Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

15 มีนาคม 2556 โครตหน้าเลือด!! (3ค่ายพร้อมใจเสนอเก็บค่าเลขวันละ1บาท(หากไม่ใช้เกิน30วัน) DTAC ให้เหตุผลชัด!! ต้นทุนต่อเบอร์ ราว 10-15 บาท


ประเด็นหลัก



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ,บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ,บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ยื่นข้อเสนอแก่ประธานบอร์ด กทค. เรื่องค่าธรรมเนียมการรักษาเลขหมายโทรคมนาคมสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บค่าบริการแบบล่วงหน้า (พรีเพด) วันละ 1 บาทต่อเลขหมาย รอบอร์ด กทค.เห็นชอบ

ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรักษาเลขหมายกรณีผู้ใช้บริการไม่เคลื่อนไหวทางบัญชีอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเวลา 30 วัน หมายถึงไม่โทรออก - เข้า หรือไม่เติมเงินเข้าสู่ระบบ รวมทั้ง ผู้ใช้บริการไม่มีเงินค่าบริการที่ชำระล่วงหน้าคงเหลืออยู่ในบัญชี และไม่เคลื่อนไหวทางบัญชี 30 วัน บริษัท มีสิทธนำเลขหมายดังกล่าวมาบริหารจัดการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่และนำออกให้บริการต่อไป






ด้านนางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช.?ประกาศเองว่าจะรักษาสิทธิผู้บริโภคให้ผู้บริโภค และที่ผ่านมาก็เป็นฝ่ายออกประกาศห้ามกำหนดวันหมดอายุในระบบเติมเงิน แต่ล่าสุดจะมาเปลี่ยนแปลงมติ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้ผู้บริโภคเข้าใจ ดังนั้นจึงขอให้กสทช.เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก่อนที่จะออกเป็นมติ

ด้านนายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด ดีแทค เปิดเผยว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ได้ตกลงและเห็นพ้องต้องกันในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเลขหมายที่ผู้ใช้บริการไม่ได้มีการใช้งานทั้งโทร.เข้า-ออก ถือเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการโดยต้นทุนจากเลขหมายที่แต่ละผู้ให้บริการขอจัดสรรจาก กสทช.ราคาต้นทุนที่แท้จริง มากกว่า 2 บาท โดยต้นทุนของดีแทค 1 เลขหมาย ราว 10-15 บาท ดังนั้นกรณีที่ผู้ใช้บริการบัตรเติมเงิน ไม่มีการใช้งานต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเลขหมายในระบบด้วย




 ทั้งนี้นายศิริศักดิ์ ศุภมนตรี อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมว่า จากกรณีดังกล่าว เอไอเอสจะขอเก็บค่าบริหารจัดการเลขหมายในระบบ จากผู้ใช้บริการไม่มีการใช้งานติดต่อกัน 30 วัน เอไอเอสจะเก็บค่าบริหารเลขหมายแก่ผู้ใช้บริการรายนั้นวันละ 1 บาทจนกว่าจะมีการใช้บริการ
    ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯเห็นว่า ข้อเสนอของเอไอเอสที่ยื่นต่อ กทค.เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และเป็นการค้ากำไรเกินควรกับผู้บริโภค เพราะเมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดให้บัตรเติมเงินมีอายุวันใช้งานอย่างต่ำ 30 วันทุกมูลค่าที่เติมเงิน ดังนั้น เมื่อลูกค้ายังมีเงินค้างอยู่ในระบบก็สามารถใช้งานต่อไป ผู้ประกอบการเอกชนไม่ควรมาเก็บค่าบริการ หรือค่ารักษาเลขหมายวันละ 1 บาท เพราะปกติผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ต้องจ่ายกับกสทช.เพียงเดือนละ 2 บาทต่อเลขหมายเท่านั้น ดังนั้น หากเอไอเอส คิดค่าธรรมเนียมอัตราดังกล่าว ก็เท่ากับเอไอเอสคิดต้นทุนเกินจริง 15 เท่า
    ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า  ข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่เสนอต่อบอร์ด กทค. ซึ่งก็ยังไม่ได้เป็นคำสั่งที่จะต้องนำมาปฏิบัติหรือคิดค่าเลขหมายระบบพรีเพดในอัตราที่ได้เสนอข้างต้น เนื่องจากข้อเสนอนี้จะเป็นผลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในการประชุมของบอร์ดกทค.ต่อไป



นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมายในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คาราคาซังมาตั้งแต่ยุค กทช. พอถึงยุคกสทช. โดย กทค.ได้เดินหน้าฝ่ากระแสจนมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จากที่ผ่านมามีแต่คนบ่น แต่แก้ไขปัญหาเรื่องบัตรเติมเงินไม่ได้

เงื่อนไขใหม่ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าได้ประโยชน์ เงินที่เติมเข้าไปแม้จะมีจำนวนน้อยเท่าไรก็ตามก็จะได้วันสะสมอย่างน้อย 30 วัน ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย เงื่อนไขใหม่ที่ออกมาเพื่อกำกับผู้ประกอบการทั้งสามรายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจาก กทค. โดยมติเอกฉันท์ ซึ่งตรวจสอบจากรายงานการประชุมได้ แนวทางดังกล่าวอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่มั่นใจว่าเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่

การที่มีกลุ่มบางกลุ่มมายื่นคำร้องแสดงความไม่พอใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเดิมที่เห็นแตกต่างจากวิธีการแก้ปัญหาของกทค. เรื่องพรีเพด หลายเรื่องเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เช่น ที่ระบุว่ามีข้อเสนอให้กำหนดเวลาขั้นต่ำ 60 วัน ต่อการเติมเงินทุกมูลค่า แต่ กทค. กลับไปเลือกเงื่อนไขที่แย่กว่านั้น ขอชี้แจงว่าแท้จริงแล้วเป็นข้อเสนอให้ใช้กับบางโปรโมชั่นเท่านั้น ไม่ได้บังคับกับทุกโปรโมชั่น อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายมีข้อโต้แย้ง จึงทำให้มีปัญหาต่อการนำมากำหนดเป็นเงื่อนไข

รวมทั้งการที่อ้างว่า กทค. มีมติกำหนดระยะเวลาใช้บริการพรีเพด 30 วัน และขัดต่อข้อ 34 ของประกาศก็ไม่เป็นความจริง เพราะมติ กทค.เพียงกำหนดเงื่อนไขมาตรฐานขั้นต่ำว่า การเติมเงินทุกมูลค่าทุกโปรโมชั่นต้องได้วันสะสมอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งมิได้ไปจำกัดวันใช้เพียง 30 วัน ตามที่ผู้เรียกร้องเข้าใจ ทั้งยังระบุในเงื่อนไขชัดเจนว่ากรณีผู้ใช้บริการมีเงินค้างชำระต้องเป็นไปตามข้อ 34 ของประกาศ

นอกจากนี้แนวคิดต่างๆ ที่เสนอมาในข้อเรียกร้องเป็นเรื่องเดิมที่เคยเสนอมาเมื่อครั้งที่ กทช. พยายามแก้ไขปัญหา โดยจัดประชุมหลายครั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งกลุ่มผู้ร้องเรียนได้เคยเสนอความเห็นเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อกทค.และสำนักงาน กสทช.นำมาประมวลกับแนวคิดอื่นๆ แล้วเห็นว่ายังมีจุดอ่อนและไม่เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งบางประเด็นก็สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย จึงผลักดันแนวคิดดังกล่าวเป็นเงื่อนไขในการกำกับดูแลไม่ได้

เมื่อวิเคราะห์แล้วการยืนกรานที่จะใช้กติกาที่ห้ามบัตรเติมเงินหมดอายุสถานเดียวหรือไปให้หักเงินในระบบได้เดือนละ 2 บาท หากไม่ใช้บริการภายในกำหนดนั้น ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและไม่แก้ไขปัญหาเรื่องบัตรพรีเพดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจะทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าเสียประโยชน์ เนื่องจากข้อเรียกร้องไม่เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติไม่ได้

ทั้งนี้ กทค. เคารพในความแตกต่างของความเห็นและพร้อมที่จะรับฟังตลอดจนยินดีที่จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าขณะเดียวกัน กทค. ก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้บริโภคหลายกลุ่มที่เห็นว่าการดำเนินการของกทค. ในการแก้ไขปัญหาเรื่องพรีเพดนั้นเดินมาถูกทางแล้ว จึงขอยืนยันว่า กทค. ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบและถือว่าทุกเสียงของผู้บริโภคเป็นเสียงสวรรค์ ซึ่ง กทค.จะก้าวต่อไปโดยไม่ท้อถอยและจะมุ่งมั่นในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคอย่างแท้จริง
















