Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

17 มกราคม 2555 (แก้ CAT TRUEผ่านไป201วันแล้ว) กสทช.ชี้ BFTK ผิดกรณีไม่ได้รับใบอนุญาติเพราะเป็นผู้คุ่มระบบ (แต่สรุปความผิดไม่ได้เรื่องการเช่าและการใช้บริการTRUE-CATคนเดียวเป็นกิจการโทรคมนาคม หรือไม่ ) จึงขยายเวลา30วัน



ประเด็นหลัก

 1.คณะทำงานฯ สรุปในส่วนท้ายของรายงานว่า ยังไม่สามารถเชื่อได้ว่า บีเอฟเคที มีเจตนาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้อนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่เชื่อว่า กสท เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดขอบบีเอฟเคที แต่ในส่วนที่มีการวิเคราะห์ กลับให้ความเห็นว่า บีเอฟเคที เป็นผู้บริหารจัดการควบคุมดูแลโครงข่าย ระบบโครงข่าย สถานีฐาน และระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลัก และจัดอยู่ในลักษณะการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้เช่าใช้ ซึ่งจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่3 คณะทำงาน จึงเชื่อว่า บีเอฟเคที เข้าข่ายกระทำความผิด มาตรา 67 (3) พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ฐานประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต




สรุปประเด็นที่ BFTK ไม่ได้ กรณี

1..“การให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยแท้” ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือไม่
2.. เรื่องนี้มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 498/2546 ในกรณีคล้ายๆ กัน ให้ความเห็นว่า การให้เช่าใช้เครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ผู้อื่นเพียงรายเดียวเท่านั้น โดยมิได้เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมแก่บุคคลใดอีก มิใช่เป็นการประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลอื่นทั่วไป ซึ่งเป็นแนวการแปลความหมายของคำว่า “บุคคลอื่นทั่วไป”


จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ กทค. มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลประกอบการใช้ดุลพินิจอย่างละเอียด ครบถ้วน รอบคอบ เป็นธรรมและสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย จึงมีมติให้คณะทำงานฯ ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อสังเกตในข้อ 1-4แล้วนำเสนอความเห็นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ กทค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ กทค. มีมติ ทั้งนี้ ให้เลขาธิการ กสทช. ให้ความเห็นประกอบการพิจารณา



____________________________


กทค.ตีกลับผลสรุปบีเอฟเคที ไม่ชัดเจน 4 ประเด็น


       บอร์ดกทค. ให้เวลาคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงบีเอฟเคที 30 วัน หาข้อมูลเพิ่มเติม 4 ประเด็น หลังผลสรุปขัดแย้งกันเอง และรับไม่ได้กับข้อสรุป 'กระทำผิดโดยไม่เจตนาหรือไม่ตั้งใจ'
     
       พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดกทค.ว่าที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายเกี่ยวกับการดำเนินการกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด กรณีการทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 850 MHz กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งภายหลังจากการรับฟังรายงานแล้วบอร์ดกทค.มีมติให้คณะทำงานฯกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในแง่ของข้อกฏหมายที่มีรายละเอียดขัดแย้งกันเองโดยบอร์ดตั้งข้อสังเกตใน 4 ประเด็น ได้แก่
     
       1.คณะทำงานฯ สรุปในส่วนท้ายของรายงานว่า ยังไม่สามารถเชื่อได้ว่า บีเอฟเคที มีเจตนาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้อนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่เชื่อว่า กสท เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดขอบบีเอฟเคที แต่ในส่วนที่มีการวิเคราะห์ กลับให้ความเห็นว่า บีเอฟเคที เป็นผู้บริหารจัดการควบคุมดูแลโครงข่าย ระบบโครงข่าย สถานีฐาน และระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลัก และจัดอยู่ในลักษณะการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้เช่าใช้ ซึ่งจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่3 คณะทำงาน จึงเชื่อว่า บีเอฟเคที เข้าข่ายกระทำความผิด มาตรา 67 (3) พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ฐานประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
     
       รายงานของคณะทำงานฯ ทั้ง 2 ส่วนนี้ จึงขัดแย้งกันเอง เพราะหากวิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว การกระทำของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ย่อมไม่ครบองค์ประกอบของความผิดและไม่เป็นความผิด ซึ่งจะต้องมีเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดเจนว่า เหตุใดคณะทำงานฯ จึงเชื่อว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด รวมทั้งในชั้นการพิจารณาว่าจะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่ นั้น กทค. จำเป็นจะต้องคำนึงถึงเจตนาของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ และมีข้อกฎหมายสนับสนุนความเห็นในเรื่องนี้ของคณะทำงานฯ อย่างไร
     
