Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

18 กุมภาพันธ์ 2556 (เกาะติดประมูลDigital TV) แก้ด่วน(เหตุเอือ SONY เพียงรายเดียว) ++ ต้องกล่องset top box รุ่น1.2.1หรือรุ่นที่สูงกว่า เพื่อให้ได้ทุกเจ้า



ประเด็นหลัก


การแก้ไขจากเดิมที่กำหนดให้กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลหรือเครื่องทีวีที่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ใช้มาตราฐานทางเทคนิคในแบบ ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.3.1 ให้แก้ไขเป็น ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.2.1 หรือรุ่นที่สูงกว่า เนื่องจากซอร์ฟแวร์ในรุ่น 1.3.1 แม้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดแต่ผู้ผลิตยังมีเพียงบริษัท โซนี่ เพียงรายเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ยังไม่เกิดการแพร่หลายเท่าที่ควร ทางบอร์ด กสท. จึงเห็นควรให้มีการปรับแก้เป็นรุ่นที่ได้รับความแพร่หลายอย่าง 1.2.1 เพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และราคาต้นทุนการผลิตที่จะถูกลง




(1) บริษัท กรุงเทพวิทยุโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาจากกองทัพบกให้ดำเนินการให้สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 อยู่ในวันที่พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ใช้บังคับ จึงมีสิทธิประกอบกิจการต่อไปได้ภายใต้ขอบเขตการได้รับอนุญาตสัมปทานเดิม ตามมาตรา 75 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวจนกว่าการอนุญาตสัมปทานนั้นจะสิ้นสุดลง โดยบริษัทฯหน้าที่ร่วมกับกองทัพบกในการแจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่และเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ ตามมาตรา 82 และ 83 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งหากบริษัทฯ มีความจำเป้นในการใช้คลื่นความถี่ต่อไป และการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาชอบด้วยกฎหมาย กสทช. ก็จะพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อให้บริการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ในระบบอนาล็อก ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ในชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและส่งเงินรายปีเข้ากองทุนฯ ตามข้อ 17 และข้อ 22 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 อนึ่ง มาตรา 75 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดยกเว้นการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้กับบริษัทฯ แต่ต่อมา มาตรา 42 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว โดยมิได้รับการยกเว้นอีกต่อไป
(2) กรณีการส่งเงินเข้ากองทุนฯ กระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการนำส่งเงินร้อยละ 2 ของรายได้ที่กองทัพบกต้องนำส่งกระทรวงการคลังเนื่องจากการอนุญาตสัมปทานให้กับบริษัทฯ จนกว่าการอนุญาตสัมปทานจะสิ้นสุดลง ตามมาตรา 76 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งในระหว่างที่บริษัทฯ ยังมิได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัทฯ จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน
(3) กรณีที่บริษัทฯ ประสงค์จะประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลโดยการออกอากศคู่ขนาน (Simulcast) กับการออกอากาศในระบบอนาล็อก ภาระหน้าที่การชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของบริษัทฯ ทั้งในกรณีที่บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ทั้งสองระบบแยกต่างหากจากกัน หรือกรณีที่บริษัทฯ ดำเนินการออกอากาศในระบบอนาล็อกตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตสัมปทานอยู่เดิม และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล การชำระค่าธรรมเนียมรายปีและเงินรายปีเข้ากองทุนฯ ของบริษัทฯ จะไม่ซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากบริษัทฯ มีภาระหน้าที่แยกจากกันในแต่ละใบอนุญาต ซึ่งการคำนวณค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและเงินรายปีเข้ากองทุนฯ จะคำนวณจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบกิจการตามใบอนุญาตแต่ละฉบับ ทั้งนี้ เป็นไปตามเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือ






_____________________________________________






กสทช.ยังไม่ให้จัดจำหน่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอล


       พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช.ในวันนี้ ได้มีการพิจารณาเรื่องมาตรฐานโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล จากเดิมที่กำหนดให้เซ็นทรัลบล็อก มีเวอร์ชั่นอยู่ที่ 1.31 ให้อัพเกรดเป็นเวอร์ชั่น 1.21 เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในตลาดมีที่ยอมรับเป็นวงกว้างในการใช้ระบบนี้ รวมถึงมีมาตรฐานในการควบคุมระบบการนำส่งคลื่นสัญญาณ เช่นเดียวกับประเทศยุโรป ทาง กสทช.จึงได้มีมติเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนี้ ยังไม่ให้มีการจัดจำหน่ายโทรทัศน์ และระบบกล่องเซ็นทรัลบล็อกในระบบดิจิตอล เนื่องจากรอให้สภาพการตลาดรวมไปถึงกฎของทาง กสทช. ออกมาอย่างเต็มรูปแบบก่อน ซึ่งผู้ที่ดำเนินการขาย หรือจัดจำหน่ายในขณะนี้ถือว่า มีความผิดตามกฎหมาย

http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000020895&Keyword=%a1%ca%b7