______________________________________



"สหพันธ์ผู้บริโภค" จี้ทบทวนมติบัตรเติมเงิน


สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคร้อง กสทช. ทบทวนมติอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงินได้ใหม่

เครือข่ายสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคจากทั่วประเทศ เรียกร้องบอร์ดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อทบทวน การกำหนดอายุระบบเติมเงิน เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิของผู้บริโภค ที่ยังมีเงินเหลือในระบบ จึงยังใช้บริการต่อได้โดยเอกชนไม่ควรกำหนดระยะเวลาวันหมดอายุในระบบเติมเงินซึ่งบอร์ดสั่งห้ามไปแล้วและมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค.2555 แต่เมื่อต้นปีบอร์ดกลับมีมติอนุมัติให้ผู้ประกอบการเอกชนกำหนดวันหมดอายุได้ใหม่ 30 วัน

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโคภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า สำนักงานกสทช. รับเรื่องไว้แล้ว แต่ต้องดูว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กทค. พิจารณาเมื่อใด แต่เขาเห็นว่า มีกฎหมายห้ามผู้ประกอบกิจการกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงินอยู่แล้ว แต่การพิจารณาต้องให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ด้วย

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทั้ง 3บริษัทระบุ คือ เป็นต้นทุนในการประกอบกิจการ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องทบทวนกันอีกครั้ง และอาจต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยฟังเสียงเรียกร้องของผู้บริโภค

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ระบุว่า ที่ผ่านมา กสทช.ประกาศเองว่าจะรักษาสิทธิผู้บริโภค และที่ผ่านมาก็เป็นฝ่ายออกประกาศห้ามกำหนดวันหมดอายุในระบบเติมเงิน แต่ตอนนี้จะมาเปลี่ยนแปลงมติให้กำหนดได้ โดยไม่ชี้แจงเหตุผลให้ผู้บริโภคเข้าใจแบบชัดเจนเกี่ยวกับความจำเป็นในการให้เอกชนกำหนดวันหมดอายุ พร้อมขอให้เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก่อนที่จะออกเป็นมติ

การกำหนดมติดังกล่าว เปรียบเสมือนการเอื้อผู้ประกอบ และเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค เพราะเป็นเหตุผลที่ทำให้เครือข่ายทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู เรียกเก็บค่าบริหารจัดการเลขหมายเดือนละ 30 บาทจากผู้บริโภค ซี่งเห็นว่าแพงเกินไป จึงขอให้ทบทวนประเด็นนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ,บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ,บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ยื่นข้อเสนอแก่ประธานบอร์ด กทค. เรื่องค่าธรรมเนียมการรักษาเลขหมายโทรคมนาคมสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บค่าบริการแบบล่วงหน้า (พรีเพด) วันละ 1 บาทต่อเลขหมาย รอบอร์ด กทค.เห็นชอบ

ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรักษาเลขหมายกรณีผู้ใช้บริการไม่เคลื่อนไหวทางบัญชีอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเวลา 30 วัน หมายถึงไม่โทรออก - เข้า หรือไม่เติมเงินเข้าสู่ระบบ รวมทั้ง ผู้ใช้บริการไม่มีเงินค่าบริการที่ชำระล่วงหน้าคงเหลืออยู่ในบัญชี และไม่เคลื่อนไหวทางบัญชี 30 วัน บริษัท มีสิทธนำเลขหมายดังกล่าวมาบริหารจัดการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่และนำออกให้บริการต่อไป

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด ดีแทค กล่าวว่า ทั้ง 3 โอเปอร์เรเตอร์ ได้ตกลงและเห็นพ้องต้องกันในประเด็นนี้ เนื่องจากเลขหมายที่ผู้ใช้บริการไม่ได้ใช้งานทั้งโทรเข้า-ออก และต้นทุนจากเลขหมายที่แต่ละผู้ให้บริการขอจัดสรรจาก กสทช.ราคาต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่เลขหมายละ 2 บาท แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ผู้ให้บริการแต่ละรายมี เช่น ดีแทคมีต้นทุน 1 เลขหมาย ราว 10-15 บาท

