Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

7 ธันวาคม 2555 ขาขึ้นอุปกรณ์เสริม "สมาร์ทดีไวซ์" โหมตลาดชิงแชมป์หูฟัง ( ระดับราคาตั้งแต่ 370 บาท จนถึง 49,000 บาท )

ประเด็นหลัก

หากเจาะลงไปในตลาดหูฟังในประเทศไทยเพิ่งได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้เอง หลังจากผู้ผลิตแบรนด์ต่าง ๆ หันมาเน้นเรื่องดีไซน์มากขึ้น ดึงดาราดังระดับโลกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์

เมื่อโอกาสทางธุรกิจมี ย่อมมีใครต่อใครเข้ามาแสวงหาโอกาสนั้น
"เซนไฮเซอร์" ยักษ์อุปกรณ์ไฮไฟจากเยอรมนี เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เข้ามาในไทยนานพอสมควร จนอาจเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับท็อปทั้งในแง่มาร์เก็ตแชร์

และความนิยมของผู้ใช้ แม้ดีไซน์จะดูธรรมดาไปหน่อยเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ถ้าเรื่อง "เสียง" ตรงกันข้ามมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่อุปกรณ์ภายในสตูดิโอ, ไมโครโฟน, อุปกรณ์สำหรับ

จัดระบบเสียง และหูฟังที่ใคร ๆ ก็อยากลองใช้ เพราะราคาแพงจับใจ แต่ปัจจุบันราคาแบรนด์อื่น ๆ แพงไม่แพ้กันหรือสูงกว่าด้วยซ้ำ "เซนไฮเซอร์" จึงเริ่มไม่แพงอีกต่อไป ระดับราคาตั้งแต่ 370 บาท จนถึง 49,000 บาท ปี 2554 ที่ผ่านมา "เซนไซเซอร์" หายไปจากตลาดเมืองไทย เพราะบริษัทแม่ที่สิงคโปร์ยกเลิกสัญญากับดิสทริบิวเตอร์รายเดิม จึงเสียมาร์เก็ตแชร์ไปพอสมควร เพราะเพลี่ยงพล้ำในช่วงขาขึ้นพอดีจนมาปีนี้ ได้ "เจเนอเรชั่น เอส" เป็น "ดิสทริบิวเตอร์" รายใหม่จึงหวนกลับมาเร่งทำตลาด เพื่อปั๊มยอดขายครั้งนี้ โดยมีเป้าฮึกเหิมถึงขนาดต้องการเป็นเบอร์หนึ่งอีกต่างหาก






___________________________________


ขาขึ้นอุปกรณ์เสริม "สมาร์ทดีไวซ์" "เซนไฮเซอร์" โหมตลาดชิงแชมป์หูฟัง



เครื่องหลักโตของเสริมก็โตตามไปด้วย ไม่น่าแปลกใจที่ความแรงของบรรดาสมาร์ทดีไวซ์ทั้งหลายจะทำให้อุปกรณ์เสริมเติบโตก้าวกระโดดตามไปด้วย ไล่ไปตั้งแต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างฟิล์มกันรอย, เคส หรือขยับขึ้นไปที่จริงจังหน่อยอย่างแบตเตอรี่ และหูฟัง โดยเฉพาะอย่างหูฟัง เพื่อมาเสริมความคงทนของเครื่อง และเพื่อ "แฟชั่น"

หากเจาะลงไปในตลาดหูฟังในประเทศไทยเพิ่งได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้เอง หลังจากผู้ผลิตแบรนด์ต่าง ๆ หันมาเน้นเรื่องดีไซน์มากขึ้น ดึงดาราดังระดับโลกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์

เมื่อโอกาสทางธุรกิจมี ย่อมมีใครต่อใครเข้ามาแสวงหาโอกาสนั้น
"เซนไฮเซอร์" ยักษ์อุปกรณ์ไฮไฟจากเยอรมนี เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เข้ามาในไทยนานพอสมควร จนอาจเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับท็อปทั้งในแง่มาร์เก็ตแชร์

และความนิยมของผู้ใช้ แม้ดีไซน์จะดูธรรมดาไปหน่อยเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ถ้าเรื่อง "เสียง" ตรงกันข้ามมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่อุปกรณ์ภายในสตูดิโอ, ไมโครโฟน, อุปกรณ์สำหรับ

จัดระบบเสียง และหูฟังที่ใคร ๆ ก็อยากลองใช้ เพราะราคาแพงจับใจ แต่ปัจจุบันราคาแบรนด์อื่น ๆ แพงไม่แพ้กันหรือสูงกว่าด้วยซ้ำ "เซนไฮเซอร์" จึงเริ่มไม่แพงอีกต่อไป ระดับราคาตั้งแต่ 370 บาท จนถึง 49,000 บาท ปี 2554 ที่ผ่านมา "เซนไซเซอร์" หายไปจากตลาดเมืองไทย เพราะบริษัทแม่ที่สิงคโปร์ยกเลิกสัญญากับดิสทริบิวเตอร์รายเดิม จึงเสียมาร์เก็ตแชร์ไปพอสมควร เพราะเพลี่ยงพล้ำในช่วงขาขึ้นพอดีจนมาปีนี้ ได้ "เจเนอเรชั่น เอส" เป็น "ดิสทริบิวเตอร์" รายใหม่จึงหวนกลับมาเร่งทำตลาด เพื่อปั๊มยอดขายครั้งนี้ โดยมีเป้าฮึกเหิมถึงขนาดต้องการเป็นเบอร์หนึ่งอีกต่างหาก