_____________________________________________




กสท.ทบทวนมาตรฐานเซต ทอป บ็อกซ์



วันนี้(18ก.พ.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด กสท. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์

มีมติแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล หรือกล่อง เซต ทอป บ๊อกซ์ ที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 โดยเป็นการแก้ไขจากเดิมที่กำหนดให้กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล หรือเครื่องทีวีที่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ใช้มาตราฐานทางเทคนิคในแบบ ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.3.1 ให้แก้ไขเป็น ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.2.1 หรือรุ่นที่สูงกว่า เนื่องจากซอร์ฟแวร์ในรุ่น 1.3.1 แม้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดแต่ผู้ผลิตยังมีเพียงบริษัท โซนี่ เพียงรายเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ยังไม่เกิดการแพร่หลายเท่าที่ควร ทางบอร์ด กสท. จึงเห็นควรให้มีการปรับแก้เป็นรุ่นที่ได้รับความแพร่หลายอย่าง 1.2.1 เพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และราคาต้นทุนการผลิตที่จะถูกลง

การปรับลดมาตรฐานดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าในปัจจุบันกล่องเวอร์ชั่น 1.2.1 มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่มีกำลังผลิต อาทิ โตชิบา , ซัมซุง, แอลจี เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้กล่องเซต ทอป บ็อกซ์ มีราคาถูกลง เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดและผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อตามความต้องการ ส่วนกล่อง เวอร์ชั่น 1.3.1 นั้น มีประสิทธิภาพสูงและผู้ประกอบการที่ผลิตยังไม่มีความพร้อม จึงไม่มีความแพร่หลายของกล่องเซต ทอป บ็อกซ์ และยังก่อให้เกิดการผูกขาดตลาดกล่องเซต ทอป บ็อกซ์ มากเกินไป ซึ่งถือว่าไม่ตรงกับความต้องการของกสท.ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความเท่าเทียมในการแข่งขัน

" ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งให้นำเข้าหรือผลิต จนกว่ากระบวนการทุกอย่างจะมีความพร้อมของการแพร่ภาพทีวีในระบบทีวีดิจิตอล ซึ่ง กสท. ได้กำหนดให้วันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ มีการประชุมกลุ่มผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องรับสัญญาณในระบบทีวีดิจิตอล เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมสร้างความเข้าใจในเรื่องการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคต่างๆ และนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันของตลาด"

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=169536:2013-02-18-11-29-50&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524




_____________________________________________





“นที” รับประมูลทีวีดิจิตอลช่องธุรกิจส่อเลื่อน เหตุต้องทำประกาศเพิ่มตามมติบอร์ด กสทช.


 
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด กสท. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  มีมติแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 โดยเป็นการแก้ไขจากเดิมที่กำหนดให้กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลหรือเครื่องทีวีที่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ใช้มาตราฐานทางเทคนิคในแบบ ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.3.1 ให้แก้ไขเป็น ดีวีบี-ที2 รุ่น 1.2.1 หรือรุ่นที่สูงกว่า เนื่องจากซอร์ฟแวร์ในรุ่น 1.3.1 แม้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดแต่ผู้ผลิตยังมีเพียงบริษัท โซนี่ เพียงรายเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ยังไม่เกิดการแพร่หลายเท่าที่ควร ทางบอร์ด กสท. จึงเห็นควรให้มีการปรับแก้เป็นรุ่นที่ได้รับความแพร่หลายอย่าง 1.2.1 เพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และราคาต้นทุนการผลิตที่จะถูกลง


พ.อ.นที กล่าวว่า จากการที่ในขณะนี้มีผู้ประกอบการที่สอบถาม ไปจนถึงยื่นเรื่องของทดสอบมาตรฐานทางเทคนิคทั้ง กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล และทีวีที่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอล โดยทาง กสท. ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งให้นำเข้าหรือผลิต จนกว่ากระบวนการทุกอย่างจะมีความพร้อมของการแพร่ภาพทีวีในระบบทีวีดิจิตอล ซึ่ง กสท. ได้กำหนดให้วันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้มีการประชุมกลุ่มผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องรับสัญญาณในระบบทีวีดิจิตอล เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมสร้างความเข้าใจในเรื่องการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคต่างๆ และนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานโดยพร้อมเพียงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันของตลาด


พ.อ.นที กล่าว่า ที่ประชุมยังได้มีการปรับแก้ ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำหรับการประกอบกิจการทางธุรกิจ  หรือหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิตอลในกลุ่มช่องธุรกิจทั้ง 24 ช่อง ตามความเห็นของบอร์ด กสทช. โดย กสท. ได้ปรับแก้ในส่วนข้อกำหนดและรายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลทีวีดิจิตอลในหนังสือชี้ชวนการลงทุน ให้เป็นตัวประกาศ กสทช.