       2.คณะทำงานฯ ให้ความเห็นว่า ในกรณีที่เป็นการดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยแท้ นับแต่อดีตที่มี กทช. จนกระทั่งปัจจุบันเป็น กสทช. ยังไม่มีแนวนโยบายหรือคำตัดสินที่ชัดเจนในเรื่องนี้ว่า “การให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยแท้” ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือไม่ แต่ในส่วนของการวิเคราะห์ คณะทำงานฯ กลับสรุปว่าการดำเนินการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ตามที่คณะทำงานฯ ตรวจสอบจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 เช่นนี้ หาก กสทช. โดย กทค. ยังไม่มีแนวนโยบายหรือคำตัดสินที่ชัดเจนว่าจะถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมหรือไม่ จะทราบได้อย่างไรว่าการดำเนินกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 รายงานของคณะทำงานฯ จึงขัดแย้งกันเอง จำเป็นต้องให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ด้วย
     
       3. ในการพิจารณาว่า คำจำกัดความของ “การประกอบกิจการโทรคมนาคม” ตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องเป็นการประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมแก่ “บุคคลอื่นทั่วไป” นั้น คณะทำงานฯ แปลความหมายของคำว่า “บุคคลอื่นทั่วไป” หมายถึง บุคคลใด ๆ ที่มิใช่การให้บริการเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นการแปลความที่แตกต่างจากถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย โดยที่คณะทำงานฯ ไม่ได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า เหตุใดจึงแปลความเช่นนั้น
     
       ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องนี้มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 498/2546 ในกรณีคล้ายๆ กัน ให้ความเห็นว่า การให้เช่าใช้เครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ผู้อื่นเพียงรายเดียวเท่านั้น โดยมิได้เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมแก่บุคคลใดอีก มิใช่เป็นการประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลอื่นทั่วไป ซึ่งเป็นแนวการแปลความหมายของคำว่า “บุคคลอื่นทั่วไป” ตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ข้ออ้างของคณะทำงานฯ ที่ว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในกรณีนี้ มิอาจนำมาเป็นหลักได้ เนื่องจากเป็นกรณีวินิจฉัยก่อนมีพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 จึงมีประเด็นที่จะต้องให้เหตุผลสนับสนุนว่า ถูกต้อง หรือไม่ ประเด็นนี้ คณะทำงานฯ จำเป็นต้องให้ความกระจ่างด้วย
     
       4. เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจและจะเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการต่อไปในเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาวินิจฉัยของ กทค. จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลต่างอย่างครบถ้วนและถูกต้อง รวมทั้งเหตุผลในการสนับสนุนด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่รายงานของคณะทำงานฯ ยังไม่ปรากฏรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา มติ แนวปฏิบัติและการตรวจสอบของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบจากการวินิจฉัยของ กทค. หากเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงานฯ ตลอดจนแนวคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุนข้อกฎหมายที่คณะทำงานฯ อ้างถึง จึงควรที่คณะทำงานฯ จะต้องรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบกิจการพิจารณาใช้ดุลพินิจของ กทค.
     
       คณะทำงานฯจะต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อสังเกตใน 4 ประเด็นดังกล่าวก่อน แล้วกลับมานำเสนอความเห็นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของกทค.ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีมติ และให้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาเช่นกัน
     
       อนึ่งบอร์ดกทค.มีคำสั่งให้สำนักงานกสทช.ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฏหมายเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด กรณีตั้งแต่วันที่ทำสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่บนความถี่ 850 MHz เพื่อให้บริการ3G กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)เป็นต้นมาว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 67 แห่งพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 หรือไม่ (ประกอบการโดยไม่มีใบอนุญาต) ซึ่งคณะทำงานฯมีข้อสรุปว่าบีเอฟเคทีมีความผิดตามมาตรา 67 จริง แต่เป็นการกระทำความผิดโดยไม่มีเจตนา จึงไม่มีผลย้อนหลัง

http://www.manager.co.th/CBiZReview/ViewNews.aspx?NewsID=9560000006811

________________________________________



กทค.แจงผลสอบสัญญา"บีเอฟเคที-กสท."คลื่นความถี่ 800 MHz ระบุไม่พบเจตนาทำผิดกม.


คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค) ภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)เปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด กรณีการทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 800 เม็กกะเฮิร์ตซ์(MHz) กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีทั้งหมด4ประเด็น โดยระบุไม่พบบีเอฟเคทีมีเจตนาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต

1. คณะทำงานฯ สรุปในส่วนท้ายของรายงานฯ ว่า ยังไม่อาจเชื่อได้ว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด มีเจตนาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ยังอาจเชื่อได้ว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของบริษัท บีเอฟเคที   (ประเทศไทย) จำกัด แต่อย่างใด

    แต่ในส่วนที่มีการวิเคราะห์ คณะทำงานฯ กลับให้ความเห็นว่า บริษัท บีเอฟเคที  (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการควบคุมดูแลโครงข่าย ระบบโครงข่าย สถานีฐาน และระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลัก รวมทั้งสามารถสร้างโครงข่ายหรือสร้างระบบ transmission เพื่อเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ภายในโครงข่ายหรือระหว่างโครงข่ายได้เอง จึงเป็นผู้ให้บริการในลักษณะของการนำโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 800  MHz มาให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เช่า และจัดอยู่ในลักษณะของกิจการโทรคมนาคมในลักษณะของการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้  เช่าใช้ จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม

 คณะทำงานฯ จึงเชื่อว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด มีการกระทำความผิดตามมาตรา 67(3) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต

   รายงานของคณะทำงานฯ ทั้งสองส่วนนี้  จึงขัดแย้งกันเอง เพราะหากวิเคราะห์แล้ว         เห็นว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีเจตนากระทำความผิดดังกล่าวแล้ว การกระทำของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ย่อมไม่ครบองค์ประกอบของความผิดและไม่เป็นความผิดจะต้องมีเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดเจนว่า เหตุใดคณะทำงานฯ จึงเชื่อว่า บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย)   จำกัด ไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด รวมทั้งในชั้นการพิจารณาว่าจะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่ นั้น กทค. จำเป็นจะต้องคำนึงถึงเจตนาของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ และมีข้อกฎหมายสนับสนุนความเห็นในเรื่องนี้ของคณะทำงานฯ อย่างไร

2.คณะทำงานฯ ให้ความเห็นว่า ในกรณีที่เป็นการดำเนินกิจการในลักษณะให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยแท้ นับแต่อดีตที่มีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ( กทช. )จนกระทั่งปัจจุบันเป็น กสทช. ยังไม่มีแนวนโยบายหรือคำตัดสินที่ชัดเจนในเรื่องนี้ว่า “การให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยแท้” ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือไม่

 แต่ในส่วนของการวิเคราะห์ คณะทำงานฯ กลับสรุปว่าการดำเนินการของบริษัท    บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ตามที่คณะทำงานฯ ตรวจสอบจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม เช่นนี้ หาก กสทช. โดย กทค. ยังไม่มีแนวนโยบายหรือคำตัดสินที่ชัดเจนว่าจะถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมหรือไม่ จะทราบได้อย่างไรว่าการดำเนินกิจการของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด  จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม รายงานของคณะทำงานฯ จึงขัดแย้งกันเอง จำเป็นต้องให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ด้วย

3.ในการพิจารณาว่า คำจำกัดความของ “การประกอบกิจการโทรคมนาคม” ตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องเป็นการประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมแก่ “บุคคลอื่นทั่วไป” นั้น          คณะทำงานฯ แปลความหมายของคำว่า “บุคคลอื่นทั่วไป” หมายถึง บุคคลใด ๆ ที่มิใช่การให้บริการเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นการแปลความที่แตกต่างจากถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย โดยที่คณะทำงานฯ ไม่ได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า เหตุใดจึงแปลความเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องนี้มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 498/2546ในกรณีคล้ายๆ กัน ให้ความเห็นว่า การให้เช่าใช้เครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมแก่ผู้อื่นเพียงรายเดียวเท่านั้น โดยมิได้เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมแก่บุคคลใดอีก มิใช่เป็นการประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลอื่นทั่วไป เป็นแนวการแปลความหมายของคำว่า “บุคคลอื่นทั่วไป” ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

ข้ออ้างของคณะทำงานฯ ที่ว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในกรณีนี้ มิอาจนำมาเป็นหลักได้ เนื่องจากเป็นกรณีวินิจฉัยก่อนมีพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง   วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 จึงมีประเด็นที่จะต้องให้เหตุผลสนับสนุนว่า ถูกต้อง หรือไม่ ประเด็นนี้ คณะทำงานฯ จำเป็นต้องให้ความกระจ่างด้วย

4.เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจและจะเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการต่อไปในเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาวินิจฉัยของ กทค. จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลต่างๆ อย่างครบถ้วนและถูกต้อง รวมทั้งเหตุผลสนับสนุนด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่รายงานของคณะทำงานฯ ยังไม่ปรากฏรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา มติ แนวปฏิบัติและการตรวจสอบของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวข้อ ผลกระทบจากการวินิจฉัยของ กทค. หากเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงานฯ ตลอดจนแนวคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุนข้อกฎหมายที่คณะทำงานฯ อ้างถึง จึงควรที่คณะทำงานฯ จะต้องรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบกิจการพิจารณาใช้ดุลพินิจของ กทค.

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ กทค. มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลประกอบการใช้ดุลพินิจอย่างละเอียด ครบถ้วน รอบคอบ เป็นธรรมและสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย จึงมีมติให้คณะทำงานฯ ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อสังเกตในข้อ 1-4แล้วนำเสนอความเห็นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ กทค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ กทค. มีมติ ทั้งนี้ ให้เลขาธิการ กสทช. ให้ความเห็นประกอบการพิจารณา


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1358428139&grpid=03&catid=03




ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.