"อึง ซี จุน" ประธาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนไฮเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เอเซีย พีทีอี จำกัด กล่าวว่า ในตลาดเอเชียเริ่มมาครบรอบ 20 ปีแล้ว ซึ่งไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญ เป็นหนึ่งในตลาดที่กำลังพัฒนา นอกเหนือจากมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จึงเน้นลงทุนทำตลาดในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดคอนเซ็ปต์สโตร์ ซึ่งในปีนี้จะเปิดให้ครบในทุกประเทศที่กล่าวมา โดยในประเทศไทยจะเปิดในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ฟอร์จูนทาวน์ รวมถึงเพิ่มศูนย์บริการให้ครบเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างดี ซึ่งมีที่ห้างมาบุญครองแล้ว

"ใน 5 ปีตลาดเหล่านี้จะเติบโตในแง่ยอดขายเป็นเลขสองหลัก และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดหูฟัง ซึ่งจะทำรายได้ให้บริษัทครึ่งหนึ่ง หลังจากตามหลังกลุ่มประเทศที่ตลาดเติบโตแล้วอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ทั้งสองประเทศกินมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย ทำรายได้ให้บริษัทมากที่สุดด้วย โดยบริษัทมี

ดิสทริบิวเตอร์หลัก 40 ราย และพาร์ตเนอร์อีกจำนวนหนึ่งในการเข้าไปทำตลาด เชื่อว่าจะได้ตามเป้า ส่วนในกลุ่มประเทศที่เพิ่งเริ่มต้น เช่น กัมพูชา, พม่า, ปากีสถาน, เนปาล จะเข้าไปทำตลาดเช่นกัน แต่ไม่เท่าการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในกลุ่มตลาดกำลังพัฒนา และรักษาอันดับ 1 ในสองประเทศที่เติบโตอย่างชัดเจนแล้ว"

ล่าสุดบริษัทเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ 4 รุ่นด้วยกัน คือ HD 700 หูฟังระดับออดิโอไฟล์ เป็นรุ่นที่หลายคนฝันถึง เพราะราคาสูงสุดที่ 4 หมื่นกว่าบาท ถ้าไม่เป็นนักฟังเพลงหูทองตัวจริงคงไม่ซื้อ รุ่นต่อมา ชื่อ "Momentum" เน้นดีไซน์เรียบหรู แตกต่างกับรุ่นก่อน ๆ ที่ไม่เคยมี แต่ระบบเสียงก็ยังออกมาดี รวมถึงลดแรงขับลงเพื่อให้ฟังบนสมาร์ทโฟน และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ได้โดยไม่ต้องใช้แอมป์ขยายเหมือนรุ่นออดิโอไฟล์ ราคาหมื่นต้น ๆ

อีก 2 รุ่นจะเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้เพื่อฟังเพลงอย่างเดียวเป็นเพิ่มประโยชน์ต่าง ๆ เช่น CX890i ที่มาในรูปแบบ in ear พร้อมอุปกรณ์ควบคุมการใช้งานผ่าน iOS เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น แต่ระบบเสียงยังเชื่อใจได้ ราคา 5 พันมีทอน

รุ่นสุดท้ายแหวกแนวนิดนึง กับ U320 หูฟังสำหรับเกมเมอร์ มาพร้อมไมโครโฟน และทางแบรนด์การันตีว่าระบบเสียงชัดเจนรอบทิศทางยิ่งกว่าแบรนด์ไหน ๆ แต่ราคาโหดไปนิด เพราะอยู่ราว ๆ 2 หมื่นกว่าบาท ขณะที่เจ้าอื่น ๆ อยู่ในหลักพัน

นอกจากกลุ่มคอนซูเมอร์แล้ว "เซนไฮเซอร์" ยังเข้านำเสนอโปรเจ็กต์กับองค์กรต่าง ๆ ด้วย เช่น ช่อง 9 อสมท หรือ MCOT ของประเทศไทยใช้ระบบสตูดิโอของบริษัท ซึ่งเทียบเท่ากับ KBS ของเกาหลี และ MediaCorp ของสิงคโปร์ แต่ไม่ได้มีแค่ในธุรกิจที่นำไปใช้ในการออกอากาศอย่างเดียว ยังรวมถึงธุรกิจคอนเสิร์ตต่าง ๆ, โรงละคร, โรงเรียนสอนดนตรี และหน่วยงานรัฐที่นำไปใช้ในรัฐสภา เป็นต้น

หากจะกล่าวถึงยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีรายนี้แล้ว คงไม่แปลกที่คนในวงการที่เกี่ยวกับระบบเสียง จะให้คำแนะนำยี่ห้อนี้เป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งคงไม่มีอะไรการันตีได้เท่ากับไปลองฟังกับหูเอง


ประชาชาติธุรกิจ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1354864436&grpid=00&catid=06&subcatid=0600

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.