Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

18 มกราคม 2555 อนุดิษฐ์วางนโยบาย ปี56 // ส่ง TOT3G และ MY by CAT ต้อง โรมมิ่งโครงข่ายให้ได้ // ชี้ TOTบ้านและTOT3Gต้องโทรหากันFREE// เร่งหาพันธมิตรลงทุนร่วม CAT TOT


ประเด็นหลัก


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ในปี 2556 ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงไอซีทีคือการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลอย่างบริษัท ทีโอที เดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ โดยเฉพาะในวันที่ 24 ก.พ. 56 ทีโอทีจะมีการเปิดตัวการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เฟส 1 อย่างเป็นทางการ โดยในเฟสแรกได้กำหนดติดตั้งทั้งหมด 5,320 สถานีฐาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดให้บริการบนความถี่ 2.1 GHz บนเทคโนโลยี 3G ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นและมีความต้องการใช้งานประเภทข้อมูล (ดาต้า) สูงแล้ว ยังจะเปิดตัวบริการ 4G บนเทคโนโลยี LTE ซึ่งจะใช้ความถี่เดียวกัน คือ 2.1 GHz เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าใหม่ที่ต้องการจะเข้ามาใช้บริการ
     
       รวมทั้งจะเปิดบริการใช้เครือข่ายร่วมกัน (โรมมิ่ง) ระหว่าง 3G ทีโอที กับ “My CAT” ซึ่งเป็นบริการ 3G ของบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทั้งดาต้า และเสียงทั่วประเทศให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บางพื้นที่ทีโอที 3G อาจจะไม่สามารถรับสัญญาณได้ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ในเครือข่ายของ กสท ได้แทน ซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย
     
       “ผมมองว่า 24 ก.พ.นี้จะเป็นการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีลงมาจนถึงผู้บริหารทีโอที และ กสท หากในวันดังกล่าวยังไม่เห็นการร่วมมือกันเพื่อให้บริการโรมมิ่งได้ ก็คงต้องมีการรับผิดชอบตามแต่สถานะเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาให้ทุกคนจะมาอ้างความผิดคนนั้นคนนี้อีกแล้ว เนื่องจากเป็นการทำงานเป็นทีมจึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน”




สำหรับธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน (ฟิกซ์ไลน์) ธุรกิจบรอดแบรนด์ และธุรกิจไอพีทีวีของทีโอทีในปีนี้จะต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่โดยเน้นการใช้งานร่วมกันหรือคอนเวอร์เจนซ์ เช่นการลดค่าบริการให้ถูกลงหากใช้งานในกลุ่มธุรกิจทีโอที 2 บริการขึ้นไป หรือหากใช้บริการ 3G และโทรศัพท์บ้านก็อาจจะโทร.หากันฟรี โดยจะเน้นหนักเรื่องการตลาด และการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามากขึ้น
     
       “ต้องให้ทีโอทีปรับมาตรฐานการกำหนดราคาของบริการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นการตลาดแบบใหม่ โดยใช้ศักยภาพที่มีอยู่ทำคอนเวอร์เจนซ์กัน”



ทั้งนี้ เชื่อว่า กสทช.จะมีเหตุผลเพียงพอเนื่องจากหากถึงวันหมดอายุสัมปทานแล้วความถี่ถูกส่งคืนไปที่ กสทช.อุปกรณ์ถูกโอนมาที่ กสท แล้วลูกค้าที่อยู่ในระบบเดิมจะทำอย่างไร ดังนั้นเชื่อว่า กสทช.จะเห็นผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ในการตัดสินใจทำอะไรลงไป จึงคิดว่า กสทช.น่าจะคุยกันได้ทั้งคลื่น 1800 MHz และ 2.3 GHz ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานลงตามลำดับ


“ผมคาดว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปลายเดือน ม.ค.นี้ ส่วนจะเดินหน้าต่อไปหรือถอยหลังกลับมา กสท ก็ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง เนื่องจากสุดท้าย กสท จะเป็นผู้ขายส่ง ส่วนเอกชนที่จะเข้ามาจะเป็นได้แค่เพียงผู้ให้บริการ MVNO เท่านั้น และหาก กสท ทำตามสัญญาใหม่ที่แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว กสท จะมีรายได้เพียงพอที่จะช่วยให้อยู่รอดได้แม้จะหมดรายได้จากสัญญาสัมปทานก็ตาม รวมทั้งยังเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาเป็น MVNO ได้”






