Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

15 มกราคม 2555 (บทความ) กสทช.กับภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง // สอบตก!! การทำงานที่ขาดเอกภาพ ไม่มีการทำงานวิจัยถึงผลดี-ผลเสียในการแก้ปัญหามาก่อน


ประเด็นหลัก


ขณะที่ทางฝั่ง กิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ก็ยังมีปัญหาให้พบเห็นมากมาย ถึงเรื่องทั้งปัญหาลิขสิทธิ์กีฬาจอดำ, การไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคม, การแทรกแซงเซ็นเซอร์, การเรียกคืนคลื่นจากหน่วยงานราชการที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าเอาคืน ส่งผลให้ไม่เกิดการแข่งขันที่เสรี  
    และที่สำคัญที่สุด ปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ การทำงานที่ขาดเอกภาพ โดยกรอบทำงานร่วมกัน ระหว่างบอร์ดของแต่ละฝั่ง คือ บอร์ด กสท.และ กทค. เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ไม่มีการทำงานวิจัยถึงผลดี-ผลเสียในการแก้ปัญหามาก่อน ทั้งเรื่องโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์


_______________________________



กสทช.กับภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง


กระจกไร้เงา

 เห็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตั้งโต๊ะเรียงแถวแถลงผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมประกาศเป้าหมายปี 56 ที่จะมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค   การเปลี่ยนผ่านไปสู่การถ่ายทอดภาพในระบบดิจิตอล และการเปิดประมูลคลื่น 4 จี
    ดูเป็นเป้าหมายที่ไม่ยากเกินเอื้อม แต่ก็คงไม่ง่ายที่จะคว้าอย่างแน่นอน
    เพราะหากมองย้อนกลับไปปีที่ผ่านมา บรรดานักวิชาการ, เอ็นจีโอ รวมถึงบุคคลทั่วไป ก็ให้คะแนนการทำงานของ กสทช.  "สอบตก"
    โดยเมื่อลงลึกไปใน 2 ส่วนงานที่ กสทช.ดูแล จะเห็นว่ายังคงมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
    อย่าง กิจการโทรคมนาคม ประชาชนยังเจอปัญหา เครือข่ายล่มบ่อยครั้ง, โทร.ติดยาก, SMS ขยะ, บริการอินเทอร์เน็ต 3 จี ไร้ประสิทธิภาพ, ปัญหาเรื่องการหมดอายุของบัตรเติมเงินค้างคา และเรื่องนัมเบอร์พอร์คฯ (Number Portability) ย้ายเครือข่ายเบอร์เดิมยังมีจำกัดจำนวน, การประมูลคลื่นความถี่ยังเกิดข้อกังหา
    ขณะที่ทางฝั่ง กิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ก็ยังมีปัญหาให้พบเห็นมากมาย ถึงเรื่องทั้งปัญหาลิขสิทธิ์กีฬาจอดำ, การไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคม, การแทรกแซงเซ็นเซอร์, การเรียกคืนคลื่นจากหน่วยงานราชการที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าเอาคืน ส่งผลให้ไม่เกิดการแข่งขันที่เสรี  
    และที่สำคัญที่สุด ปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ การทำงานที่ขาดเอกภาพ โดยกรอบทำงานร่วมกัน ระหว่างบอร์ดของแต่ละฝั่ง คือ บอร์ด กสท.และ กทค. เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ไม่มีการทำงานวิจัยถึงผลดี-ผลเสียในการแก้ปัญหามาก่อน ทั้งเรื่องโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์
    ดังนั้น การทำงานในปี 2556 ของสำนักงานและบอร์ด  กสทช.จะต้องเข้มงวดขึ้น และจริงจังมากขึ้น เพื่อให้ประชาชน ได้รับประโยชน์มากที่สุด
    ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วงต้นปี กสทช.มีความขึงขัง ตั้งใจทำงานใช้ได้ อย่างล่าสุดในฝั่งโทรคมนาคมได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ราย เอไอเอส, ดีแทค, ทรูมูฟ, ทีโอที และ กสท. โทรคมนาคม มาเจรจาเพื่อหาข้อสรุปปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงินอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้พบว่าโอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 เจ้า ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งปรับทางปกครองของ กสทช. ที่ประกาศให้เลิกกำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงิน พร้อมสั่งปรับจำนวนวันละ 1 แสนบาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา
    อย่างที่ทราบกันดี "ปัญหาบัตรเติมเงินหมดอายุ" เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้ใช้ ที่รู้สึกเหมือนโดยผู้ประกอบการเอาเปรียบ จึงเป็นเหตุให้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ กสทช.เป็นอันมาก มีการประเมินคร่าวๆ จากกลุ่มรับเรื่องราวร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ว่า ในแต่ละเดือน จะมีเงินที่เหลือค้างในบัตรเติมเงินกว่า 9,800 ล้านบาท ที่เอกชนรับทรัพย์เข้ากระเป๋าอย่างกับเงินกินเปล่าที่รับมาฟรีๆ ซึ่งจุดนี้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบชัดเจน ถ้าอยากจะใช้เงินตัวเองที่เหลือก็ต้องยอมจ่ายซื้อวันเพิ่ม
    แต่มติล่าสุดที่ตกลงกันได้ ถือเป็นข้อสรุปที่น่าพอใจ และประชาชนน่าจะได้ประโยชน์ เพราะ กสทช.สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนสำหรับการเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงินได้แล้ว โดยเลือกวันที่ 18 ม.ค.ที่จะถึงนี้ หากค่ายไหนยังไม่เลิกการกำหนดวันหมดอายุ ก็จะมีมาตรการสั่งปรับอย่างเด็ดขาด นับเป็นก้าวแรก ในการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมกันนี้เรื่องการซื้อซิมการ์ด พรีเพด ก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะเพียงแค่นำบัตรประชาชนไปเพื่อให้ทางร้านคีย์รหัส 13 หลักให้แค่นั้น ก็ซื้อได้ไม่ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนเหมือนเมื่อก่อน นับเป็นการอำนวยความสะดวกอย่างดี
    ที่ยังต้องลุ้นก็ในเรื่องของอัตราค่าบริการที่ กสทช.ได้กำหนดเรื่องการกำหนดอัตราขั้นสูงค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอัตราไม่เกินนาทีละ 0.99 บาท/นาที ในขณะนี้บทเฉพาะกาล อนุโลมต่างๆ ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.55 ตามหลักการ ทุกค่ายจะต้องปรับโปรโมชั่นค่าโทร.ทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 0.99 บาท/นาที แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน ว่าผู้ให้บริการจะปรับลดราคาเมื่อใด แต่ทาง กสทช.ก็ประกาศแล้วว่า ทางเอไอเอสและดีแทคได้รับปากเรื่องนี้ ก็นับว่าเป็นอีก 1 ข่าวดี
    ส่วนงานด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ปีนี้ ก็เริ่มจะมีการผลักดันงานใหม่ๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการวางกำหนดเวลาการประมูล คลื่นทีวีดิจิตอล ในเดือน ก.ค.นี้ การแจกคูปองให้ประชาชนกว่า 22 ครัวเรือน สำหรับใช้ซื้อเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล แถมยังเริ่มทดลองมอบใบอนุญาตวิทยุชุมชนกว่า 7,000 - 8,000 สถานี ในการสร้างสรรค์รายการ ก็นับว่าก็ไม่น้อยหน้าทางฝั่งโทรคมนาคมที่จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้ผู้บริโภค
    แต่เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ยังคงขาดความชัดเจน แม้ว่า พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธาน กสท. บอกเป้าหมายว่า จะจัดการเรื่องร้องเรียนในปีนี้ กสทช.จะแก้ไขให้ได้กว่า 82% แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจน  ซึ่งภารกิจของ กสท.นั้นผลกระทบต่อสังคมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการคัดกรอง เนื้อหา บนทีวีดาวเทียม และโฆษณา ที่ไม่เหมาะสม  เพราะในปัจจุบันยังพบหลายรายการยังมีการขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพและสินค้าเกินจริง  
    นี้คือพันธกิจธรรมดาที่ไม่ธรรมดา คงต้องลุ้นกันอีกปีว่าคณะกรรมการ กสทช.ทั้ง 11 คน จะทำผลงานได้เข้าเป้าตามที่ประกาศไว้หรือไม่.


http://www.thaipost.net/news/160113/68132

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.