Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

31 ธันวาคม 2555 ข่าวเด่น 2555 ผ่านฐานเศรษฐกิจ!! DTAC ล่มซ้ำซาก รวม 5 ครั้ง // เปลื่ยนประธานTOTเหตุ3G // สกัดแจ้งเกิด 3 ฌ

ประเด็นหลัก

*** ล่มซ้ำซาก
   เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกเรื่องนี้ถูกตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปในห้อง "มาบุญครอง" ออกมาถล่มทลายกรณีเรื่อง "สัญญาณมือถือดีแทคล่ม" เหตุผลที่ "ฐานเศรษฐกิจ" เลือกข่าวสัญญาณมือถือดีแทคล่ม มาเป็นข่าวอันดับแรก เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ดีแทค ที่ล่มแล้วล่มอีกถึง 5 ครั้งในเวลาใกล้เคียงกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2554  ถัดจากนั้นสัญญาณล่มเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 มกราคม 2555 ผ่านมาเพียง 3 วัน คือ วันที่ 8 มกราคม 2555 สัญญาณมือถือล่มเป็นครั้งที่ 3, ส่วนครั้งที่ 4 สัญญาณล่ม เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 บริเวณภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ พะเยา และ แม่ฮ่องสอน
   และ ครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่ 5 เกิดจากความขัดข้องของอุปกรณ์ MPLS Signaling Router หนึ่งเครื่องในจำนวนอุปกรณ์ MPLS Signaling Router จำนวนหลายคู่ ที่ใช้งานอยู่ที่ศูนย์  Switching Center รังสิต ส่งผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าของ DTAC จำนวน 4 ล้านเลขหมาย หรือราว 20% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดทั่วประเทศ
 





พันธ์เทพ จำรัสโรมรัน **** "พันธ์เทพ" ไขก๊อก ประธานบอร์ด ทีโอที



  สำหรับแผนการดำเนินงาน 3 จี เฟส 2 บอร์ดทีโอทีอนุมัติงบประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยติดตั้ง 3 จี 12,000 สถานีและติดตั้ง 4 จี จำนวน 2,000 สถานี




*** สกัดแจ้งเกิด 3 จี
   เรื่องนี้การประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ถ้าไม่บรรจุเป็น 5 ข่าวเด่นคงไม่ได้แน่นอนเพราะเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เนื่องจากอุตสาหกรรมมือถือกำลังเปลี่ยนบทบาทจากระบบสัมปทานก้าวไปสู่ระบบใบอนุญาตเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
   แม้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองการประมูล 3 จี หลังที่ศาลปกครองกลางชี้ช่องให้กลุ่มกรีนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางและในที่สุด 3 ธันวาคม 2555 ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้อง และ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้เซ็นอนุมัติออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการให้กับผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ราย
   เหตุผลที่ "ฐานเศรษฐกิจ" เลือก 3 จี มาเป็นเรื่องเด่นในปี 2555 เนื่องจากว่าเมื่อสิ้นสุดการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์จำนวน 45 คลื่นความถี่ แบ่งเป็น 5 สลอตสลอตละ 9 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ด้วยมูลค่าประมูลอยู่ที่ 41,625 ล้านบาท หลังการประมูลยุติ  กสทช. ถูกตั้งคำถามกรณีราคาที่ประมูลได้ต่ำเกินความเป็นจริงจนส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามว่า "ฮั้ว"
   และที่สำคัญไปกว่านั้นฝ่ายที่คัดค้านอันได้แก่ กลุ่มกรีน นำโดยนายสุริยะใส กตะศิลา  ออกโรงยื่นต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งยับยั้ง และ ก่อนการประมูล ดร.อนุภาพ ถิรลาภ ก็ยื่นฟ้องต่อศาลแต่ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับฟ้อง นอกเหนือจากมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ได้ยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้ยื่นในนามส่วนตัวเพื่อให้ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบเช่นเดียวกัน รวมไปถึงนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาฯ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.),ชูยศ โอจงเพียร ตัวแทนสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค
 


***แท็บเลตนักเรียนป.1 กว่า 800,000 เครื่อง

   อีกหนึ่งข่าวเด่นในปีนี้  เห็นจะเป็นข่าวการจัดซื้อแท็บเลตภายใต้นโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเลตต่อ 1  ที่มีการจัดซื้อแท็บเลตล็อตใหญ่ ให้กับนักเรียนโครงการเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่  1 ทั่วประเทศมากกว่า  860,000 เครื่อง โดยเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมของพรรค "เพื่อไทย"ที่ถูกนำมาใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2554   และถูกปลุกเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้งเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555   เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์  2555  มีมติมอบหมายให้กระทรวงไอซีที เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อแท็บเลต ภายใต้นโยบายจัดซื้อแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน  ภายหลังจากที่นายสี จิ้นผิง รองประธานธิบดีจีน เดินทางมาไทยและลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่  รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่างๆ