หากขยายความตามที่ รมว.ไอซีทีให้สัมภาษณ์อาจมีได้ 3 แนวทาง คือ 1. การหาพาร์ตเนอร์ซึ่งต้องเดินตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หมายถึงขายเฉพาะโครงการ 3G ทำในลักษณะเดียวกับสัญญากลุ่มทรูกับ กสท เพียงแต่เดินตามขั้นตอน กม.ที่ถูกต้อง แต่เอกชนที่จะเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์อาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดข้อครหาภายหลังได้ เช่นหากเป็นโอเปอเรเตอร์ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอาจถูกครหาว่าเป็นการใช้การเมืองเอื้อประโยชน์ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติในสังคมนี้ไปแล้ว
     
       2. การรีพีตสัญญาเดิม วิธีการนี้ก็มีข้อดี เช่น 1. คุ้มค่ากว่าในการลงทุน ประสิทธิภาพดีกว่า และเร็วกว่าในการขยายเครือข่ายด้วยอุปกรณ์เดิม ทำให้การขยายและติดตั้งเครือข่ายได้เร็วกว่าเพื่อสนับสนุนการทำตลาดที่เร็วกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งโดยทั่วไปการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตจำเป็นต้องมีการทำการทดสอบและแก้ไขทางด้านเทคนิคเพื่อที่จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตสามารถต่อถึงกันได้โดยไม่มีปัญหา โดยใช้เวลาในการทดสอบ 6-9 เดือน 2. โครงข่ายมีสถาปัตยกรรมที่ง่ายกว่าไม่ซับช้อนเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต 3. ต่อยอดเทคโนโลยีสู่อนาคตได้ง่ายและราบรื่นกว่า 4. มีคุณภาพสัญญาณของเครือข่ายที่ดีกว่า 5. มีประสิทธิภาพดีกว่าในการปฏิบัติการและดูแลรักษาเครือข่าย และ 6. ลดต้นทุนการลงทุนได้มากกว่า
     
       แต่ก็มีข้อเสีย อาทิ โครงการเฟส 2 มีขนาดใหญ่กว่าเฟส 1 มาก หากไม่เปิดประมูลอาจเกิดการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสได้ รวมทั้งเกิดการฟ้องร้องจากเวนเดอร์ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วม ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าของโครงการ
     
       3. การเปิดประมูลใหม่ วิธีนี้มีขั้นตอนมากมายอาจทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้า แต่มีข้อดีที่หากดำเนินการอย่างโปร่งใสรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเชื่อได้ว่าโครงการจะไม่สะดุดและไม่อื้อฉาว ขณะที่การที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่โครงการเร่งด่วนจนถึงขนาดที่จะต้องใช้การจัดหาด้วยวิธีพิเศษ ก็จะเปิดโอกาสและทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่ทีโอที ซึ่งสามารถเลือกดำเนินการได้ว่าจะแบ่งโซน แบ่งพื้นที่ติดตั้ง หรือจะให้รายเดียวได้โครงการทั้งหมด







































____________________________




บัญชา “อนุดิษฐ์” ผนึก 3G TOT + My CAT สู้ศึกมือถือ



เปิดแผนปี 56 “อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” รมว.ไอซีที จับทีโอทีผนึกกสท ประเดิมบริการ 3G+My เสริมจุดแกร่งด้านสื่อสารข้อมูล พร้อมเร่ง 3G เฟส 2 ด้วยหลายทางเลือก อาจหาพาร์ตเนอร์ รีพีตสัญญาเดิม หรือเปิดประมูลใหม่ เล็งทีโอทีปรับโครงสร้างค่าบริการเดินตามทางคอนเวอร์เจนซ์ ด้าน กสท ต้องลดระดับทรูเหลือแค่ MVNO ส่วนปัญหาความขัดแย้งในกรมอุตุฯ รับประกันไม่ยอมให้มีการเอื้อประโยชน์เอกชน ล็อกสเปก หรือทำให้รัฐเสียหาย
     
