Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

8 มกราคม 2556 ส.องค์การพิทักษ์7วันจี้ขึ้นศาลปกครอง // ชี้กลางวง!! สุภิญญาแปลกจัง แรงเงามีคนร้องเรียนไม่แบน


ประเด็นหลัก


น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ในกรณีนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก โดยทางอนุกรรมการย่อยของ กสทช.คือ กสท.ที่ดูแลเกี่ยวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ ได้เข้าทำการตรวจสอบ และนำเข้าวาระจรเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยถกเถียงกันว่า สามารถนำปัญหานี้ไปตรวจสอบได้หรือไม่ แต่ขอยืนยันว่าทาง กสทช. ไม่ได้เซนเซอร์ละครเรื่องเหนือเมฆ 2 แต่ทางช่อง 3 เป็นผู้แบนตัวเอง ทั้งนี้ทราบว่า วันนี้ช่อง 3 ได้ส่งจดหมายชี้แจงมาแล้ว จึงต้องขอกลับไปดูรายละเอียดก่อน อย่างไรก็ตามความจริงอยากให้ช่อง 3 ส่งตัวแทนมาชี้แจงมากกว่า

ส่วนการที่ช่อง 3 อ้างถึงกรณีการถอดละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ออก เพราะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.กสทช.มาตรา 37 กรณีเป็นภัยต่อความมั่นคงนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ที่ผานมา กสทช. ไม่เคยใช้มาตราดังกล่าวกับสื่อใดเลย โดยขอตั้งขอสังเกตว่า ละครก่อนหน้านี้อย่างเรื่องแรงเงา ก็มีการร้องเรียนเข้ามาใน กสทช. เป็นจำนวนมาก แต่กสทช.ก็ไม่ได้ดำเนินการแบนละครเรื่องนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาเสียงความคิดเห็นจากหลายด้าน ซึ่งช่อง 3 เองก็ไม่ได้ดำเนินการแบนอะไรเลย เพราะติดเรื่องค่าโฆษณา แต่กับละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ที่ไม่เคยมีใครเข้ามาร้องเรียน แต่ช่อง 3 กล้าตัดสินใจที่จะถอดออก โดยไม่สนใจค่าโฆษณา ตรงนี้อาจจะทำให้เข้าใจว่า มีอำนาจธุรกิจ กลุ่มทุน กลุ่มอำนาจที่มองไม่เห็นเข้ามาแทรกแซง แม้จะต้องเสียเงินโฆษณา โดยส่วนตัวมองว่า อาจเกี่ยวข้องกับการต่อสัญญาสัมปทาน เพราะช่อง 3 ใช้สัมปทานเดิม คือ การตัดสินใจอยู่กับรัฐบาล ไม่ได้เป็นของ กสทช.โดยเรื่องสัมปทานของช่อง 3 เป็นเรื่องที่มีปัญหามาสักระยะแล้ว


นายศรีสุวรรณ ยืนยันว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวให้ กสทช.กระทำการภายใน 7 วัน และหากยังไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป


___________________________________







ส.องค์การพิทักษ์ รธน.ขีดเส้น 7 วันจี้ กสทช.สั่งช่อง 3 นำ"เหนือเมฆ"คืนจอ


       วันนี้ (8 ม.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายัง กสทช.เพื่อยื่นข้อเรียกร้องกรณีช่อง 3 ยุติการออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ 2 โดยได้ยื่นข้อเรียกร้องจำนวน 4 ข้อด้วยกันคือ 1.สั่งการให้โทรทัศน์ช่อง 3 นำละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ตอนที่เหลืออยู่มาออกอากาศตามปกติในวัน-เวลาเดิม โดยไม่มีการตัดทอนเนื้อหา 2.สั่งให้ช่อง 3 ชดเชยเยียวยาต่อผู้ชมในทันทีตามที่คณะกรรมการกำหนด ภายใต้การเห็นชอบของผู้บริโภค ตามมาตรา 61 3.ตั้งกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยด่วนว่า บทละครตอนใด หรือเนื้อหาสาระใด ที่เข้าข่ายผิดมาตรา 37 ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 พร้อมรายงานข้อเท็จจริงกับประชาชน และ 4.สอบสวนการละเมิดเสรีภาพของผู้ชมหรือเอาผิด การกกะทำดังกล่าวของผู้ได้รับใบอนุญาต หรือ ช่อง 3 โดยการเพิกถอนใบอนุญาต
        นายศรีสุวรรณ ยืนยันว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวให้ กสทช.กระทำการภายใน 7 วัน และหากยังไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000002520&Keyword=%a1%ca%b7

______________________


ยื่น 4 ข้อเรียกร้องเอาผิดช่อง 3 แบนละคร "เหนือเมฆ" ละเมิดสิทธิ ปชช.