__________________________________


ข่าวดี-ร้าย ระทึก!ในไลน์ไอซีที

สำหรับในปี 2555 ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นในแวดวงอุตสาหกรรมไอซีทีมีข่าวความเคลื่อนไหวหลาย ๆ ด้าน หากแต่โต๊ะข่าวไอทีดอทคอมของ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้เลือก 5 ข่าวเด่นประจำปี เพื่อลำดับเป็นกรณีศึกษา เมื่อเกิดขึ้นใหม่จะมีทางออกที่ดีกว่าต่อไป

*** ล่มซ้ำซาก
   เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกเรื่องนี้ถูกตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปในห้อง "มาบุญครอง" ออกมาถล่มทลายกรณีเรื่อง "สัญญาณมือถือดีแทคล่ม" เหตุผลที่ "ฐานเศรษฐกิจ" เลือกข่าวสัญญาณมือถือดีแทคล่ม มาเป็นข่าวอันดับแรก เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ดีแทค ที่ล่มแล้วล่มอีกถึง 5 ครั้งในเวลาใกล้เคียงกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2554  ถัดจากนั้นสัญญาณล่มเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 มกราคม 2555 ผ่านมาเพียง 3 วัน คือ วันที่ 8 มกราคม 2555 สัญญาณมือถือล่มเป็นครั้งที่ 3, ส่วนครั้งที่ 4 สัญญาณล่ม เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 บริเวณภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ พะเยา และ แม่ฮ่องสอน
   และ ครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่ 5 เกิดจากความขัดข้องของอุปกรณ์ MPLS Signaling Router หนึ่งเครื่องในจำนวนอุปกรณ์ MPLS Signaling Router จำนวนหลายคู่ ที่ใช้งานอยู่ที่ศูนย์  Switching Center รังสิต ส่งผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าของ DTAC จำนวน 4 ล้านเลขหมาย หรือราว 20% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดทั่วประเทศ
   โดยการเยียวยา 3 ครั้งแรก ดีแทค  ยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรวมกันกว่า 400 ล้านบาทในครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 20 ล้านราย เป็นมูลค่า 300 ล้านบาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 1.8 ล้านราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 2 ล้านราย
       แต่สำหรับการเยียวยาครั้งล่าสุด ดีแทค เลือกที่จะชดเชยเฉพาะลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนจริง มีเพียง 5 ล้านเลขหมาย หรือราวๆ 20% ของลูกค้าจำนวนทั้งหมด 23.5 ล้านเลขหมาย   โดยมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ ลูกค้าแบบเติมเงิน : โทร.ฟรี 80 นาทีในเบอร์ดีแทค 5 ทุ่ม ถึง 5 โมงเย็น ใช้ได้นาน 7 วัน รับสิทธิ์โทร.*10250 ส่วนลูกค้าแบบรายเดือน : โทร.ฟรีทุกเครือข่าย 100 นาที ใช้ได้นาน 30 วัน หรือใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่จำกัด นาน 7 วัน รับสิทธิ์โทร.*1737
   ซึ่งสัญญาณล่มทั้ง 5 ครั้ง เป็นบทเรียนอย่างสาหัสสำหรับ "ดีแทค" ต้องปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลกระทบต่อแบรนด์อย่างสิ้นเชิง
พันธ์เทพ จำรัสโรมรัน **** "พันธ์เทพ" ไขก๊อก ประธานบอร์ด ทีโอที
   เรื่องที่ 2 ที่ "ฐานเศรษฐกิจ" เลือกให้เป็น 5 ข่าวเด่น เนื่องจากเรื่องนี้มีกระแสข่าวลือหนาหูในแวดวงอุตสาหกรรมโทรคมนาคมว่า มีรายชื่อ  2 ป ในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์การประมูลติดตั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จนส่งผลให้ นายพันธ์เทพ จำรัสโรมรัน ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากประธานบอร์ดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยเขาเปิดใจแถลงข่าวถึงการลาออกพร้อมบอร์ด 8 คน ประกอบด้วย 1. นายพันธ์เทพ จำรัสโรมรัน  2.นายวาสุกรี กล้าไพรี  3. นายธนา ธรรมวิหาร 4.นายธนวัฒน์ อัมพุนันท 5. นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน 6.นายวัลลภ พลอยทับทิม  7.นายพงศ์รักษ์ จินดาสมบัติเจริญ และ8.น.อ. รศ.ดร.ประสงค์ ปราณีตพลกรัง  ว่า การลาออกของบรอ์ดทั้ง 8 คนเป็นความสมัครใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลและกระทรวงไอซีที ได้สรรหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน และมีกรรมการที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เพื่อที่จะได้นำพาบริษัทลูกของทีโอที เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ได้
