Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

13 มีนาคม 2556 (แผนรักTREU H) แหล่งข่าวเชื่อ!! MY BY CAT ขอเลขหมายจำนวนมากถึง 16.25 ล้านเลขหมาย เพื่อย้ายลูกค้าTRUEMOVE 17ล้านเบอร์มาบริหาร (ยุ่งยากก็เปลื่ยนเบอร์ทันที)


ประเด็นหลัก


     
       แหล่งข่าวกล่าวว่าการขอเลขหมายจำนวนมากถึง 16.25 ล้านเลขหมาย ในขณะที่สัญญาทรูมูฟที่มีลูกค้าประมาณ 17 ล้านราย จะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย. 2556 นี้ หากคิดง่ายๆ ถ้าใช้กระบวนการย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือ นัมเบอร์พอร์ต ที่ตอนนี้ได้ราวๆ 4 พันเลขหมาย ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะหมด ถึงแม้กำลังจะมีความพยายามให้สามารถย้ายเบอร์ได้จำนวนมากกว่านั้น โดยคณะอนุกรรมการนัมเบอร์พอร์ตเสนอให้มีการเพิ่มการโอนย้ายให้ได้เป็นวันละ 3-5 แสนเลขหมาย ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจาก 5 โอเปอเรเตอร์ในตลาดคือทีโอที กสท เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เพราะต้องมีการลงทุน แต่คาดว่าทีโอทีและกสท อาจไม่เห็นด้วยกับการโอนย้ายครั้งละมากๆ เพราะจะเสียผลประโยชน์จากลูกค้าในระบบสัญญาสัมปทานเดิมและไม่ยอมลงทุน
     
       โดยเฉพาะอดีตสหภาพฯทีโอที บางคน อย่างนายนราพล ปลายเนตร มีความคิดที่จะส่งหนังสือถึงกทค.เพื่อให้ยับยั้งการเร่งให้เอกชนขยายความสามารถในการโอนย้ายลูกค้าจากระบบ2Gไป3G และหากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะยื่นฟ้องศาลปกครองเพราะหากเอกชนย้ายลูกค้าออกจากสัมปทานไปอยู่ที่บริษัทใหม่ นั่นหมายถึงส่วนแบ่งรายได้ที่ทีโอทีในฐานะหน่วยงานรัฐเคยได้รับก็จะหมดลงไปอย่างรวดเร็วถือว่าทำให้รัฐเสียหาย
     
       ในขณะที่เอไอเอสที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานทีโอที จะหมดอายุในปี 2558 ด้วยซ้ำแต่ทรูมูฟที่จะหมดสัญญาในเดือนก.ย.2556 นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ เลือกที่จะอำนวยความสะดวกให้เอกชน ทำนองถ้าเปลี่ยนค่ายไม่ทัน เพราะระบบไม่รองรับ ก็ปิดเบอร์เดิม เปิดเบอร์ใหม่ได้เลยทันใจกว่า
     
       อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ ให้เหตุผลว่าการขอเลขหมายจำนวนมากนั้น เพราะเห็นว่าในช่วง1-2เดือนนี้ ศักยภาพของโครงข่ายจะรองรับเลขหมายได้พร้อมกัน 6 ล้านเลขหมาย หมายถึงสามารถมีเลขหมายไว้หมุนเวียนในการทำตลาดได้ถึง 16 ล้านเลขหมาย จึงยืนยันขอรับการจัดสรรเลขหมายตามที่เคยขอสำนักงานกสทช.ไว้
     
       ส่วนกรณีที่สัญญาระหว่างกสท และทรู ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขและตรวจสอบอยู่นั้น ทำไมต้องขอเลขหมายจำนวนมากนั้น ก็เพราะกสทเห็นว่า การที่ทรูยังขายเลขหมายในส่วนของสัญญาที่ทำกับกสทได้ หมายถึงกสทยังได้ประโยชน์จากธุรกิจ ดีกว่าที่ทรูเร่งขายความถี่ 2.1 GHzที่ประมูลได้มาจากกสทช.
     


