริงๆ กว่า บอร์ด กสท.นิดหน่อยนะ เช่น คลื่น 3 จี และปีหน้าจะมีคลื่น 4 จี อีกหลายคลื่นในอนาคต และเดิมพันมันหมื่นล้าน แสนล้านทั้งนั้น แต่ช่วงแรกๆ ที่ เรามี กสทช. 11 คน เขาก็เข้าหาทุกคนแหละ เพราะเป็นช่วงลองของมั้ง ดูท่าที ใครจะเปิดรับหรือไม่ แต่เมื่อทำงานแล้วเข้าที่เข้าทาง แล้วเขารู้ว่า ใครมีอำนาจตัดสินใจ ใครกุมสภาพ

    ส่วนฝั่งกระจายเสียง (กสท.) ที่เราอยู่ พอเริ่มทำงาน ก็เจอม็อบวิทยุชุมชน  ปัญหาโฆษณาเกินจริง มันเป็นปัญหาสังคมเสียเยอะ มันเป็นความท้าทายอีกแบบ ซึ่งมันต้องเจอกลุ่มต่างๆ ที่เขาไม่ยอม แน่นอนก็มีผลประโยชน์เหมือนกัน เพราะต้องสู้กับหน่วยงานรัฐเดิม ที่เขาไม่ยอมคืนคลื่นความถี่ และสิ่งที่จะพิสูจน์บอร์ดกระจายเสียง อีกทีก็คือปีหน้า ก็อยากให้จับตาดู การจัดสรรคลื่นใหม่คือ ดิจิตอลทีวี ที่จะมีความคมชัด มันจะเป็นฟรีทีวี 20 กว่าช่อง ใครได้ไปก็ได้ใบอนุญาตไป 15 ปี ซึ่งใครก็หมายตาอยากจะได้

    งานฝั่งกระจายเสียง ผู้เล่นมันหลากหลายกว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับเอกชนยักษ์ใหญ่ 3 เจ้าเหมือนทาง กทค. แต่เป็นเหมือนผึ้งแตกรัง เป็นหย่อมๆ บางทีก็โดนผึ้งต่อย เราก็ต้องระวังในการที่ต้องไปกำกับดูแล วิทยุชุมชน 6 พันกว่าแห่ง เคเบิลพันกว่าแห่ง ดาวเทียมพันกว่าแห่ง ซึ่งมันไม่ผูกขาดเท่าโทรคมนาคม ที่มันผูกขาด 1 แสนล้าน ส่วนกระจายเสียง มันไม่เคยมีกติกามาก่อน มันจึงสับสนอลหม่าน

    ทีวีดิจิตอล มีรายละเอียดต้องดูกันเยอะ  มีกลุ่มทุนหลายประเภท เช่น นายทุนขายไก่ ทุนธนาคาร ทุนสื่อสาร ทุนอาหาร ขายรถ ขายดาวเทียม ขายเหล้า ถ้าเขามีเงินเยอะมาลงทุน แล้วถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้งด้วย เขาก็คงไม่ได้ เพราะทุกคนก็อยากเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ทุกคนก็จะหมายตาเหมือนตอนประมูลไอทีวี มันจะเกิดปรากฎการณ์อย่างนี้ ทีนี้ถ้าเราทำให้เกิดการแข่งขันจริงๆ มันจะปรากฏการณ์คนได้กับคนไม่ได้ นี่จึงเป็นงานที่ท้าทายในอนาคตเพราะสังคมจะจับตาว่า จะเอื้อใครเป็นพิเศษไหม

@ เดิมก่อนเป็น กสทช. เคยให้สัมภาษณ์คาดการณ์ไว้ว่า จะต้องมีเหตุการณ์ล้มประมูลแน่นอน มาวันนี้รู้สึกอย่างไร