“ในการที่ กสท. ต้องทำประกาศ กสทช. เพิ่มเติมที่ว่าด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลทีวีดิจิตอลในกลุ่มช่องธุรกิจทั้ง 24 ช่องในครั้งนี้ อาจต้องทำให้การประมูลถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าเป็นช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งในทางปฎิบัติ กสท. จะพยายามรักษากรอบเวลาเดิมเอาไว้ให้ได้ ส่วนกระบวนการจัดทำประกาศ กสทช. ปกติแล้วจะต้องกินเวลาราว 3 เดือน” พ.อ.นที กล่าว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1361182218&grpid=03&catid=03


______________________



กสท.ส่อเลื่อนประมูลทีวีดิจิตัลช่องธุรกิจ



พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) แถลงข่าว ผลการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ว่า วันนี้

(วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556) ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำหรับการประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้ปรับแก้ไขมาโดยขั้นตอนต่อจากนี้จะได้มีการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไปตามลำดับ

“การที่ กสท. ต้องทำประกาศ กสทช. เพิ่มเติมที่ว่าด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลทีวีดิจิตอลในกลุ่มช่องธุรกิจทั้ง 24 ช่องในครั้งนี้ อาจต้องทำให้การประมูลถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าเป็นช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งในทางปฎิบัติ กสท. จะพยายามรักษากรอบเวลาเดิมเอาไว้ให้ได้ ส่วนกระบวนการจัดทำประกาศ กสทช. ปกติแล้วจะต้องกินเวลาราว 3 เดือน” พ.อ.นที กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้ปรับแก้ไขมาโดยขั้นตอนต่อจากนี้จะได้มีการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไปตามลำดับ

ที่ประชุม กสท. มีการพิจารณาเกี่ยวกับการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี และเงินรายปีเข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะในช่วงการออกอากาศแบบคู่ขนาน (Simulcast) กรณีบริษัท กรุงเทพวิทยุโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) โดยที่ประชุม กสท. มีมติดังนี้

(1) บริษัท กรุงเทพวิทยุโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาจากกองทัพบกให้ดำเนินการให้สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 อยู่ในวันที่พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ใช้บังคับ จึงมีสิทธิประกอบกิจการต่อไปได้ภายใต้ขอบเขตการได้รับอนุญาตสัมปทานเดิม ตามมาตรา 75 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวจนกว่าการอนุญาตสัมปทานนั้นจะสิ้นสุดลง โดยบริษัทฯหน้าที่ร่วมกับกองทัพบกในการแจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่และเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ ตามมาตรา 82 และ 83 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งหากบริษัทฯ มีความจำเป้นในการใช้คลื่นความถี่ต่อไป และการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาชอบด้วยกฎหมาย กสทช. ก็จะพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อให้บริการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ในระบบอนาล็อก ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ในชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและส่งเงินรายปีเข้ากองทุนฯ ตามข้อ 17 และข้อ 22 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 อนึ่ง มาตรา 75 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดยกเว้นการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้กับบริษัทฯ แต่ต่อมา มาตรา 42 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว โดยมิได้รับการยกเว้นอีกต่อไป
(2) กรณีการส่งเงินเข้ากองทุนฯ กระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการนำส่งเงินร้อยละ 2 ของรายได้ที่กองทัพบกต้องนำส่งกระทรวงการคลังเนื่องจากการอนุญาตสัมปทานให้กับบริษัทฯ จนกว่าการอนุญาตสัมปทานจะสิ้นสุดลง ตามมาตรา 76 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งในระหว่างที่บริษัทฯ ยังมิได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัทฯ จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน
(3) กรณีที่บริษัทฯ ประสงค์จะประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลโดยการออกอากศคู่ขนาน (Simulcast) กับการออกอากาศในระบบอนาล็อก ภาระหน้าที่การชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของบริษัทฯ ทั้งในกรณีที่บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ทั้งสองระบบแยกต่างหากจากกัน หรือกรณีที่บริษัทฯ ดำเนินการออกอากาศในระบบอนาล็อกตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตสัมปทานอยู่เดิม และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล การชำระค่าธรรมเนียมรายปีและเงินรายปีเข้ากองทุนฯ ของบริษัทฯ จะไม่ซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากบริษัทฯ มีภาระหน้าที่แยกจากกันในแต่ละใบอนุญาต ซึ่งการคำนวณค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและเงินรายปีเข้ากองทุนฯ จะคำนวณจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบกิจการตามใบอนุญาตแต่ละฉบับ ทั้งนี้ เป็นไปตามเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือ


http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=169559:2013-02-18-13-26-20&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.