ดังนั้น กสทช.ควรต้องคำนึงถึงค่าบำรุงรักษาเลขหมายในระบบด้วย อย่างไรก็ตามการเก็บค่ารักษาเลขหมายดังกล่าว มีขึ้นเพื่อช่วยลดปริมาณหมายเลขในตลาด เพราะพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคชาวไทยจะนิยมเปลี่ยนซิมใหม่ ส่วนซิมเก่าก็ทิ้งไว้ การคิดบริการค่ารักษาเลขหมายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไม่ใช้งานเกิน 30 วัน หากลูกค้ายังใช้งานต่อเนื่องก็จะไม่คิดค่าบริการ

“ถ้าไม่ใช้งานเกิน 30 วัน โอกาสที่ลูกค้าจะกลับเข้าระบบมีน้อยมาก การขอเก็บค่ารักษาเลขหมายก็เป็นเหมือนข้อกำหนดที่ช่วยให้ลูกค้าที่ไม่ใช้งานปิดเบอร์ และนำเบอร์กลับมาให้บริการลูกค้ารายอื่นต่อไปแทน เป็นการช่วยรักษาทรัพยากรของชาติด้วยเช่นเดียวกัน และเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะมีข้อยุติออกมา”

นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมายในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คาราคาซังมาตั้งแต่ยุค กทช. พอถึงยุคกสทช. โดย กทค.ได้เดินหน้าฝ่ากระแสจนมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จากที่ผ่านมามีแต่คนบ่น แต่แก้ไขปัญหาเรื่องบัตรเติมเงินไม่ได้

เงื่อนไขใหม่ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าได้ประโยชน์ เงินที่เติมเข้าไปแม้จะมีจำนวนน้อยเท่าไรก็ตามก็จะได้วันสะสมอย่างน้อย 30 วัน ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย เงื่อนไขใหม่ที่ออกมาเพื่อกำกับผู้ประกอบการทั้งสามรายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจาก กทค. โดยมติเอกฉันท์ ซึ่งตรวจสอบจากรายงานการประชุมได้ แนวทางดังกล่าวอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่มั่นใจว่าเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่

การที่มีกลุ่มบางกลุ่มมายื่นคำร้องแสดงความไม่พอใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเดิมที่เห็นแตกต่างจากวิธีการแก้ปัญหาของกทค. เรื่องพรีเพด หลายเรื่องเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เช่น ที่ระบุว่ามีข้อเสนอให้กำหนดเวลาขั้นต่ำ 60 วัน ต่อการเติมเงินทุกมูลค่า แต่ กทค. กลับไปเลือกเงื่อนไขที่แย่กว่านั้น ขอชี้แจงว่าแท้จริงแล้วเป็นข้อเสนอให้ใช้กับบางโปรโมชั่นเท่านั้น ไม่ได้บังคับกับทุกโปรโมชั่น อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายมีข้อโต้แย้ง จึงทำให้มีปัญหาต่อการนำมากำหนดเป็นเงื่อนไข

รวมทั้งการที่อ้างว่า กทค. มีมติกำหนดระยะเวลาใช้บริการพรีเพด 30 วัน และขัดต่อข้อ 34 ของประกาศก็ไม่เป็นความจริง เพราะมติ กทค.เพียงกำหนดเงื่อนไขมาตรฐานขั้นต่ำว่า การเติมเงินทุกมูลค่าทุกโปรโมชั่นต้องได้วันสะสมอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งมิได้ไปจำกัดวันใช้เพียง 30 วัน ตามที่ผู้เรียกร้องเข้าใจ ทั้งยังระบุในเงื่อนไขชัดเจนว่ากรณีผู้ใช้บริการมีเงินค้างชำระต้องเป็นไปตามข้อ 34 ของประกาศ