       น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ในปี 2556 ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงไอซีทีคือการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลอย่างบริษัท ทีโอที เดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ โดยเฉพาะในวันที่ 24 ก.พ. 56 ทีโอทีจะมีการเปิดตัวการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เฟส 1 อย่างเป็นทางการ โดยในเฟสแรกได้กำหนดติดตั้งทั้งหมด 5,320 สถานีฐาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดให้บริการบนความถี่ 2.1 GHz บนเทคโนโลยี 3G ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นและมีความต้องการใช้งานประเภทข้อมูล (ดาต้า) สูงแล้ว ยังจะเปิดตัวบริการ 4G บนเทคโนโลยี LTE ซึ่งจะใช้ความถี่เดียวกัน คือ 2.1 GHz เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าใหม่ที่ต้องการจะเข้ามาใช้บริการ
     
       รวมทั้งจะเปิดบริการใช้เครือข่ายร่วมกัน (โรมมิ่ง) ระหว่าง 3G ทีโอที กับ “My CAT” ซึ่งเป็นบริการ 3G ของบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทั้งดาต้า และเสียงทั่วประเทศให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บางพื้นที่ทีโอที 3G อาจจะไม่สามารถรับสัญญาณได้ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ในเครือข่ายของ กสท ได้แทน ซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย
     
       “ผมมองว่า 24 ก.พ.นี้จะเป็นการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีลงมาจนถึงผู้บริหารทีโอที และ กสท หากในวันดังกล่าวยังไม่เห็นการร่วมมือกันเพื่อให้บริการโรมมิ่งได้ ก็คงต้องมีการรับผิดชอบตามแต่สถานะเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาให้ทุกคนจะมาอ้างความผิดคนนั้นคนนี้อีกแล้ว เนื่องจากเป็นการทำงานเป็นทีมจึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน”
     
       ***เดินหน้าทีโอที 3G เฟส 2***
     
       กระทรวงไอซีทียังจะผลักดันให้เกิดทีโอที 3G เฟส 2 หรืออยากให้เรียกว่าโครงการโทรศัพท์มือถือยุคใหม่ เนื่องจากทีโอทีมีคลื่นที่ถือครองอยู่กับตัวโดยไม่ต้องคืนคลื่นทั้ง 1900 MHz และ 2.1 GHz ดังนั้น หากนำคลื่นดังกล่าวมากำหนดเทคโนโลยีให้เหมาะสมก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ สำหรับทีโอที 3G เฟส 2 นั้น ทีโอทีจะต้องขยายโครงข่ายเพิ่มขึ้นถึง 15,000 สถานีฐานเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ
     
       “3G เฟส 2 เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรีพีตสัญญาเดิมหรือจะเปิดประมูลใหม่ทั้งหมดยังไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้ เนื่องจากการอยู่รอดของทีโอทีขึ้นอยู่กับธุรกิจโมบายล์ ซึ่งเรากำลังจะตัดสินใจว่าหากจะหาพาร์ตเนอร์แล้วจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หรือไม่ แต่หากทีโอทีต้องลงทุนเองคงต้องเปิดประมูลใหม่”
     
       ***เร่งคอนเวอร์เจนซ์ปรับโครงสร้างราคา***
     
       สำหรับธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน (ฟิกซ์ไลน์) ธุรกิจบรอดแบรนด์ และธุรกิจไอพีทีวีของทีโอทีในปีนี้จะต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่โดยเน้นการใช้งานร่วมกันหรือคอนเวอร์เจนซ์ เช่นการลดค่าบริการให้ถูกลงหากใช้งานในกลุ่มธุรกิจทีโอที 2 บริการขึ้นไป หรือหากใช้บริการ 3G และโทรศัพท์บ้านก็อาจจะโทร.หากันฟรี โดยจะเน้นหนักเรื่องการตลาด และการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามากขึ้น
     
       “ต้องให้ทีโอทีปรับมาตรฐานการกำหนดราคาของบริการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นการตลาดแบบใหม่ โดยใช้ศักยภาพที่มีอยู่ทำคอนเวอร์เจนซ์กัน”
     
       รวมทั้งต้องผลักดันให้ทีโอทีเปิดให้บริการอินเตอร์เนชันแนลเกตเวย์ หรือวงจรเชื่อมต่อต่างประเทศ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศในเส้นทางต่างๆ จากที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องเช่าใช้หรือทำสัญญาร่วมทุนระหว่างประเทศอยู่ทั้ง 2 ฝั่งในตอนนี้ มีเพียงเส้นหลักเท่านั้นที่ทีโอทีลงทุน เพราะเห็นว่าการใช้งานประเภทข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในตลาดต่างต้องการขยายคาปาซิตีให้มากขึ้นเพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว ซึ่งบริการอินเตอร์เนชันแนลเกตเวย์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นเดียวกัน
     