องค์การพิทักษ์ รธน. ยื่น 4 ข้อเรียกร้องต่อ กสทช. กรณีช่อง 3 แบนละคร "เหนือเมฆ" ละเมิดสิทธิของประชาชน ลั่นหากผิดจริง ถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต หรือต้องเรียกคืนคลื่นความถี่ ทันที
     
       รายงานแจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา องค์การพิทักษ์รับธรรมนูญไทยได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ กสทช. กรณีช่อง 3 ยกเลิกการออกอากาศละครเหนือเมฆ 2 โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนผู้รับข่าวสาร ตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งละครดังกล่าวไม่ได้มีเนื้อหาใดที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 การให้เหตุผลของช่อง 3 จึงไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
     
       ดังนั้น องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การ กล่าวว่า เรียกร้องให้ กสทช. ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยให้ดำเนินการใน 4 ข้อ คือ 1.สั่งการให้ช่อง 3 นำละครดังกล่าวตอนที่เหลือทั้งหมดมาออกอากาศในวันและเวลาเดิม โดยไม่ตัดทอนเนื้อหา
     
       2. สั่งการให้ช่อง 3 ชดเชยและเยียวยา การกระทำที่เข้าข่ายละเมิดในทันที 3. ตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า บทละครและวัสดุโทรทัศน์ มีเนื้อหาสาระใดที่เข้าข่ายผิดตามมาตรา 37 ของพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และเสนอข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ
     
       4. ให้สอบสวนการกระทำผิดฐานละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ชมและผู้บริโภค และเอาผิดกับผู้กระทำดังกล่าว ซึ่งหมายถึงช่อง 3 โดยขอให้เพิกถอนใบอนุญาต หรือเรียกคืนคลื่นความถี่ทันที
     
       “ข้อเรียกร้องทั้ง 4 องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะรอจนกว่าจะมีการชี้แจงผลสอบสวน หากไม่ได้รับการตอบรับ ก็จะยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป”
     
       พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กสทช. กล่าวว่า จะดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน หลังจากนี้ก็จะใช้เวลาพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป


http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000002500&Keyword=%a1%ca%b7


__________________________



“สมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ร้องกสทช. จัดการช่อง 3


“สมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” เดินหน้ายื่นหนังสือร้องเรียน กสทช. 4 ข้อ หลังช่อง 3 แบนละคร “เหนือเมฆ 2” วางกรอบขอคำตอบ 7 วัน
วันนี้ (8 ม.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้รับหนังสือจากสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ถึงกรณี สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้งดออกอากาศละครเรื่อง  “เหนือเมฆ 2 ตอน มือปราบจอมขมังเวทย์ ” อย่างกะทันหัน โดยมีข้อเรียกร้องจำนวน 4 ข้อ ได้แก่ 1. สั่งการให้ช่อง 3 นำละครที่ยังเหลือมาออกอากาศตามปกติ ในวัน เวลาเดิม และไม่มีการตัดทอนบทหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหา 2. สั่งการให้ช่อง 3 ชดเชยเยียวยาการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อผู้ชมหรือประชาชนทันทีตามมาตรา 61 ตามพรบ.คุ้มครองผู้ริโภค 2552

ส่วนข้อ 3.ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวนกรณีดังกล่าว ว่า บทละครหรือเทปวัสดุโทรทัศน์ทั้งออนแอร์และไม่ออนแอร์มีบท หรือตอนใดที่เข้าข่ายความผิด มาตรา 37 แห่งพรบ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551  และ 4. สอบสวนการกระทำการของผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยการเพิกถอนใบอนุญาตและเรียกคืนคลื่นความถี่หรือสัญญาณการแพร่ภาพของสถานีช่อง 3  โดยให้เวลากสทช. ดำเนินการภายใน 7 วันนับจากวันนี้  หากไม่มีความชัดเจนภายใน 7 วัน สมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเตรียมที่จะดำเนินการยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเป็นขั้นตอนต่อไป