 นอกจากนี้กระบวนการแก้ไขสัญญากับกสท ทั้ง6ประเด็นก็เดินหน้าไปด้วยดี ซึ่งกสทเห็นว่าไม่น่าจะเกิดผลทางลบที่ทำให้ธุรกิจสะดุดหรือติดขัดได้
     
       'สถานการณ์ เมื่อปีที่แล้วกับที่เป็นอยู่ต่างกัน เพราะพัฒนาไปมากแล้ว ทางฝั่งเอกชนก็เข้าใจและยินยอมปฏิบัติให้เป็นไปตามหน่วยงานกำกับต้องการ มากกว่าที่จะมาเจรจาโดยใช้ประเด็นทางกฎหมายนำหน้าอย่างเดียว'
     
       อย่างไรก็ตามคาดว่ากสทช.จะจัดสรรเลขหมายใหม่ให้กสท เพียง 5 ล้านเลขหมายเท่านั้น







ข่าวที่เกี่ยวข้อง

12 เมษายน 2556 CAT เปิดตัวเติมเงินแล้ว!! (โปรนาทีละ0.5บาท)(ใช้ NETไม่อั้น) สกัดไม่ให้เลขหมาย16ล้านเบอร์!! CAT3G 850 (ร่วม MVNO TRUE H)


http://somagawn.blogspot.com/2013/03/12-2556-16-cat3g-850-mvno-true-h.html




_________________________________



กสทขอ 16 ล้านเลขหมายนี้เพื่อใคร !?!


เผย 'กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ' กรรมการผู้จัดการใหญ่กสท โทรคมนาคม เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน ท่าทีเปลี่ยน จากช่วงแรกที่รับตำแหน่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยกกรณีขอกสทช. 16 ล้านเลขหมาย เป็นบทพิสูจน์
     
       แหล่งข่าวจากบริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่าขณะนี้พนักงานกสท กำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่กสท เนื่องจากท่าทีของนายกิตติศักดิ์นับตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ กับ ปัจจุบันถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการบริหารสัญญาการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ ในทำนองไม่มั่นใจว่าทุกอย่างที่ทำไปเพื่อประโยชน์องค์กรหรือเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่
     
       โดยเฉพาะเรื่องการขอเลขหมายใหม่จำนวน 16.25 ล้านเลขหมาย ที่เดิมนายกิตติศักดิ์ ได้ส่งหนังสือถึงกสทช.เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2555 เพื่อเลื่อนการขอเลขหมายออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าการขอรับการจัดสรรเลขหมายจำนวนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ขายในโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA แต่เนื่องด้วยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมทั้งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกสทช. ดังนั้นการขอรับการจัดสรรเลขหมายจำนวนดังกล่าวจะต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ กสทจึงขอเลื่อนการแจ้งยืนยันการขอรับการจัดสรรเลขหมายจำนวนดังกล่าวออกไปก่อน
     
       ต่อมาในวันที่ 16 ม.ค. 2556 นายกิตติศักดิ์ ได้ทำหนังสือถึงกสทช. เพื่อขอรับการจัดสรรเลขหมายจำนวน 16.25 ล้านเลขหมาย แต่ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า กสท เป็นรัฐวิสาหกิจ การใช้งบประมาณลงทุนโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2550 โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติงบประมาณตามกระบวนการวิธีปฎิบัติที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยก่อนจึงเบิกจ่ายเงินตามโครงการได้
     
       'หมายความว่าอยากได้ 16.25 ล้านเลขหมาย แต่เรื่องค่าธรรมเนียมเลขหมาย หรือ เงินค่าใช้จ่ายอื่นใด กสท ไม่มีปัญญาจ่ายเพราะโครงการยังไม่ผ่านครม.' แหล่งข่าวระบุ
     