       ***ปัญหาคืนความถี่ 1800 MHz***
     
       ในปีนี้บริษัท กสท โทรคมนาคม กำลังจะเข้าสู่ภาวะการหมดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 56 เพราะฉะนั้นความชัดเจนในการบริหารจัดการหลังสัมปทานหมดมีความจำเป็นอย่างมาก โดยสัญญาสัมปทานความถี่ 1800 MHz ในการให้บริการระบบ 2G ของ กสท ผู้ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ มีลูกค้า 17 ล้านราย และ บริษัท ดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) มีลูกค้าอีกประมาณ 80,000 ราย ที่ได้สิทธิใช้คลื่นความถี่รายละ 12.5 MHz รวม 25 MHz ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครจะถือครองคลื่นดังกล่าวหลังหมดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 2556 เนื่องจาก กสท และ กสทช.ต่างมีจุดยืนที่เหมือนกันในการนำความถี่หลังหมดสัญญาสัมปทานกลับมาไว้อยู่ที่ตัวเองเพื่อบริหารจัดการเอง
     
       ทั้งนี้ เชื่อว่า กสทช.จะมีเหตุผลเพียงพอเนื่องจากหากถึงวันหมดอายุสัมปทานแล้วความถี่ถูกส่งคืนไปที่ กสทช.อุปกรณ์ถูกโอนมาที่ กสท แล้วลูกค้าที่อยู่ในระบบเดิมจะทำอย่างไร ดังนั้นเชื่อว่า กสทช.จะเห็นผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ในการตัดสินใจทำอะไรลงไป จึงคิดว่า กสทช.น่าจะคุยกันได้ทั้งคลื่น 1800 MHz และ 2.3 GHz ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานลงตามลำดับ
     
       ***ทรูต้องลดระดับเป็นแค่ MVNO
     
       ที่ผ่านมารายได้หลักของ กสท นอกจากบริการมาตรฐานที่มีอยู่แล้วยังมีรายได้จากสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA ความถี่ 850 MHz ระหว่าง กสท กับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่ง กสท เคยหวังว่าจะเป็นรายได้หลักของ กสท ภายหลังจากหมดสัญญาสัมปทาน แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิดตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มีมติจำนวน 6 ข้อตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) จึงเกิดปัญหาขึ้นมาทำให้รายได้ในส่วนดังกล่าวที่ กสท เคยหวังไว้ในส่วนรายได้จากการให้บริการบนโครงข่ายเสมือนหรือ MVNO ที่จะมาแทนรายได้จากสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดลงไม่สามารถทำได้ อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวก็เห็นว่ามีมูลความผิดจริง ดังนั้น กสท จึงต้องสรุปในเรื่องดังกล่าวโดยเร็วเพื่อจะหารายได้จากการดำเนินธุรกิจโมบายล์ต่อไปอย่างที่หวังได้
     
       “ในกระบวนการว่าใครผิดใครถูกคงต้องว่าไปตามกระบวนการตรวจสอบผมไม่อยากพูดถึง แต่จะทำอย่างไรให้สัญญาดังกล่าวเมื่อมีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้วจะกลับ มาสร้างรายได้ให้กับ กสท อย่างที่เคยหวังไว้มากกว่า”
     
       นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าสัญญาดังกล่าวเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) หรือไม่ ซึ่งคงต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความก่อน จากนั้นจะต้องส่งแผน และแนวทางการแก้ไขสัญญาเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงไอซีทีพิจารณาต่อไป
     
       “ผมคาดว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปลายเดือน ม.ค.นี้ ส่วนจะเดินหน้าต่อไปหรือถอยหลังกลับมา กสท ก็ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง เนื่องจากสุดท้าย กสท จะเป็นผู้ขายส่ง ส่วนเอกชนที่จะเข้ามาจะเป็นได้แค่เพียงผู้ให้บริการ MVNO เท่านั้น และหาก กสท ทำตามสัญญาใหม่ที่แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว กสท จะมีรายได้เพียงพอที่จะช่วยให้อยู่รอดได้แม้จะหมดรายได้จากสัญญาสัมปทานก็ตาม รวมทั้งยังเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาเป็น MVNO ได้”
     