พ.อ.ดร.นที   กล่าวว่า กสท.จะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ได้ให้คณะอนุกรรมการเนื้อหา ผังรายการ  ไปพิจารณารายละเอียด ข้อมูล ของการงดออกอากาศอย่างกะทันหัน แล้วกลับมานำเสนอบอร์ด กสท. อีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยหลังการยื่นหนังสือว่า การยื่นหนังสือดังกล่าวนี้ แม้จะเหมือนเข้ามาในอุโมงค์มืด แต่ก็หวังว่ากสทช.จะให้ความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค และการให้ข้อมูลแทนช่อง 3 ที่อ้างว่าขัดต่อ มาตรา 37 นั้น ช่อง 3 ต้องยืนยันเอง ว่าที่ไม่สามารถออกอากาศได้นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

http://www.dailynews.co.th/technology/176897


_____________________________________



วงเสวนาถล่มเละ!แบนเหนือเมฆ กสทช.ข้องใจ ลับลวงพราง โยงแลกสัมปทานช่อง 3

 
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 มกราคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ ห้องประชุมนิเทศศาสตร์ ทางคณะนิเทศสาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “บอกความจริงเรื่องเหนือเมฆ 2 สงสารช่อง 3 หรือประชาชนดี” โดยมีวิทยากรที่เข้าร่วม ประกอบด้วย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.นางสุวรรณา สมบัติรักษาสุข อดีตประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นางสุภาพร โพธ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ นายเกริกเกียรติ พันธุ์พิพัฒน์ คณบดีคณะศิลปกรรมการผลิตสื่อ ภาควิชาการผลิตภาพยนตร์และแอนิเมชั่น สถาบันกันตนา ขณะที่นายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ไม่ได้เดินทางมาการเสวนาในครั้งนี้ โดยมีประชาชนสนใจเข้ามาร่วมรับฟังจนแน่นเต็มห้องประชุม พร้อมกับชูป้ายข้อความโจมตีสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เรียกร้องให้นำละคร ”เหนือเมฆ 2” กลับมาฉายให้จบ

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ในกรณีนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก โดยทางอนุกรรมการย่อยของ กสทช.คือ กสท.ที่ดูแลเกี่ยวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ ได้เข้าทำการตรวจสอบ และนำเข้าวาระจรเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยถกเถียงกันว่า สามารถนำปัญหานี้ไปตรวจสอบได้หรือไม่ แต่ขอยืนยันว่าทาง กสทช. ไม่ได้เซนเซอร์ละครเรื่องเหนือเมฆ 2 แต่ทางช่อง 3 เป็นผู้แบนตัวเอง ทั้งนี้ทราบว่า วันนี้ช่อง 3 ได้ส่งจดหมายชี้แจงมาแล้ว จึงต้องขอกลับไปดูรายละเอียดก่อน อย่างไรก็ตามความจริงอยากให้ช่อง 3 ส่งตัวแทนมาชี้แจงมากกว่า

ส่วนการที่ช่อง 3 อ้างถึงกรณีการถอดละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ออก เพราะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.กสทช.มาตรา 37 กรณีเป็นภัยต่อความมั่นคงนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ที่ผานมา กสทช. ไม่เคยใช้มาตราดังกล่าวกับสื่อใดเลย โดยขอตั้งขอสังเกตว่า ละครก่อนหน้านี้อย่างเรื่องแรงเงา ก็มีการร้องเรียนเข้ามาใน กสทช. เป็นจำนวนมาก แต่กสทช.ก็ไม่ได้ดำเนินการแบนละครเรื่องนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาเสียงความคิดเห็นจากหลายด้าน ซึ่งช่อง 3 เองก็ไม่ได้ดำเนินการแบนอะไรเลย เพราะติดเรื่องค่าโฆษณา แต่กับละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ที่ไม่เคยมีใครเข้ามาร้องเรียน แต่ช่อง 3 กล้าตัดสินใจที่จะถอดออก โดยไม่สนใจค่าโฆษณา ตรงนี้อาจจะทำให้เข้าใจว่า มีอำนาจธุรกิจ กลุ่มทุน กลุ่มอำนาจที่มองไม่เห็นเข้ามาแทรกแซง แม้จะต้องเสียเงินโฆษณา โดยส่วนตัวมองว่า อาจเกี่ยวข้องกับการต่อสัญญาสัมปทาน เพราะช่อง 3 ใช้สัมปทานเดิม คือ การตัดสินใจอยู่กับรัฐบาล ไม่ได้เป็นของ กสทช.โดยเรื่องสัมปทานของช่อง 3 เป็นเรื่องที่มีปัญหามาสักระยะแล้ว