       สำนักงาน กสทช.ได้ทำหนังสือตอบกลับกสท เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2556 ขอให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งบประมาณลงทุนในโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากครม.ดังกล่าว รวมทั้งจะมีความสัมพันธ์และผลกระทบกับการขอรับการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมอย่างไร โดยขอให้ชี้แจงภายใน 7 วัน
     
       ต่อมาในวันที่ 26 ก.พ. 2556 กสทได้ส่งหนังสือชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมให้สำนักงานกสทช.ดังนี้ 1.กสทมีหน้าที่ตามสัญญาบริการขายส่งบริการบนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ต้องดำเนินการขอรับการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมให้บริษัท เรียลมูฟ ซึ่งเป็นผู้ขายต่อบริการเพื่อใช้สำหรับให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ โดยเมื่อได้รับมอบเลขหมายโทรคมนาคมไว้สำหรับให้บริการแล้ว บริษัท เรียลมูฟ มีหน้าที่รับภาระค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคม รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการขอรับการจัดสรรและใช้งานเลขหมายโทรคมนาคมตามจำนวนที่กสท ส่งมอบให้
     
       2.กสทเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ การใช้งบประมาณลงทุนในโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2550 โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากครม.และได้รับอนุมัติงบประมาณตามกระบวนการวิธีปฎิบัติที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยก่อนจึงเบิกจ่ายเงินตามโครงการได้
     
       3.อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยกสท อยู่ระหว่างการนำเสนอขอความเห็นชอบโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ต่อครม. ส่งผลให้กสทยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ทุกรายการได้รวมทั้งค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากครม. ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอุปสรรคดังกล่าว บริษัท เรียลมูฟ ได้มีหนังสือแจ้งกสทว่ามีความประสงค์จะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเลขหมายโทรคมนาคมในโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ดังกล่าวต่อสำนักงานกสทช. ซึ่งกสท พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้กสท สามารถปฎิบัติหน้าที่ตามสัญญาและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ กสท จึงได้มีหนังสือแจ้งบริษัท เรียลมูฟ และได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานกสทช. รับทราบ
     
       กสท ยังเห็นว่าการที่ กสท อยู่ระหว่างนำเสนอขอความเห็นชอบโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ HSPA ต่อครม.นั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการขอรับการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมมาตรฐานเพิ่มเติม สำหรับโครงข่ายโทรศัพท์มือถือของกสทแต่อย่างใด จึงขอให้สำนักงานกสทช.พิจารณาจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมจำนวนดังกล่าวให้กสทด้วย
     
       'โครงการยังไม่ผ่านการพิจารณาของครม.เลย แต่ทำไมกสทต้องรีบร้อนจนถึงขนาดต้องยืมเงินเอกชนมาจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซ่อนเร้นหรือปิดบังอะไรอยู่หรือไม่'
     
       ***เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน !?!
     
       แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากหนังสือฉบับวันที่ 29 พ.ค. 2555 ที่นายกิตติศักดิ์ขอชะลอการจัดสรรเลขหมายก่อน เพราะโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกสทช. ดังนั้นการขอรับการจัดสรรเลขหมายจำนวนดังกล่าวจะต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ กับหนังสือขอให้จัดสรรเลขหมายวันที่ 16 ม.ค. 2556 จะพบว่าระยะเวลาที่ห่างกันแค่ 6-7 เดือน สถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างกันแต่อย่างใด ยกเว้นเป็นสาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคลที่เปลี่ยนไปมากกว่า
     
       เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบสัญญาการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ระบบ HSPA ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานค้างคาอยู่ และมีความไม่แน่นอนสูง อาทิ 1.กฤษฎีกากำลังอยู่ระหว่างตีความว่าการทำสัญญาให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ระบบ HSPAเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) หรือไม่ ก่อนจะดำเนินการแก้ไขสัญญาต่อไป หลังจากนั้นจะต้องส่งแผนและแนวทางการแก้ไขสัญญาเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงไอซีทีพิจารณาและนำเสนอครม.ตามลำดับ
     