   การลาออกครั้งนี้ไม่ทำให้โครงการ 3 จี เฟส 2 ที่ต้องลงทุนสะดุด เพราะแผนการดำเนินการที่ตั้งไว้นั้นถือว่าบอร์ดสามารถทำสำเร็จ แต่ทั้งนี้สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับการสรรหาบอร์ดทีโอทีชุดใหม่ของกระทรวงการคลัง สำหรับแผนการดำเนินงาน 3 จี เฟส 2 บอร์ดทีโอทีอนุมัติงบประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยติดตั้ง 3 จี 12,000 สถานีและติดตั้ง 4 จี จำนวน 2,000 สถานี
*** สกัดแจ้งเกิด 3 จี
   เรื่องนี้การประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ถ้าไม่บรรจุเป็น 5 ข่าวเด่นคงไม่ได้แน่นอนเพราะเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เนื่องจากอุตสาหกรรมมือถือกำลังเปลี่ยนบทบาทจากระบบสัมปทานก้าวไปสู่ระบบใบอนุญาตเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
   แม้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองการประมูล 3 จี หลังที่ศาลปกครองกลางชี้ช่องให้กลุ่มกรีนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางและในที่สุด 3 ธันวาคม 2555 ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้อง และ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้เซ็นอนุมัติออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการให้กับผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ราย
   เหตุผลที่ "ฐานเศรษฐกิจ" เลือก 3 จี มาเป็นเรื่องเด่นในปี 2555 เนื่องจากว่าเมื่อสิ้นสุดการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์จำนวน 45 คลื่นความถี่ แบ่งเป็น 5 สลอตสลอตละ 9 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ด้วยมูลค่าประมูลอยู่ที่ 41,625 ล้านบาท หลังการประมูลยุติ  กสทช. ถูกตั้งคำถามกรณีราคาที่ประมูลได้ต่ำเกินความเป็นจริงจนส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามว่า "ฮั้ว"
   และที่สำคัญไปกว่านั้นฝ่ายที่คัดค้านอันได้แก่ กลุ่มกรีน นำโดยนายสุริยะใส กตะศิลา  ออกโรงยื่นต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งยับยั้ง และ ก่อนการประมูล ดร.อนุภาพ ถิรลาภ ก็ยื่นฟ้องต่อศาลแต่ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับฟ้อง นอกเหนือจากมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ได้ยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้ยื่นในนามส่วนตัวเพื่อให้ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบเช่นเดียวกัน รวมไปถึงนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาฯ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.),ชูยศ โอจงเพียร ตัวแทนสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค
   ซึ่งกว่า กสทช.จะฝ่าคลื่นลมมรสุมกับข้อกล่าวหาดังกล่าวต้องเดินสายชี้แจงผ่านสื่อรวมไปถึงลงโฆษณาชี้แจงผ่านสื่อเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะคณะกรรมการ กสทช. ถึงขั้นขึ้นศาลเพื่อชี้แจงต่อศาลปกครองกลาง ขั้นตอนการประมูลเป็นไปด้วยความโปร่งใส และ ตรงไปตรงมา      
***แท็บเลตนักเรียนป.1 กว่า 800,000 เครื่อง
   อีกหนึ่งข่าวเด่นในปีนี้  เห็นจะเป็นข่าวการจัดซื้อแท็บเลตภายใต้นโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเลตต่อ 1  ที่มีการจัดซื้อแท็บเลตล็อตใหญ่ ให้กับนักเรียนโครงการเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่  1 ทั่วประเทศมากกว่า  860,000 เครื่อง โดยเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมของพรรค "เพื่อไทย"ที่ถูกนำมาใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2554   และถูกปลุกเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้งเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555   เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์  2555  มีมติมอบหมายให้กระทรวงไอซีที เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อแท็บเลต ภายใต้นโยบายจัดซื้อแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน  ภายหลังจากที่นายสี จิ้นผิง รองประธานธิบดีจีน เดินทางมาไทยและลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่  รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่างๆ