“มาตรา 37 ถ้าไม่ทำให้ชัดเจนจะมีปัญหาตามมาอีก โดยตนค้านตั้งแต่ตอนยกร่าง ส่วนการจะแบนใครเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดย กสทช.ยังไม่เคยแบนใคร เต็มที่ก็แค่การตักเตือน อย่างกรณีรายการไทยแลนด์ก๊อตทาเลนต์ที่ออกอากาศทางช่อง 3 จึงปรับไป 5 แสนบาท ส่วนกรณีช่องเอ็นบีที หรือช่อง 11 ก็มีการร้องเรียนกรณีการเอานักโทษชายออกทีวี แต่เมื่อดูข้อกฎหมายแล้วก็ไม่เข้าข่ายที่จะให้เอาผิดได้ และการพูดถวายพระพรฯ ในวันดังกล่าว ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก จึงถือว่าไม่เข้าข่ายผิดตามมาตรา 37 ฉะนั้นตรงนี้หากเปรียบเทียบกับละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ส่วนตัวมองว่าก็ไม่น่าจะขัดมาตรา 37 ทั้งนี้หลายคนต่างบอกว่า เรื่องนี้ลับลวงพรางมีผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วช่อง 3 แบนตัวเอง เพราะฉะนั้นควรจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ยิ่งช่อง 3 ไม่มาชี้แจงด้วยตัวเองและตัวทำแบบลับๆ ล่อๆ สังคมก็จะตั้งคำถามกลับไปถึงข้อเท็จจริง” น.ส.สุภิญญา ระบุ

ด้าน นางสุวรรณา แสดงความเห็นว่า ในฐานะส่วนหนึ่งเป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.กสทช.ซึ่งในมาตรา 37 นั้น เราก็มีความระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าเหมือนกับดาบ 2 คม แต่หากจะไม่มีก็ไม่ได้ แต่กรณีเหนือเมฆ 2 ที่บอกว่ากระทบต่อความมั่นคงนั้น ต้องถามว่าความมั่นคงที่ว่าคืออะไร นอกจากนี้ในโซเชียลมีเดีย ที่ยกเหตุผลว่าละครเรื่องนี้ โดนแบนเพราะมีเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ก็เป็นความคิดที่ไกลเกินไป เพราะหากดูละครด้วยความเข้าใจ และเข้าในข้อกฎหมายแล้ว จะรู้ว่าละครเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา 112 แม้แต่น้อย

นายเกริกเกียรติ กล่าวว่า ก่อนจะผลิตละครแต่ละเรื่องป้อนให้ทางสถานี จะต้องผ่านการส่งบทย่อ และเทปส่งให้ทางสถานีพิจารณาเสียก่อน โดยจะมีในบางกรณีทางสถานีจะส่งเทปกลับมาให้แก้ไข ถ้าพบว่ามีบทสนทนาที่ไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่เราจะมีการใช้วิธีดูดเสียงออกไป หากปรากฏที่ไม่เหมาะสม ก็จะมีการทำภาพเบลอ หรือให้ทีมตัดต่อใหม่ แต่ในกรณีของละครเหนือเมฆ 2 พบว่ามีการถอดละครออกไปแบบไม่ทันคาดคิด ซึ่งถือว่าผิดปกติวิสัย ฉะนั้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตนนึกย้อนไปถึงการดูละครยุคก่อนๆ ที่คล้ายกับการถูกปิดปากไม่ให้พูดอะไร ทั้งที่ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนสามารถแยกแยะละครได้ และละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ก็ไม่ใช่ละครเชิงปลุกระดมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