       2.เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2556เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (สทช.) ได้ยื่นหนังสือถึงประธานป.ป.ช.กรณีการตรวจสอบสัญญา ระหว่าง กสท กับบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น โดยระบุว่านับตั้งแต่ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ดังกล่าว ตามที่องค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ได้ยื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบสัญญาโดยมีเมธี ครองแก้ว กรรมการป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการนั้น
     
       คณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 ชี้มูลความผิดนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่กสท และเจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้องว่าเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นหรือปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการทำสัญญากับกลุ่มทรูที่ขัดต่อกฎหมาย 3 ฉบับคือ 1. พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ 2. พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 46 และ 3. ระเบียบพัสดุว่าการจัดซื้อจัดจ้าง แต่จนถึงขณะนี้ระยะเวลาผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว (ในขณะนั้นหรือตอนนี้กว่า 10 เดือนแล้ว) กลับไม่มีรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการสรุปผลการ ไต่สวน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาชี้ขาดแต่อย่างใด
     
       3. กรณีที่รมว.ไอซีทีส่งเรื่องให้ดีเอสไอ ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายกิจการระหว่าง กสทกับกลุ่มฮัทช์ ว่าทำไมถึงไม่ถูกดำเนินการตามสัญญาทั้งๆที่มีการเซ็นสัญญาผูกพันกันไปแล้ว จนทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มทรูเข้าซื้อกิจการฮัทช์ได้สำเร็จ จนเป็นที่มาของสัญญาการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ระบบ HSPA โดยระยะเวลาเนิ่นนานกว่า 6-7 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบเช่นกัน
     
       4.บอร์ดกทค.ให้คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายเกี่ยวกับการดำเนินการกิจการของ บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) กรณีการทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่บนความถี่ 850 MHz กับกสท ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมมาใหม่อีก 4 ประเด็นหลัก และให้เวลาเสนอกลับมาไม่เกินวันที่ 18 มี.ค.นี้ พร้อมความเห็นของเลขาธิการกสทช.ด้วย เนื่องจากพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงผลสรุประหว่างทางก่อนที่จะส่งให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณา
     
       เพราะจากเดิมที่คณะทำงานสรุปไว้ว่าบีเอฟเคทีผิดมาตรา 11 วรรค 3 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 กับมาตรา 67 (3) พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ส่วนกสท มีส่วนช่วยเหลือให้ความสะดวกบีเอฟเคที ผิดตามมาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญาประกอบมาตรา 11 วรรค 3 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 และมาตรา 67 (3) พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 กลายเป็นบีเอฟเคทีประกอบกิจการให้เช่าอุปกรณ์และโครงข่ายโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาตามมาตรา67 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 แต่เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามสัญญากับกสท ดังนั้นบีเอฟเคทีจึงมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดกฎหมายถ้ายุติการกระทำนั้นนับแต่ได้รับแจ้งจากกทค. หรือ หมายถึงเป็นความผิดโดยไม่เจตนาจึงไม่มีผลย้อนหลัง
     
       เรียกได้ว่าเป็นสรุปคนละเรื่องเดียวกันจนทำให้กทค.ต้องให้ไปสรุปใหม่เพิ่มเติมอีก 4 ประเด็น พร้อมให้เลขาธิการเสนอความเห็นด้วย เพื่อป้องกันการเล่นแร่แปรธาตุผลสรุป
     