       ***มั่นใจดีเอสไอเอาคนผิดมาลงโทษ***
     
       ส่วนในกรณีที่ไอซีทีพบสำเนาสัญญาซื้อขายกิจการฮัทช์มูลค่า 7,000 ล้านบาทซึ่งในสมัยอดีตซีอีโอ กสท “จิรายุทธ รุ่งศรีทอง” เซ็นชื่อไว้ก่อนฉีกสัญญาทิ้งเพื่อให้กลุ่มทรูซื้อไปนั้น ไอซีทีได้ส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบต่อ โดยหากระบุว่ามีการเซ็นสัญญาแล้วฉีกจริงก็มีความผิดทางกฎหมายชัดเจน
     
       ก่อนหน้านี้กระทรวงไอซีทีเคยออกมาแถลงข่าว และชี้แจงต่อสื่อมวลชนเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการภายหลังจากนี้ที่ดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่นั้นตนมั่นใจว่าดีเอสไอไม่ได้ปล่อยปละละเลยในกรณีดังกล่าว ซึ่งดูได้จากหลายคดีที่ถูกกล่าวหาว่าล่าช้าสุดท้ายดีเอสไอก็มีข้อสรุปออกมาอย่างครบถ้วน และถูกต้องแน่นอน
     
       “ผมเชื่อว่าใครที่ทำผิด สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมย่อมสามารถจัดการกับคนเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะใช้เวลานานก็ตาม”
     
       ***ชง Super GIN เข้า ครม.ภายใต้งบ 3 หมื่นล้าน***
     
       กระทรวงไอซีทียังวางเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์ และการเพิ่มประสิทธิภาพจากโครงสร้างพื้นฐาน โดยภายในปี 2558 ประเทศไทยจะต้องมีครัวเรือนที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ 80% ของประชากร จากปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงได้ประมาณ 35% เท่านั้น
     
       ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ซึ่งล่าสุดกระทรวงไอซีทีได้เขียนแผนแม่บทในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
     
       โดยหลักการคือ เดิมที่รัฐบาลมีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสื่อสารข้อมูลภาครัฐ หรือ GIN ที่เชื่อมต่อหน่วยงานของรัฐกว่า 1,190 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ แต่ปัญหาคือยังไม่มีการเชื่อมโยงกันแต่อย่างใด ดังนั้น กระทรวงไอซีทีจึงต้องการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน
     
       ดังนั้น เป้าหมายของไอซีทีคือการให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหมด เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เชื่อมต่อบนโครงข่ายของรัฐบาลที่จะเรียกว่า “Super GIN” โดยจะอาศัยเทคโนโลยีไร้สาย ในการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจากเดิม GIN มีความเร็วและคุณภาพต่ำมากในการประมวลผล แต่ Super GIN จะเพิ่มคุณภาพได้มากกว่าระบบเก่าถึง 50 เท่า
     
       “โครงการ Super GIN คาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนราว 3 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงไอซีทีจะนำเข้า ครม.ภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งจะเป็นการร่วมมือระหว่างกระทรวงไอซีที กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข”
     
       ขณะเดียวกัน กระทรวงไอซีทียังได้เจรจากับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในการทำจุดให้บริการ Wi-Fi ฟรีแบบไม่จำกัดจำนวนในการใช้งานภายในสถานศึกษา โดยเบื้องต้นจะเป็นระดับอุดมศึกษาทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งล่าสุดได้รับการตอบกลับจากผู้ประกอบการเอกชนรายหนึ่งในการที่จะสนับสนุนโครงการดังกล่าวแล้ว
     


***ปัญหาในกรมอุตุฯ***
     
       สำหรับปัญหาในกรมอุตุฯ เรื่องการเอื้อประโยชน์งานประมูล และการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมของข้าราชการระดับสูงนั้น ไม่อยากให้มองแต่เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ซึ่งได้ข้อสรุปชี้ออกมาแล้วด้วยว่าใครถูกใครผิด ดังนั้นในตอนนี้เชื่อว่าทิศทาง และนโยบายภายในกรมอุตุฯ เป็นเส้นเดียวกันแล้ว ซึ่งความขัดแย้งระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นคนละเรื่องกับภารกิจของกรมอุตุฯ จึงอยากให้แยกแยะออกจากกัน
     