แนวหน้า
http://www.ryt9.com/s/nnd/1564286



___________________________



ช่อง 3 ชิ่งเสวนา "เหนือเมฆ 2" ด้าน "กสทช." ให้สังคมตัดสิน



ส่งจดหมายแจงเสวนาความจริง "เหนือเมฆ 2" ไร้เงาตัวแทนช่อง 3 ด้านตัวแทน กสทช. หวั่นคนเข้าใจผิด กม.มาตรา 37 ลั่นไม่มีอำนาจสั่งแบนใครทำได้แค่เตือน รับกรณีที่เกิดขึ้นคงต้องให้สังคมพิจารณาตัดสินกันเอาเอง
     
        กลายเป็นประเด็นสังคมที่ยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับกรณีที่ช่อง 3 ได้สั่งแบนละคร "เหนือเมฆ 2 : จอมขมังเวทย์" หลังออกอากาศไปได้เพียง 9 ตอนจากจำนวน 12 ตอนโดยให้เหตุผลว่าละครเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและเข้าข่ายจะผิดกฏหมายกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มาตรา 39 กระทั่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างทั้งแวดวงคนบันเทิง รวมไปถึงคนในแวดวงการเมืองมาตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
     
        ล่าสุดในช่วงบ่ายที่วันมาของวันนี้ที่หอประชุมนิเทศศาสตร์ อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้จัดให้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง "บอกความจริง เรื่อง เหนือเมฆ 2 : สงสารช่อง 3 หรือประชาชนดี" ขึ้น โดยมีวิทยากรด้านการสื่อสารเข้าร่วมเสวนา อาทิ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นางสุวรรณา สมบัติรักษาสุข อดีตประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นางจำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นางสุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ในส่วนของตัวแทนช่อง 3 อย่างนายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการ รวมไปถึงนายนนทรีย์ นิมิบุตร ในฐานะผู้กำกับละครเรื่องดังกล่าวซึ่งมีรายชื่อในการเสวนาไม่ได้มาเข้าร่วมแต่อย่างใด
     
        ทั้งนี้ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ได้เปิดเผยถึงสาเหตุของการจัดการเสวนาว่าเป็นเพราะมีหลายคนเข้าใจว่าทาง กสทช. นั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางช่อง 3 เองได้มีการอ้างว่าเหตุที่ต้องแบนละครเรื่องนี้เป็นเพราะมีเนื้อหาที่อาจจะเข้าข่ายที่จะผิดกฏหมาย กสทช. มาตรา 37 นั่นเอง
     
        "ต้องเข้าใจก่อนเราไม่เคยใช้อำนาจในการไปเซนเซอร์ใคร แต่เป็นเขาที่เซนเซอร์ตัวเองก่อน เพราะหลายคนสับสน แต่พอมีการอ้างมาตรา 37 ที่ทำให้คนสับสน ถ้าอย่างนั้นเราเลยมองกันว่าจะต้องทำให้สังคมเกิดความชัดเจน เราไม่ได้เซนเซอร์เขาเลย ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะการที่เขามาเซนเซอร์ตัวเองมันไปกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนและความเป็นสื่อ ก็มีการแสดงท่าทีออกมา เราก็หารือกันแล้วว่าจะเรียกช่อง 3 มาพูดคุยกันถึงที่มาที่ไปในการเซนเซอร์ละครเรื่องนี้ ก็ยังหยั่งเชิงผู้บริหารช่อง 3 เหมือนกัน ก็คงจะมีการใช้อำนาจเชิญให้ช่องมาชี้แจงกับกสทช. เพื่อทำให้เรื่องจริงปรากฏ"
     
        "แต่ถ้าพูดในจุดยืนส่วนตัวแล้วดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ทางช่อง 3 มีเจตนาเอามาตรา 37 มาใช้อ้างในกรณีนี้ เพราะมันไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องนี้ แต่มันขยายเป็นเรื่องใหญ่ เช่นเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ เรื่องการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว เรื่องอิทธิพลทางการเมือง เรื่องได้สร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีในเวลาต่อไป ทำให้บรรยากาศของเสรีภาพยิ่งถดถอยและคนก็กลัวกัน ปกติถ้าเราดูผลงานช่อง 3 เราก็ไม่เคยเห็นว่าเขาจะมีการถอดละครอะไรเลย เพราะมันจะไปกระทบกับโฆษณาที่วางแผนไว้แล้ว"
     
