Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

14 มกราคม 2556 สื่อต่างประเทศชี้ เทมาเสก ขายทิ้งหุ้น intouch (ที่มี AIS ) 20,900 ล้านบาท เหตุลดการลงทุนโทรคมนาคมภูมิภาคทั่งเอเชีย-แปซิฟิก //ไทยคมทิ้ง เอ็มโฟน


ประเด็นหลัก


    อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศได้รายงานว่า เทมาเสก โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ได้ขายทิ้งหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ป จำกัด (มหาชน) ที่ทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยภายใต้ชื่อแบรนด์ "เอไอเอส" เป็นจำนวนเงิน 687 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 20,900 ล้านบาท
    รายงานข่าวซึ่งอ้างเอกสารที่ส่งถึงบรรดานักลงทุนระบุว่าเทมาเสก โฮลดิ้งส์ และผู้ถือหุ้นในบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ฯ ได้ประกาศขายหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ป จำนวน 330 ล้านหุ้น ที่ถือครองอยู่ในราคาซึ่งคิดเป็นเงินไทย 63.25 บาทต่อหุ้นก่อนที่หุ้นทั้งหมดจะถูกขายออกไปในราคาที่ลดลง 5.6% เมื่อวันพุธที่ 9 มกราคม 2556 โดยมีกลุ่มเครดิตสวิสของสวิตเซอร์แลนด์ และธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการ
    อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดในการขายทิ้งหุ้น บมจ.ชินคอร์ป ของเทมาเสก ในครั้งนี้สอดคล้องกับคำแถลงก่อนหน้านี้ของ "มาดามโฮ" หรือ นางโฮ ชิง ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ เทมาเสก โฮลดิ้งส์ และ ยังเป็นภริยาของนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง แห่งประเทศสิงคโปร์ที่ว่าทางเทมาเสกกำลังต้องการลดสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจด้านโทรคมนาคมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เนื่องจากมีทิศทางการลงทุนอยู่ในช่วงขาลง






ศุภจี สุธรรมพันธุ์    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด ได้ชี้แจงว่าบริษัทตัดสินใจที่จะปิดกิจการของ บริษัท เอ็มโฟน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเชนนิงตันในประเทศกัมพูชา โดย เอ็มโฟนได้ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลายต่อหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องในประเทศกัมพูชาแล้ว
    ทั้งนี้ในสัญญาขายหุ้นที่เชนนิงตันได้ลงนามกับ บริษัท INT Management Services Corporation Limited เมื่อปลายปีก่อน มีเงื่อนไขที่คู่สัญญาจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันทำสัญญา แต่เนื่องจากคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ภายในเวลาที่กำหนดคณะกรรมการของเชนนิงตันจึงได้ตัดสินใจที่จะขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งเชนนิงตันเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ เอ็มโฟนกำลังดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อให้การปิดกิจการเป็นไปโดยราบรื่นและมีผลกระทบน้อยที่สุด
     "การตัดสินใจของเชนนิงตันที่จะปิดกิจการของเอ็มโฟนจะไม่ส่งผลกระทบทางการเงินอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวมของไทยคม เพราะเราได้ตั้งสำรองขาดทุนจากการด้อยค่าและสำรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้วใน 9 เดือนแรกของปี 2555 อีกทั้งจะไม่ส่งผลกระทบต่องบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท ที่มีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีผลกำไรเฉพาะกิจการถึง 609 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปี 2555 ที่ผ่านมา"


___________________________

ไทยคมทิ้ง'เอ็มโฟน'ในเขม

"เอ็มโฟน" บริษัทลูกของไทยคม แจ้งขอปิดกิจการในประเทศกัมพูชา หลังผู้ถือหุ้นคือ เชนนิงตัน ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขสัญญาเข้าสู่กระบวนการล้มละลายภายใน 60 วัน นับแต่ทำสัญญา ด้านผู้บริหารชี้ไม่มีผลกระทบต่อสถานะการเงินบริษัท