   ซึ่งหลังจากมีมติดังกล่าวที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเลตต่อ 1 นักเรียน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ก็รับลูกให้กระทรวงไอซีที เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแท็บเลตเด็กป.1 แทนกระทรวงศึกษาธิการและให้ดำเนินการจัดหาให้ครบตามจำนวนเด็กป. 1 ทั้งหมด 847,000 คน  รวมถึงให้กระทรวงไอซีทีเป็นผู้เบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 1,900 ล้านบาทแทนกระทรวงศึกษาธิการ  และที่ประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555  มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเลตต่อ 1 นักเรียน นำเสนอ
   ภายหลังจากนั้นกระบวนการจัดหาแท็บเลตก็ดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว จนวันที่ 1 มีนาคม 2555  โดยกระทรวงไอซีทีได้ออกมาประกาศรายชื่อผู้ผลิตแท็บเลตที่จีนเสนอมา 4 รายประกอบด้วย บริษัทหัวเหว่ย ดีไวซ์ จำกัด ผู้ผลิตแท็บเลตแบรนด์ "มีเดียแพด", บริษัททีซีแอล  คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด  ผู้ผลิตแท็บเลตแบรนด์ "โอเพ่นแพด"บริษัทไฮเอ่อร์ กรุ๊ป จำกัด  ผู้ผลิตแท็บเลตภายใต้แบรนด์ "ไอแพ้ด" และบริษัทเสินเจิ้น สโคป ไซทิฟิค ดิเวลลอปเม้นต์  จำกัด หรือ"สโคป"  และแท็บเลตภายใต้แบรนด์ "สโคแพ้ด"
   สุดท้าย บริษัทเสินเจิ้น สโคป ไซทิฟิค ดิเวลลอปเม้นต์  จำกัด หรือ"สโคป"  และแท็บเลตภายใต้แบรนด์ "สโคแพด"  ได้รับการคัดเลือก โดยได้คะแนนสูงสุด คือ 235 คะแนน  โดยมีการเสนอราคาที่  81 ดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือ ประมาณ 2,430 บาท  (คิดที่ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ก่อนจะมีการลงนามจัดซื้อในวันที่ 10 พฤษภาคม 2555   ท่ามกลางข้อกังวลจากหลายฝ่ายเรื่องคุณภาพ และมาตรฐาน  สินค้าจากจีน รวมไปถึงการบริการ   อย่างไรก็ตามกระทรวงไอซีที  ก็เดินหน้าจัดซื้อต่อ  และได้ดำเนินการส่งมอบให้กระทรวงศึกษาฯทยอยแจกจ่ายให้กับโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ   โดยแท็บเลตล็อตแรกที่เข้ามาเริ่มแจกจ่ายตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555
****คอมพ์ส่วนบุคคลโตต่ำสุดในประวัติการณ์
   ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ เดสก์ท็อป  และ แบบพกพา หรือโน้ตบุ๊ก เติบโตต่ำสุดในประวัติการณ์    โดยคาดว่าเติบโตประมาณ 5-9%    ซึ่งปกติตลาดจะมีตัวเลขการเติบโต 20-30%   แม้แต่ในปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังมีการเติบโตประมาณ 17%  ทั้งนี้คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีตัวเลขการซื้อขายในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประมาณ 4.1 ล้านเครื่อง  แบ่งเป็นโน้ตบุ๊กประมาณ 60%   และ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ประมาณ 40%     โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งโน้ตบุ๊ก และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะปีนี้มาจากโครงการรถคันแรกที่ดึงกำลังซื้อของกลุ่มคนทำงาน  ซึ่งเป็นกำลังซื้อสินค้าไอทีและของเล่นไอทีไป   นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากกระแสความนิยมแท็บเลต  และสมาร์ทโฟน  ที่ทำให้ยอดการซื้อโน้ตบุ๊กลดลง   ขณะเดียวกันสินค้ากลุ่มทัชสกรีน  และไฮบริด โน้ตบุ๊ก ที่ออกมาสู่ตลาด และคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดไตรมาส 4 นั้นยังมีจำนวนรุ่น และปริมาณที่ผู้ผลิตนำเข้ามาทำตลาดไม่มากนัก  ทำให้ยอดการเติบโตยังไม่สูงเท่าที่ควร  

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
http://www.thanonline.com/index.php?
option=com_content&view=article&id=161419:2012-12-28-03
-42-22&catid=123:2009-02-08-11-44-33&Itemid=491

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.