        "แต่เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าช่องตัดสินใจปลดละครที่มันจะกระทบต่อเม็ดเงินโฆษณามากมาย ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่จะตัดสินใจแลกกับโฆษณาที่หายไปจำนวนมาก มันสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจธุรกิจก็ยังแพ้อำนาจที่มองไม่เห็นได้อีกทอดนึง ซึ่งจริงๆ มันก็คงเกี่ยวข้องกันด้วยที่เขาอาจจะกลัวอำนาจที่มองไม่เห็นว่าจะมีผลกระทบกับความเป็นอยู่สถานีรึเปล่าจึงตัดสินใจแบนซะ"
     
        "กลับกันก็ส่งผลให้เห็นว่าการที่จะต้องตัดสินใจแบนนั้นอาจจะไปผูกพันกับสัญญาสัมปทาน ซึ่งก็ทราบว่าสัญญาสัมปทานขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ใช่อำนาจของกสทช ถ้าเขาเกิดไม่พอจะเขาจะรื้อจะยกเลิกสัมปทานยังไงก็ทำได้ ทางช่องก็คงกลัวไปต่างๆ นานาว่าจะถูกสร้างเป็นเงื่อนไข ถึงไม่ได้เกิดการแทรงแซงอย่างนั้นจริงๆ แต่ดิฉันก็เชื่อว่าคุณมีอำนาจที่จำทำได้ เพียงแต่เราไม่มีหลักฐาน ในฐานะกสทช. จะฟันธงว่ามันเป็นอย่างนั้นก็คงพูดยาก ก็เป็นเพียงแค่ความสงสัยในใจ"
     
        เผยช่อง 3 ส่งจดหมายชี้แจงมาแล้ว แต่ตนอยากให้อีกฝ่ายเข้ามาพูดด้วยตนเองมากกว่า พร้อมยืนยันจะทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพราะเกรงว่าหลายคนจะเข้าใจกฏหมายมาตราที่ 37 ในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมาทางกสทช.เองก็ไม่เคยนำเอากฏหมายมาตราที่ว่านี้ไปแบนอะไร เพียงแต่ใช้เตือน อย่างช่อง 3 เองก็โดนกรณีรายการไทยแลนด์ ก็อตทาเลนท์ โดยปรับไป 5 แสนบาท รวมถึงช่อง 11 ที่เอาเวลาไปถ่ายทอดสดการแข่งชกมวยพร้อมให้อดีตนายก "ทักษิณ ชินวัตร" ที่มีคดีติดตัวได้ออกทีวี
     
        "แม้แต่เรื่องช่อง 11เอง เราก็เตือนไปที่เอาสื่อของรัฐไปทำแบบนั้น...เราก็ไม่เห็นด้วย เราเอาหลักฐานและเชิญเขามาชี้แจง ก็เอามากางกันว่ามันขัดมาตรา 37 ไหม พอดูแล้วมันไม่มีกฏหมายอันไหนห้ามนักโทษออกทีวี อันนี้ต้องเรียนจริงๆ พอไม่ผิดกฏหมายก็เตือนให้เขาระวัง ยิ่งเป็นการถวายพระพรมันก็ยิ่งยากจะบอกปัด ประเด็นคืออย่างช่อง11 ที่เรามองแล้วว่ามันไม่เหมาะสมเราก็ยังไม่ได้พิจารณาสั่งแบนเลยว่าเขาผิดกฏหมายมาตรา 37 ว่ามันเป็นรายการที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองหรือกระทบความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดี กฏหมายก็เรื่องนึง ความเหมาะสมก็เรื่องนึงเราก็เตือนเขาไปแบบนั้น ในขณะที่ถ้าละครพูดเป็นการปลุกระดมเราก็อาจจะชี้ชัดตัดสินใจง่ายและควรจะตัดทิ้ง"
     