ศุภจี สุธรรมพันธุ์    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด ได้ชี้แจงว่าบริษัทตัดสินใจที่จะปิดกิจการของ บริษัท เอ็มโฟน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเชนนิงตันในประเทศกัมพูชา โดย เอ็มโฟนได้ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลายต่อหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องในประเทศกัมพูชาแล้ว
    ทั้งนี้ในสัญญาขายหุ้นที่เชนนิงตันได้ลงนามกับ บริษัท INT Management Services Corporation Limited เมื่อปลายปีก่อน มีเงื่อนไขที่คู่สัญญาจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันทำสัญญา แต่เนื่องจากคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ภายในเวลาที่กำหนดคณะกรรมการของเชนนิงตันจึงได้ตัดสินใจที่จะขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งเชนนิงตันเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ เอ็มโฟนกำลังดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อให้การปิดกิจการเป็นไปโดยราบรื่นและมีผลกระทบน้อยที่สุด
     "การตัดสินใจของเชนนิงตันที่จะปิดกิจการของเอ็มโฟนจะไม่ส่งผลกระทบทางการเงินอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวมของไทยคม เพราะเราได้ตั้งสำรองขาดทุนจากการด้อยค่าและสำรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้วใน 9 เดือนแรกของปี 2555 อีกทั้งจะไม่ส่งผลกระทบต่องบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท ที่มีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีผลกำไรเฉพาะกิจการถึง 609 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปี 2555 ที่ผ่านมา"
    นางศุภจี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ธุรกิจดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกว่า 80 % ของรายได้รวมมาจากธุรกิจในส่วนนี้ และในปี 2556 จะมีสัญญาที่ส่งเสริมให้ธุรกิจด้านดาวเทียมเติบโตขึ้นอีก เช่น เมื่อเร็วๆนี้ ที่ไทยคมได้บรรลุข้อตกลงกรอบข้อกำหนดการขายช่องสัญญาณไอพีสตาร์ในประเทศจีน (Framework Agreement) ความคืบหน้าในการทำสัญญาเพื่อขายช่องสัญญาณเพิ่มเติมให้กับทีโอที รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจากับพันธมิตรในอินเดีย ไทยคมจึงคาดว่ารายได้จากธุรกิจดาวเทียมจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งในปี 2556"
    บริษัทมีแผนในการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรในปีนี้ โดยบริษัทสามารถปิดการขายล่วงหน้า สำหรับช่องสัญญาณบนดาวเทียมไทยคม 6 ได้แล้วมากกว่าเป้าหมายร้อยละ 30 ตั้งแต่ปีที่แล้วนอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนในการส่งดาวเทียมไทยคม 7 ในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งดาวเทียมทั้ง 2 ดวงนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการให้บริการทั้งจำนวนช่องสัญญาณและพื้นที่บริการเพิ่มเติม
    "การที่ดาวเทียมไทยคม 6 สามารถปิดการขายล่วงหน้าได้มากกว่าร้อยละ 34 ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ในตอนแรกและเลยจุดคุ้มทุนของโครงการดาวเทียมไทยคม 6 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตด้านธุรกิจดาวเทียมที่แข็งแกร่ง ซึ่งในปี 2557 ที่เราจะจัดส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรเพิ่มเติม จะทำให้ไทยคมสามารถเพิ่มช่องสัญญาณเพื่อรองรับการให้บริการได้มากขึ้น" นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติม
    อนึ่งสำหรับโครงสร้างในบริษัท เอ็มโฟน จำกัด นั้นมีผู้ถือหุ้นประกอบด้วย บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 51%  และ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสนเม้นท์ พีทีอี  จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 49%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=163255:2013-01-11-06-27-00&catid=123:2009-02-08-11-44-33&Itemid=491

______________________

เทมาเสกตัดขายหุ้น'ชินคอร์ป'2หมื่นล.
วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2013 เวลา 13:17 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ไอทีดอทคอม - คอลัมน์ : ไอทีดอตคอม 
User Rating: / 0 
แย่ดีที่สุด 
เทมาเสก ขายทิ้ง "ชินคอร์ป" จำนวน 330 ล้านหุ้น คิดเป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท หลังควักเงินก้อนโตกว่า 7.3 หมื่นล้านบาทถือหุ้นเป็นระยะเวลา 6 ปี พิษขายหุ้นในครั้งนั้นส่งผลให้อดีตนายกฯทักษิณ ผู้ก่อตั้งถูกรัฐประหารต้องลี้ภัยทางการเมือง

    รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นายสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช ได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ได้แจ้งให้ทางบริษัททราบว่า บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (ซีดาร์) ได้ดำเนินการขายหุ้นบางส่วนที่ถืออยู่ในบริษัท เป็นจำนวน 330 ล้านหุ้น คิดเป็น 10.3% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท โดยขายให้แก่นักลงทุนไทยโดยประมาณในสัดส่วน 20% และ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สำหรับสัดส่วนที่เหลือของจำนวนหุ้นที่ขาย ภายหลังจากการขายหุ้นในครั้งนี้เป็นผลให้ ซีดาร์ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท จำนวน 428,049,239 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 13.3% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท
    เหตุผลที่ ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ขายหุ้นในครั้งนี้ออกไปนั้นเนื่องจากว่าเพื่อให้สามารถตอบข้อซักถามหรือข้อสงสัยที่อาจมีขึ้นได้จากผู้ถือหุ้นรายย่อย ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ บริษัทจึงได้สอบถามไปยังบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด (แอสเพน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกรายหนึ่งของบริษัทว่ามีความประสงค์ที่จะขายหุ้นของบริษัทที่แอสเพนถืออยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งทางแอสเพนได้แจ้งกลับมายังบริษัทว่าแอสเพนยังไม่มีแผนที่จะขายหุ้นของบริษัทในระยะเวลานี้และแอสเพนยังมีความมั่นใจในธุรกิจและผู้บริหารของบริษัท
    อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศได้รายงานว่า เทมาเสก โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ได้ขายทิ้งหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ป จำกัด (มหาชน) ที่ทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยภายใต้ชื่อแบรนด์ "เอไอเอส" เป็นจำนวนเงิน 687 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 20,900 ล้านบาท
    รายงานข่าวซึ่งอ้างเอกสารที่ส่งถึงบรรดานักลงทุนระบุว่าเทมาเสก โฮลดิ้งส์ และผู้ถือหุ้นในบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ฯ ได้ประกาศขายหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ป จำนวน 330 ล้านหุ้น ที่ถือครองอยู่ในราคาซึ่งคิดเป็นเงินไทย 63.25 บาทต่อหุ้นก่อนที่หุ้นทั้งหมดจะถูกขายออกไปในราคาที่ลดลง 5.6% เมื่อวันพุธที่ 9 มกราคม 2556 โดยมีกลุ่มเครดิตสวิสของสวิตเซอร์แลนด์ และธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการ
    อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดในการขายทิ้งหุ้น บมจ.ชินคอร์ป ของเทมาเสก ในครั้งนี้สอดคล้องกับคำแถลงก่อนหน้านี้ของ "มาดามโฮ" หรือ นางโฮ ชิง ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ เทมาเสก โฮลดิ้งส์ และ ยังเป็นภริยาของนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง แห่งประเทศสิงคโปร์ที่ว่าทางเทมาเสกกำลังต้องการลดสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจด้านโทรคมนาคมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เนื่องจากมีทิศทางการลงทุนอยู่ในช่วงขาลง
    ก่อนหน้านี้ เทมาเสก โฮลดิ้งส์ ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งหมดกว่า 161,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 4.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา เพิ่งขายหุ้นของสิงคโปร์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ หรือ สิงเทล ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของสิงคโปร์ไปเมื่อปีที่ผ่านมา
    ทั้งนี้กองทุนเทมาเสก โฮลดิ้งส์ ได้เข้ามาถือหุ้นใน บมจ.ชินคอร์ป เมื่อปี 2549  หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้ก่อตั้งบมจ.ชินคอร์ป และในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขายหุ้นทั้งหมด 49% เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7.3 หมื่นล้านบาท และกรณีการขายหุ้นในครั้งนั้นนำไปสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องลี้ภัยทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้ 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=163250:2&catid=123:2009-02-08-11-44-33&Itemid=491


ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.