Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

7 มกราคม 2556 (เรื่องใหญ่) ICT เปิดหน้ากาก ให้ TOT ทำธุรกิจร่วมกัน AIS ช่วยกันขยาย 3G ( ขู่ ไม่ทำTOTจะมีปัญหาทางการเงินเอง)(แม้คลื่นไกล้กัน)


ประเด็นหลัก

ไอซีที ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหาร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ไปหารือร่วมกับผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะคู่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2 G บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิตรซ์ (MHz) เพื่อหาช่องทางการทำธุรกิจร่วมกัน ก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน2558

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างทีโอทีกับเอไอเอสนั้น หากทำได้สำเร็จก็จะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสัญญาสัมปทานมือถือ2Gจะสิ้นสุดลง อีกทั้งจะมีสถานีฐานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวรนั้น สามารถนำมาพัฒนาหรืออัพเกรดให้บริการ3Gได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งปัจจุบันเอไอเอส ก็มีโครงข่าย 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิตรซ์(GHz) อยู่แล้ว ขณะที่ ทีโอที ก็มีบริการ 3 Gบนคลื่นความถี่ 1900 MHzเช่นกัน? รวมถึงจะส่งผลดีต่อการขยายการลงทุนโครงการสร้างโครงข่าย3G ระยะ2(เฟส2)ของ ทีโอที ด้วย

“การร่วมทุนทางธุรกิจถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับ ทีโอที มากที่สุด ซึ่งฝ่ายบริหารทีโอทีและกระทรวงไอซีที จะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นทีโอทีจะประสบปัญหาขาดทุนทางการเงินหลังจากสัมปทานสิ้นสุดอย่างแน่นอน เพราะทีโอทีจะไม่มีรายได้เพิ่มจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด” รายงานระบุ










__________________________


“ไอซีที” ชี้หาทางรอดให้ “ทีโอที” ผนึก AIS ร่วมธุรกิจ 3G

 

“ไอซีที” แนะ “ทีโอที” ผนึก “เอไอเอส” ร่วมธุรกิจ3G หนีตายก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงในปี’58 ด้าน?“นพ.ประวิทย์”?หนึ่งใน กสทช.ห่วงลูกค้า “ทรูมูฟ” ป่วน!รับสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลงในอีก8เดือนข้างหน้า

มีรายงานข่าวแจ้งว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แจ้งว่า ไอซีที ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหาร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ไปหารือร่วมกับผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะคู่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2 G บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิตรซ์ (MHz) เพื่อหาช่องทางการทำธุรกิจร่วมกัน ก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน2558



ทั้งนี้ในการทำธุรกิจร่วมกัน ควรนำทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานมาสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งให้ทีโอที และ เอไอเอส เริ่มจากทรัพย์สินที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ สถานีฐานหรือเสาส่งสัญญาณ จำนวน 12,000 แห่งนั้น ซึ่งตามสัญญาสัมปทาน เอไอเอส จะต้องส่งมอบให้กับ ทีโอที ว่า จะสามารถสร้างประโยชน์หรือมีรูปแบบในการทำธุรกิจร่วมกันในลักษณะใดบ้าง โดยจะต้องศึกษาให้แล้วและเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในกลางปี 2556

ทั้งนี้หากมีความชัดเจนในแผนความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ทางทีโอที จะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และนำเสนอกระทรวงไอซีที สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป ขณะที่เอไอเอส ก็ต้องนำเสนอที่ประชุมบอร์ดเอไอเอส เช่นเดียวกัน

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างทีโอทีกับเอไอเอสนั้น หากทำได้สำเร็จก็จะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสัญญาสัมปทานมือถือ2Gจะสิ้นสุดลง อีกทั้งจะมีสถานีฐานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวรนั้น สามารถนำมาพัฒนาหรืออัพเกรดให้บริการ3Gได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งปัจจุบันเอไอเอส ก็มีโครงข่าย 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิตรซ์(GHz) อยู่แล้ว ขณะที่ ทีโอที ก็มีบริการ 3 Gบนคลื่นความถี่ 1900 MHzเช่นกัน? รวมถึงจะส่งผลดีต่อการขยายการลงทุนโครงการสร้างโครงข่าย3G ระยะ2(เฟส2)ของ ทีโอที ด้วย

“การร่วมทุนทางธุรกิจถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับ ทีโอที มากที่สุด ซึ่งฝ่ายบริหารทีโอทีและกระทรวงไอซีที จะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นทีโอทีจะประสบปัญหาขาดทุนทางการเงินหลังจากสัมปทานสิ้นสุดอย่างแน่นอน เพราะทีโอทีจะไม่มีรายได้เพิ่มจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด” รายงานระบุ

ด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในเดือนกันยายน 2556 สัญญาร่วมการงานหรือสัมปทานระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ "ทรูมูฟ" และ "ดีพีซี" กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จะสิ้นสุดสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ ทำให้ทรูมูฟซึ่งมีลูกค้า 20 ล้านเลขหมาย และดีพีซีซึ่งมีลูกค้า 200,000 เลขหมาย ไม่สามารถให้บริการต่อไปได้

ดังนั้นเชื่อว่าจะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ซิมดับ” ผู้ใช้จะใช้งานไม่ได้นับจากวันดังกล่าว? ทั้งนี้ กสทช.ควรจะจัดการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้าเพื่อให้มีผู้ให้บริการรายใหม่มาดำเนินการต่อเนื่อง? แต่จนขณะนี้เหลืออีกเพียง 8 เดือน คงไม่สามารถดำเนินการได้ทัน อีกทั้งมีแนวโน้มว่า กสท จะตัดสินใจให้บริการต่อโดยไม่คืนสิทธิให้ กสทช. ซึ่งกรณีหลังอาจจะตามมาด้วยการฟ้องร้องเกี่ยวกับสิทธิในการใช้คลื่น

ส่วนในด้านผู้บริโภคนั้น นพ.ประวิทย์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการสะดุดในการให้บริการในช่วงรอยต่อ เพราะแม้มีการจัดประมูลได้ทัน แต่หากผู้ชนะการประมูลไม่ใช่ทรูมูฟ ก็จะต้องมีการให้ลูกค้าร่วม 20 ล้านราย ย้ายค่ายมือถือจากทรูมูฟไปค่ายใหม่ที่ชนะการประมูล ซึ่งโดยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นลูกค้าเติมเงินที่จะต้องประสบปัญหาไม่สามารถย้ายโอนเงินที่เหลือไปได้ ส่วนการขยายเวลาให้ทรูมูฟให้บริการต่อไปก่อนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายระบุให้ต้องมีการประมูลเท่านั้น

นพ.ประวิทย์ แนะนำว่า ผู้บริโภคที่ใช้เลขหมายของทรูมูฟ หรือดีพีซี ดังกล่าว หากรู้สึกว่าเลขหมายมีความสำคัญ แพร่หลายแล้ว ขอให้ดำเนินการย้ายค่ายผู้ให้บริการก่อนที่จะถึงเวลาสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และหากเป็นแบบเติมเงิน ขอให้วางแผนไม่เติมเงินมากเกินไป เพราะการขอถอนเงินออกมาจะมีความยุ่งยาก อย่างไรก็ดีได้ให้ทรูมูฟ เสนอแผนการแจ้งลูกค้าให้ทราบข้อมูลข่าวสารดังกล่าวล่วงหน้า


แนวหน้า
http://www.ryt9.com/s/nnd/1562748



ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.