       ***16 ล้านเลขหมายเพื่อใครกันแน่ !?!
     
       แหล่งข่าวกล่าวว่าการขอเลขหมายจำนวนมากถึง 16.25 ล้านเลขหมาย ในขณะที่สัญญาทรูมูฟที่มีลูกค้าประมาณ 17 ล้านราย จะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย. 2556 นี้ หากคิดง่ายๆ ถ้าใช้กระบวนการย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือ นัมเบอร์พอร์ต ที่ตอนนี้ได้ราวๆ 4 พันเลขหมาย ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะหมด ถึงแม้กำลังจะมีความพยายามให้สามารถย้ายเบอร์ได้จำนวนมากกว่านั้น โดยคณะอนุกรรมการนัมเบอร์พอร์ตเสนอให้มีการเพิ่มการโอนย้ายให้ได้เป็นวันละ 3-5 แสนเลขหมาย ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจาก 5 โอเปอเรเตอร์ในตลาดคือทีโอที กสท เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เพราะต้องมีการลงทุน แต่คาดว่าทีโอทีและกสท อาจไม่เห็นด้วยกับการโอนย้ายครั้งละมากๆ เพราะจะเสียผลประโยชน์จากลูกค้าในระบบสัญญาสัมปทานเดิมและไม่ยอมลงทุน
     
       โดยเฉพาะอดีตสหภาพฯทีโอที บางคน อย่างนายนราพล ปลายเนตร มีความคิดที่จะส่งหนังสือถึงกทค.เพื่อให้ยับยั้งการเร่งให้เอกชนขยายความสามารถในการโอนย้ายลูกค้าจากระบบ2Gไป3G และหากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะยื่นฟ้องศาลปกครองเพราะหากเอกชนย้ายลูกค้าออกจากสัมปทานไปอยู่ที่บริษัทใหม่ นั่นหมายถึงส่วนแบ่งรายได้ที่ทีโอทีในฐานะหน่วยงานรัฐเคยได้รับก็จะหมดลงไปอย่างรวดเร็วถือว่าทำให้รัฐเสียหาย
     
       ในขณะที่เอไอเอสที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานทีโอที จะหมดอายุในปี 2558 ด้วยซ้ำแต่ทรูมูฟที่จะหมดสัญญาในเดือนก.ย.2556 นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ เลือกที่จะอำนวยความสะดวกให้เอกชน ทำนองถ้าเปลี่ยนค่ายไม่ทัน เพราะระบบไม่รองรับ ก็ปิดเบอร์เดิม เปิดเบอร์ใหม่ได้เลยทันใจกว่า
     
       อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ ให้เหตุผลว่าการขอเลขหมายจำนวนมากนั้น เพราะเห็นว่าในช่วง1-2เดือนนี้ ศักยภาพของโครงข่ายจะรองรับเลขหมายได้พร้อมกัน 6 ล้านเลขหมาย หมายถึงสามารถมีเลขหมายไว้หมุนเวียนในการทำตลาดได้ถึง 16 ล้านเลขหมาย จึงยืนยันขอรับการจัดสรรเลขหมายตามที่เคยขอสำนักงานกสทช.ไว้
     
       ส่วนกรณีที่สัญญาระหว่างกสท และทรู ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขและตรวจสอบอยู่นั้น ทำไมต้องขอเลขหมายจำนวนมากนั้น ก็เพราะกสทเห็นว่า การที่ทรูยังขายเลขหมายในส่วนของสัญญาที่ทำกับกสทได้ หมายถึงกสทยังได้ประโยชน์จากธุรกิจ ดีกว่าที่ทรูเร่งขายความถี่ 2.1 GHzที่ประมูลได้มาจากกสทช.
     


 นอกจากนี้กระบวนการแก้ไขสัญญากับกสท ทั้ง6ประเด็นก็เดินหน้าไปด้วยดี ซึ่งกสทเห็นว่าไม่น่าจะเกิดผลทางลบที่ทำให้ธุรกิจสะดุดหรือติดขัดได้
     
       'สถานการณ์ เมื่อปีที่แล้วกับที่เป็นอยู่ต่างกัน เพราะพัฒนาไปมากแล้ว ทางฝั่งเอกชนก็เข้าใจและยินยอมปฏิบัติให้เป็นไปตามหน่วยงานกำกับต้องการ มากกว่าที่จะมาเจรจาโดยใช้ประเด็นทางกฎหมายนำหน้าอย่างเดียว'
     
       อย่างไรก็ตามคาดว่ากสทช.จะจัดสรรเลขหมายใหม่ให้กสท เพียง 5 ล้านเลขหมายเท่านั้น


http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000030755


ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.