    (ถอนหายใจยาว) เราคิดว่า สังคมไทย แรงขับของทุน และภาคเอกชนสูงนะ และเป็นทุนที่สนิทสนมกับการเมือง ฉะนั้น มันอยู่ที่ความฉลาดในการกำกับ บริหาร และจัดการของคนกำกับดูแล ว่าเราจะประสานประโยชน์ให้เป็นธรรม และไม่เอื้อฝ่ายใครฝ่ายหนึ่ง การฟ้องร้องก็จะลดลง  แต่ถ้าเราเอาไปโยงกับเรื่องกลุ่มทุน กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง หรือทำให้เห็นว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เสียมากเกินไป เช่น รัฐเสีย เอกชนได้เกินไป หรือกลุ่มทุนนั้นนี้ได้ ถ้าออกอย่างนี้ก็ยาก ดังนั้น ต้องตั้งหลักให้เป็นธรรม มีเหตุผลอธิบายได้ ไม่ฝืนความรู้สึกคน

@ เป็นเสียงข้างน้อย แล้วมีความอึดอัดใจในการทำงาน ลำบากแค่ไหน

    ก็ลำบากขึ้น ต้องไม่ประมาท ต้องระวังหน้าระวังหลัง เราต้องระวังตัวเราเองด้วย ถ้าเรามีอะไรพลาดเล็กๆ น้อยๆ เขาก็จะหาจุดตรงนี้มาโจมตีหรือดิสเครดิตเรา มันทำให้เราเกร็ง จะพบ จะคุยกับใคร (หัวเราะ) มันเกร็งไปหมด เหมือนต้องวางตัวเหมือนผู้พิพากษาเลยนะ เราค่อนข้างเก็บตัวนะ ตั้งแต่มาทำงานนี้ คือไม่ค่อยสังสรรค์ ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน  ถ้าจะออกไปพบผู้คนก็จะไปตามงาน เช่น งานภาคประชาชน ผู้บริโภค ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ประกอบการ เจอกันบ้างเช่น เขามาคุยที่นี่ หรือ เจอในวงสัมมนาสั้นๆ คือ เรากันตัวเอง เพราะการเป็นมนุษย์ทุกคนมันมักมีความใจอ่อน ไม่ใช่ว่า มีผลประโยชน์นะ แต่หมายถึง ถ้าคุยมากแล้วมันจะทำให้เกรงใจ รู้จักสนิทกันแล้ว

    ฉะนั้น รักษาระยะห่างดีกว่า สบายใจกว่า เพราะสังคมไทยเป็นสังคมคอนเน็กชั่นสูง อย่าง กสทช.หลายท่านก็ไปเรียนหลักสูตรต่างๆ เต็มไปหมด บางทีเขาก็ชอบสังสรรค์ ซึ่งมันดีสำหรับเขา เพราะเขาเชื่อไงว่า อยู่ในตำแหน่งนี้มันต้องต่อยอด เจอคนนั้น คนนี้ อย่างเราไม่ไปเรียนหลักสูตร  เพราะการเรียนเหล่านี้มันมีภาคเอกชน บางครั้งก็มีผู้ประกอบการ มีรัฐมนตรีด้วย ข้อดีคือ มีคอนเน็กชั่น แต่งาน กสทช. มันไม่จำเป็นต้องใช้คอนเน็กชั่น เพราะมันไม่ได้ทำธุรกิจ แต่คนอื่นเขาไมได้คิดแบบเรา

    เราจะพบกับผู้บริโภคบ่อย เขาไม่มีผลประโยชน์อะไร แล้วเขาไม่ได้คาดหวังอะไรจากเราว่าเราทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เวลาคุยอะไรก็ไม่ต้องมาคอยระวังว่า เขาจะมาดักฟัง มาล็อบบี้เราหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ผู้ประกอบการก็วิจารณ์เราว่า ไม่เปิดใจกว้าง หรือไม่เข้าใจธุรกิจ แต่เราคิดว่า มันก็เป็นแนวทางการทำงานของเรา  บางทีเราคุยกับบอร์ด กสทช. บางท่านน้อยกว่าคุยกับทวิตเตอร์อีกนะ

