Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

12 ธันวาคม 2555 (เดินหน้า3Gประเทศไทย)ค่าบริการถูกลงจากเดิมจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน ต้องจิกคุณภาพ//คุ้มครองผู้บริโภคยันต้องลดซ้ำซ้อน

ประเด็นหลัก


เห็นว่า กสทช.ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการจะดีกว่า “ถามว่าค่าบริการถูก ลงจากเดิมจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน เหมือนห้างสรรพสินค้าลดราคาหรือไม่ แต่ก่อนลดราคาได้บวกราคาเพิ่มไปแล้ว ตรงนี้ไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากที่ผ่านมา 5 ปีค่าบริการจากค่ายมือถือลดลงไปมากพอสมควร และมีการแข่งขันในตลาดสูง กสทช.ควรเน้นให้แข่งขันอย่างเสรี และให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจจะเหมาะสมกว่า เพราะปัจจุบันลูกค้าสามารถย้ายค่าย ได้ตลอดเวลา”



ดร.สุทธิพล? ชี้ว่า อำนาจที่ทับซ้อนกันทำให้ กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมของ สำนักงาน กสทช. มีบทบาทเหมือนกับฝ่ายธุรการที่เน้นการทำงานรองรับภารกิจของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ทำให้การขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงาน กสทช. ในเรื่องดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

“ปัญหานี้ ทำให้ภารกิจด้านการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมของสำนักงาน กสทช. ขาดประสิทธิภาพ ขาดการดำเนินการในเชิงรุก เป็นผลให้ กรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ไม่สามารถพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม?? พ.ศ. 2544? กำหนด

“เพราะสำนักงาน กสทช. เข้าใจว่าเรื่องร้องเรียนที่รับเข้ามาแล้วจะต้องเสนอผ่านคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ทั้งหมด ประกอบกับกรอบอำนาจหน้าที่ที่ กสทช. กำหนดไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมมีมากมายถึง 9 ประการ ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ภารกิจหลักของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคือการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน ส่วนการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กสทช. กำหนดเป็นเพียงภารกิจรอง”

นอกจากนี้พบว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้นมีเรื่องร้องเรียนที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ที่เสนอมาให้ กทค. พิจารณาเป็นจำนวนน้อยมาก และพบว่าเรื่องค้างพิจารณาและไม่ถูกส่งเข้ามายัง กทค. เป็นจำนวนมาก หากมีการให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นย่าน 2.1 GHz ก็หมายถึงว่าจะมีบริการโทรคมนาคมมากขึ้น เรื่องร้องเรียนย่อมมากขึ้นตามลำดับ? หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ จะเกิดผลเสียหายทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วน

“เรื่องนี้จะไปโทษสำนักงาน กสทช. ก็ไม่ได้ เพราะอำนาจหน้าที่มันทับซ้อนกัน เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ชัดเจน สำนักงาน กสทช. ก็เลยเข้าใจว่าต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ กลั่นกรอง ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เรื่องยาก หรือเรื่องที่เร่งด่วน ครั้นจะไปโทษคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯก็ไม่ได้ เพราะคำสั่งของ กสทช. ที่แต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม แต่ไปให้อำนาจหน้าที่โดยเฉพาะในส่วนภารกิจรองเสียมากมาย ทำให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ เกิดความสับสนไปปฏิบัติภารกิจในส่วนที่เป็นภารกิจรอง จนไม่มีเวลาปฏิบัติภารกิจหลัก”





___________________________________



นักวิชาการจี้ กสทช.คุมให้ถูกจุด แนะตามจิกคุณภาพบริการดีกว่า

นายวีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมิน และการออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าหลังจากศาลปกครองกลางมีมติไม่รับคำฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยื่นฟ้องสำนักงาน กสทช. ต่อกรณีการประมูลคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อออกใบอนุญาต 3 จีว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นอำนาจของศาลที่พิจารณาและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเพื่อให้เมืองไทยได้มีบริการ 3 จี ทั้งนี้คาดว่าเมื่อไทยมีระบบสัญญาณ 3 จีที่สมบูรณ์แล้ว เรื่องที่จะมีความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือบริการ Internet Banking เพราะสะดวกและผู้ใช้บริการไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารเหมือนในปัจจุบัน

ส่วนกรณีที่ กสทช.จะกำกับดูแลอัตราค่าบริการทั้งประเภทเสียงและข้อมูล 3 จีให้ลดลงไม่น้อยกว่า 15-20% จากค่าบริการในปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ค่าบริการที่ถูกและมีคุณภาพ แต่ ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเนื่องจากอาจเกิดการฮั้วกันได้ และเห็นว่า กสทช.ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการจะดีกว่า “ถามว่าค่าบริการถูก ลงจากเดิมจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน เหมือนห้างสรรพสินค้าลดราคาหรือไม่ แต่ก่อนลดราคาได้บวกราคาเพิ่มไปแล้ว ตรงนี้ไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากที่ผ่านมา 5 ปีค่าบริการจากค่ายมือถือลดลงไปมากพอสมควร และมีการแข่งขันในตลาดสูง กสทช.ควรเน้นให้แข่งขันอย่างเสรี และให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจจะเหมาะสมกว่า เพราะปัจจุบันลูกค้าสามารถย้ายค่าย ได้ตลอดเวลา”

ทั้งนี้ สิ่งที่ กสทช.ควรต้องเน้นคือเรื่องคุณภาพการให้บริการว่า เมื่อเปิดบริการ 3 จีแล้วการติดต่อสื่อสารจะคล่องตัว สายไม่หลุด เครือข่ายไม่ล่ม ถ้าคุณภาพบริการไม่ดี กสทช.ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการซึ่งจะเหมาะสมกว่า.

ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/eco/312428

__________________________________


สุทธิพล ทวีชัยการ กับการคุ้มครองผู้บริโภคยุค3G ลดการทำงานซ้ำซ้อนในกสทช.

การให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิตรซ์(GHz) จะเกิดขึ้นในช่วงประมาณต้นปี 2556 ขณะที่ สำนักงานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ได้มองข้ามการคุ้มครองผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม เมื่อมามองการคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า เรื่องที่ผู้บริโภคร้องเรียนมาจะได้รับการแก้ไขล่าช้า ประเด็นหลัก คือ การทำงานทับซ้อนกันระหว่างอำนาจ



ของ “สำนักงาน กสทช.”กับอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค”

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ? หนึ่งใน กสทช. และ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ ด้านโทรคมนาคม? ชี้แจงประเด็นปัญหานี้ว่า จะเร่งแก้ไขประเด็นนี้ และลดปัญหาความล่าช้าการเข้าไปดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม

โดยการแก้ไขนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงกรอบอำนาจหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งต้องเร่งแก้ไขประกาศ กทช. เรื่องกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการพ.ศ. 2549 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในส่วนของกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับการพิจารณา และเสนอความเห็น เรื่องร้องเรียนระหว่างสำนักงาน กสทช. และคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ให้เกิดความชัดเจน

พร้อมเชื่อว่า หากการปรับปรุงจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของงานทำให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้บริโภค โดยจะทำให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนของ กสทช. โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม( กทค.) เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ขณะนี้กระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนของ สำนักงาน กสทช. ยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และยังขาดประสิทธิภาพ”

พร้อมกันนี้ยังชี้แจงในประเด็นของกฎหมาย และเป็นที่มาของปัญหาว่า สาเหตุดังกล่าวมาจาก ?ประกาศ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) เรื่อง กระบวนการรับเรื่องร้องเรียน และพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการ ที่ออกมาเมื่อปี 2549 นั้น ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กล่าวคือเมื่อมีการตั้ง กทช.ในขณะนั้น ยังไม่มี คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค”

ต่อมาเมื่อมีการบัญญัติพร..บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม? ในปีพ.ศ. 2553? มีการตั้ง คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตามมา และกฎหมายนี้กำหนดให้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน และ ไป “ทับซ้อน”กับอำนาจของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

“ พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน แต่ในขณะเดียวกันก็ให้อำนาจหน้าที่แก่สำนักงาน กสทช.? ในการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเสนอความเห็นต่อ กสทช.ด้วย”

ดร.สุทธิพล? ชี้ว่า อำนาจที่ทับซ้อนกันทำให้ กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมของ สำนักงาน กสทช. มีบทบาทเหมือนกับฝ่ายธุรการที่เน้นการทำงานรองรับภารกิจของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ทำให้การขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงาน กสทช. ในเรื่องดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

“ปัญหานี้ ทำให้ภารกิจด้านการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมของสำนักงาน กสทช. ขาดประสิทธิภาพ ขาดการดำเนินการในเชิงรุก เป็นผลให้ กรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ไม่สามารถพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม?? พ.ศ. 2544? กำหนด

“เพราะสำนักงาน กสทช. เข้าใจว่าเรื่องร้องเรียนที่รับเข้ามาแล้วจะต้องเสนอผ่านคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ทั้งหมด ประกอบกับกรอบอำนาจหน้าที่ที่ กสทช. กำหนดไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมมีมากมายถึง 9 ประการ ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ภารกิจหลักของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคือการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน ส่วนการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กสทช. กำหนดเป็นเพียงภารกิจรอง”

นอกจากนี้พบว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้นมีเรื่องร้องเรียนที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ที่เสนอมาให้ กทค. พิจารณาเป็นจำนวนน้อยมาก และพบว่าเรื่องค้างพิจารณาและไม่ถูกส่งเข้ามายัง กทค. เป็นจำนวนมาก หากมีการให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นย่าน 2.1 GHz ก็หมายถึงว่าจะมีบริการโทรคมนาคมมากขึ้น เรื่องร้องเรียนย่อมมากขึ้นตามลำดับ? หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ จะเกิดผลเสียหายทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วน

“เรื่องนี้จะไปโทษสำนักงาน กสทช. ก็ไม่ได้ เพราะอำนาจหน้าที่มันทับซ้อนกัน เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ชัดเจน สำนักงาน กสทช. ก็เลยเข้าใจว่าต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ กลั่นกรอง ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เรื่องยาก หรือเรื่องที่เร่งด่วน ครั้นจะไปโทษคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯก็ไม่ได้ เพราะคำสั่งของ กสทช. ที่แต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม แต่ไปให้อำนาจหน้าที่โดยเฉพาะในส่วนภารกิจรองเสียมากมาย ทำให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ เกิดความสับสนไปปฏิบัติภารกิจในส่วนที่เป็นภารกิจรอง จนไม่มีเวลาปฏิบัติภารกิจหลัก”

“จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงกรอบอำนาจหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งต้องเร่งแก้ไขประกาศ กทช. เรื่องกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน เชื่อว่าผลจากการปรับปรุงนี้จะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของงานทำให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้บริโภค โดยจะทำให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนของ กสทช. โดย กทค. เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ดร.สุทธิพล กล่าวสรุปในตอนท้าย

แนวหน้า
http://www.ryt9.com/s/nnd/1547107

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.