        "ฉะนั้นในเมื่อกรณีช่อง 11 เรายังไม่พิจารณาว่าผิดมาตรา37เลย แล้วกรณีเหนือเมฆเราจะตัดสินว่ามันผิดมาตรา37 ได้ยังไง ก็ขอเวลาให้กสทช. อีกสักอาทิตย์นึงในการไปหาข้อมูลและพูดคุยกับทางช่อง 3 ให้ชัดเจน ดิฉันมองว่าทางออกที่ดีที่สุดของละครเหนือเมฆตอนนี้ก็คือถ้าทางช่อง 3 บริสุทธิ์ใจและยืนยันไปเพราะว่าขัดกับมาตรา37 ก็ส่งเทปมาให้กสทช. พิจารณา เมื่อกสทช. พิจารณาว่าละครเหนือเมฆไม่ได้ขัดกับมาตรา 37 ก็เอาไปออกได้ คนที่มีอำนาจในการวินิจฉัยว่าอะไรขัดกับมาตรา37หรือไม่คือกสทช . ถ้าท่านมความบริสุทธิ์ใจ จริงใจจริงๆ ก็เอามาให้เราดู เราจะพิจารณาเอง"
     
        "ที่ผ่านมากสทช ไม่เคยแบนละครเลยแม้จะมีหลายเรื่องที่ถูกเรียกร้องให้แบน อย่างแรงเงา หรือดอกส้มสีทอง แต่เราก็ชั่งใจเพราะสังคมเราคิดต่างกันได้ เพราะคนที่ชอบดูเฝ้าหน้าจอก็เจอ ถ้าเราสั่งแบนคนก็จะมาร้องเรียนเราเหมือนกัน เราก็ยังโอเคว่ามันยังเข้าข่ายที่รับได้ แม้ว่าจะขัดต่อหลักจริยธรรมอยู่บ้าง"
     
        รับไม่มีบทลงโทษอะไรหากพิจารณาแล้วละคร "เหนือเมฆ 2" ไม่เข้าข่ายที่จะผิดมาตรา 37 รวมถึงไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับให้ทางช่องนำกลับไปออกอากาศได้ก่อนบอกถึงทางแก้ไขระยะยาวคือทำให้กฏหมายมาตรา 37 ให้ชัดเจนและเป็นแนวปฏิบัติได้
     
        "ยังไม่มีการกำหนดบทลงโทษของผู้ที่เอาไปกล่าวอ้าง มีแค่บทลงโทษของผู้ละเมิด ก็คงต้องให้สังคมเป็นคนตัดสิน ว่าเมื่อเราเจอปัญหาแบบนี้สังคมควรจะจัดการยังไง ทุกวันนี้เรื่องราวมันบานปลายไปแล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ช่อง 3 เองก็ไม่ควรจะได้รับตราบาปในการรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องของความแตกแยก ตอนนี้มันเป็นช่วงเฉพาะหน้าการเอากฏหมายมาแก้ไขอย่างเดียวอาจจะไม่ทันการ คงต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ การเมือง สังคมมาก่อนแล้วถ้ามันแก้ไม่ได้จริงๆ ถึงค่อยไปเล่นที่ตัวกฏหมายกัน เพื่อเรื่องจะได้ไปถึงศาลในที่สุด"
     
        "กสทช. มีอำนาจแบนได้แต่ไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้เอามาฉายได้ อย่างไรก็ตามถ้ากสทช. บอกว่าไม่ขัดช่อง3สามารถเอาไปฉายได้อยู่แล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางสถานี แต่เดี๋ยวจะไปเช็คอีกทีว่ามาตราใดจะสั่งเขาได้ไหม เพราะถ้ารัฐสั่งก็เท่ากับรัฐไปคุกคามเสรีภาพสื่อ การที่ไม่ออกฉายมันเป็นการละเมิดกระทบสิทธิของประชาชนที่จะได้ดู แต่ถ้ามีการเมืองมาแทรกแซงช่อง 3 อันนั้นกระทบสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่ถ้าสุดท้ายช่อง 3 เขายืนยันว่าเขาทำเองก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องยึดการให้ปากคำของช่อง 3 เป็นตัวตั้ง แต่ถ้าเรื่องที่เราเช็คมามันไม่ขัดแต่เขาไม่ยอมเอามาออกก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องตัดสินช่อง 3 เองแล้วแหละ"
     
        "ส่วนทางออกระยะยาวคือกสทช. ต้องร่างรายละเอียดของมาตรา 37 ให้ชัดเจนแล้วเป็นแนวปฎิบัติทุกสื่อจะได้รู้ทั่วกัน ไม่อย่างนั้นพอทุกคนไปทำเอง คิดเองก็จะเกิดเรื่องราวแบบนี้"

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000002752



ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.