       “โครงการประมูลต่างๆ ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์ และเป้าหมายต้องชัดเจนว่าที่กำลังดำเนินโครงการต่างๆ เพื่ออะไร จากนั้นจะกำหนดสิ่งที่อยากจะเห็นและทำให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ผมกล้าพูดว่าทุกโครงการที่ไอซีทีดำเนินการไปสามารถชี้แจงได้หมด ที่สำคัญผมไม่เคยคิดจะเข้ามาโดยมีเป้าหมายที่จะเอื้อประโยชน์ให้ใคร และจะไม่ยอมให้ใครมีการล็อกสเปกโครงการต่างๆ แน่นอน ซึ่งหากตรวจสอบเจอผมคงไม่ปล่อยเอาไว้แน่นอน ส่วนใครที่ทำความดีผมยกย่องอยู่แล้ว”
     
       //////////////////
     
       3G เฟส 2 ทำวิธีไหนดี!?!
     
       วันนี้ รมว.ไอซีทีเชื่อว่างบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทสำหรับโครงการ 3G เฟส 2 ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น 3G อย่างเดียวแต่ไปได้ไกลถึง 4G LTE ไม่ใช่ปัญหา หากทีโอทีสามารถทำธุรกิจได้ตามแนวทางและเป้าหมายที่ รมว.ไอซีทีวางไว้ สิ่งที่เหลือคือวิธีการจะทำโครงการนี้อย่างไรให้เกิดได้จริง ไม่อื้อฉาว และรัฐได้ประโยชน์สูงสุด
     
       หากขยายความตามที่ รมว.ไอซีทีให้สัมภาษณ์อาจมีได้ 3 แนวทาง คือ 1. การหาพาร์ตเนอร์ซึ่งต้องเดินตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หมายถึงขายเฉพาะโครงการ 3G ทำในลักษณะเดียวกับสัญญากลุ่มทรูกับ กสท เพียงแต่เดินตามขั้นตอน กม.ที่ถูกต้อง แต่เอกชนที่จะเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์อาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดข้อครหาภายหลังได้ เช่นหากเป็นโอเปอเรเตอร์ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอาจถูกครหาว่าเป็นการใช้การเมืองเอื้อประโยชน์ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติในสังคมนี้ไปแล้ว
     
       2. การรีพีตสัญญาเดิม วิธีการนี้ก็มีข้อดี เช่น 1. คุ้มค่ากว่าในการลงทุน ประสิทธิภาพดีกว่า และเร็วกว่าในการขยายเครือข่ายด้วยอุปกรณ์เดิม ทำให้การขยายและติดตั้งเครือข่ายได้เร็วกว่าเพื่อสนับสนุนการทำตลาดที่เร็วกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งโดยทั่วไปการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตจำเป็นต้องมีการทำการทดสอบและแก้ไขทางด้านเทคนิคเพื่อที่จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตสามารถต่อถึงกันได้โดยไม่มีปัญหา โดยใช้เวลาในการทดสอบ 6-9 เดือน 2. โครงข่ายมีสถาปัตยกรรมที่ง่ายกว่าไม่ซับช้อนเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต 3. ต่อยอดเทคโนโลยีสู่อนาคตได้ง่ายและราบรื่นกว่า 4. มีคุณภาพสัญญาณของเครือข่ายที่ดีกว่า 5. มีประสิทธิภาพดีกว่าในการปฏิบัติการและดูแลรักษาเครือข่าย และ 6. ลดต้นทุนการลงทุนได้มากกว่า
     
       แต่ก็มีข้อเสีย อาทิ โครงการเฟส 2 มีขนาดใหญ่กว่าเฟส 1 มาก หากไม่เปิดประมูลอาจเกิดการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสได้ รวมทั้งเกิดการฟ้องร้องจากเวนเดอร์ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วม ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าของโครงการ
     
       3. การเปิดประมูลใหม่ วิธีนี้มีขั้นตอนมากมายอาจทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้า แต่มีข้อดีที่หากดำเนินการอย่างโปร่งใสรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเชื่อได้ว่าโครงการจะไม่สะดุดและไม่อื้อฉาว ขณะที่การที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่โครงการเร่งด่วนจนถึงขนาดที่จะต้องใช้การจัดหาด้วยวิธีพิเศษ ก็จะเปิดโอกาสและทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่ทีโอที ซึ่งสามารถเลือกดำเนินการได้ว่าจะแบ่งโซน แบ่งพื้นที่ติดตั้ง หรือจะให้รายเดียวได้โครงการทั้งหมด

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000006677

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.