    บางท่านบอกว่า ไปสังสรรค์เอานอกรอบกันบ้าง ตีกอล์ฟ คาราโอเกะ แต่เราก็ไม่ทำ ข้อเสียของเราก็คือ แข็งๆ เกร็งๆ ก็คุยกับแบบมีกำแพง แต่ข้อดีก็คือ เราคุยกันด้วยหลักการจริงๆ ไม่ใช่ว่าต้องมาเกรงใจกัน อีกอย่างเราก็เป็นผู้หญิง วิถีชีวิตก็ไม่เหมือนเขา ตรงนี้ก็เป็นทั้งจุดอ่อน จุดแข็งตัวเอง

@ ตลอด 1 ปีที่มาเป็น กสทช. ได้บทเรียนอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่

    เร็วกว่าที่เราคิด ตอนเข้ามาใหม่ๆ 11คน โปรดเกล้าฯ เสร็จมองตา ก็รู้สึกดีกัน ประวัติทุกคนก็ดีกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครถูกวิจารณ์หรือถูกโยงใยเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ก่อนเข้ามาเป็น กสทช. ทุกคนก็ใสกัน มีการสัญญา กินข้าวกัน สังคมเชียร์กัน และบรรยากาศช่วง 1-2 เดือนในการทำงาน ก็เกิดน้ำท่วม เราก็ยังสามัคคีกันดี เขายังตั้งเราให้เป็นโฆษก กสทช.แต่เผลอแปบเดียว เราก็ลาออกจากโฆษก ไม่ต้องรอให้ใครมาปลด เพราะเราชอบพูดความคิดเห็นตัวเองด้วย มันก็ไม่ดีไง แล้วบรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ พีคสุดก็เรื่องนี้แหละ แต่ก่อนหน้านี้ยังตึงๆ กันบ้าง ยังแซว ยิ้มกันได้

@ เพราะเรื่องประมูลหรือ

    เพราะมันเดิมพันสูง สังคมเขาจับตา ก่อนหน้านี้ที่เถียงกัน ก็คือสูตรในการคืนคลื่นความถี่ ตอนนั้นก็เถียงกัน อีกเรื่องก็เป็นเรื่องกรีนเวฟ คลื่น 106.5 ที่เป็นคลื่นของ กสทช. แต่เราไปให้เอกชนเช่าช่วง เราก็เสนอให้ยุติ แต่มันก็หายไป อีกเรื่อง กรอบงบประมาณ กสทช. ที่เราเห็นว่า ใช้เงินดูไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับภารกิจ มันดูมีงบที่มันอธิบายไม่ได้เยอะ เราก็โหวตไม่รับ แต่สังคมก็ไม่อินเรื่องนี้ 3-4 เรื่องแม้จะมีการปะทะทางความคิดกัน แต่มันไม่แหลมคมมาก พอสังคมไม่ตอบรับมาก ก็ไม่เป็นข่าวมาก แต่เรื่อง 3 จี เราก็ทำตามปกติ แต่กลายเป็นว่า สื่อจับประเด็นขยายต่อ แสดงว่าเรื่องนี้สังคมรับเห็นด้วย เลยเกิดเป็นการปะทะกันขึ้น

@ คนที่ค้านการประมูล 3 จีครั้งนี้ อย่างสุภิญญา เป็นตัวถ่วงความเจริญอย่างที่เขาพูดกันไหม

    ไม่..เรากลับมองว่า เราทำให้ประเทศชาติมีอารยะมากขึ้นในระดับสากล ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องกอบกู้ เมื่อพูดถึงประเทศไทย เพราะต่างชาติเขาไม่เชื่อมั่น ไม่อยากลงทุนมาแข่งขันที่ถูกมองว่า ไม่เจริญ แต่เรื่องนี้ ถ้าแก้ได้ให้มันไม่เอื้อประโยชน์กับใคร ยึดหลักการ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ประเทศชาติมันเจริญด้วยวิธีคิดคนที่จะยอมรับ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม มันมีอยู่ได้จริง และองค์กรกำกับที่อยู่ตรงกลาง รัฐ เอกชน ประชาชน ไม่งั้นเราก็จะมาตอกย้ำความคิดสังคมเดิมๆ ว่า ก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นวงจรเดิม อำนาจ ประท้วงอำนาจ ประเทศก็ล้าหลัง

สำนักข่าวอิศรา
http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C/59-2012-08-12-13-59-01/17365-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A.html

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.