นอกจากนี้แนวคิดต่างๆ ที่เสนอมาในข้อเรียกร้องเป็นเรื่องเดิมที่เคยเสนอมาเมื่อครั้งที่ กทช. พยายามแก้ไขปัญหา โดยจัดประชุมหลายครั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งกลุ่มผู้ร้องเรียนได้เคยเสนอความเห็นเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อกทค.และสำนักงาน กสทช.นำมาประมวลกับแนวคิดอื่นๆ แล้วเห็นว่ายังมีจุดอ่อนและไม่เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งบางประเด็นก็สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย จึงผลักดันแนวคิดดังกล่าวเป็นเงื่อนไขในการกำกับดูแลไม่ได้

เมื่อวิเคราะห์แล้วการยืนกรานที่จะใช้กติกาที่ห้ามบัตรเติมเงินหมดอายุสถานเดียวหรือไปให้หักเงินในระบบได้เดือนละ 2 บาท หากไม่ใช้บริการภายในกำหนดนั้น ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและไม่แก้ไขปัญหาเรื่องบัตรพรีเพดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจะทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าเสียประโยชน์ เนื่องจากข้อเรียกร้องไม่เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติไม่ได้

ทั้งนี้ กทค. เคารพในความแตกต่างของความเห็นและพร้อมที่จะรับฟังตลอดจนยินดีที่จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าขณะเดียวกัน กทค. ก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้บริโภคหลายกลุ่มที่เห็นว่าการดำเนินการของกทค. ในการแก้ไขปัญหาเรื่องพรีเพดนั้นเดินมาถูกทางแล้ว จึงขอยืนยันว่า กทค. ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบและถือว่าทุกเสียงของผู้บริโภคเป็นเสียงสวรรค์ ซึ่ง กทค.จะก้าวต่อไปโดยไม่ท้อถอยและจะมุ่งมั่นในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคอย่างแท้จริง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130314/495109/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%9E%E0%B
8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3
%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84-
%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%
B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9
5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99.html


__________________________________________________



สหพันธ์ผู้บริโภคจี้ กทค.ทบทวนการกำหนดอายุระบบเติมเงิน


       นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ระบุว่า ที่ผ่านมา กสทช.ประกาศเองว่า จะรักษาสิทธิผู้บริโภคให้ผู้บริโภค และที่ผ่านมาเป็นฝ่ายออกประกาศห้ามกำหนดวันหมดอายุในระบบเติมเงิน แต่ตอนนี้จะมาเปลี่ยนแปลงมติให้กำหนดได้ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้ผู้บริโภคเข้าใจแบบชัดเจนเกี่ยวกับความจำเป็นในการให้เอกชนกำหนดวันหมดอายุ พร้อมขอให้เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากหลายฝ่าย ก่อนที่จะออกเป็นมติ พร้อมเห็นว่า การกำหนดมตินี้ เปรียบเสมือนการเอื้อผู้ประกอบ และเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค เพราะเป็นเหตุผลที่ทำให้เครือข่ายทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู เรียกเก็บค่าบริหารจัดการเลขหมายเดือนละ 30 บาทจากผู้บริโภค ซี่งเห็นว่าแพงเกินไป จึงขอให้ทบทวนประเด็นนี้ด้วย
        น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ระบุว่า สำนักงาน กสทช.รับเรื่องไว้แล้ว แต่ต้องดูว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดกทค.พิจารณาเมื่อใด แต่ส่วนตัวเห็นว่า มีกฎหมายห้ามผู้ประกอบกิจการกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงินอยู่แล้ว แต่การพิจารณาให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ด้วย โดยเหตุผลที่ทั้ง 3บริษัทระบุ คือ เป็นต้นทุนในการประกอบกิจการ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องทบทวนกันอีกครั้ง และอาจต้องทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความเห็นผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าไม่เคยฟังเสียงเรียกร้องของผู้บริโภค


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000031667&Keyword=%a1%ca%b7

_______________________________________



ผู้บริโภคค้าน3ค่ายใหญ่ เก็บค่ารักษาเบอร์มือถือ

 
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ณ เครือข่ายสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคจากทั่วประเทศ ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อคัดค้านข้อเสนอของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค, บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ที่ได้ยื่นข้อเสนอให้กับ ประธานบอร์ด กทค. เพื่อขอเก็บค่าธรรมเนียมการรักษาเลขหมายที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการแบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด)


 
ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้บริโภคที่ใช้บริการแบบบัตรเติมเงิน ไม่มีการใช้งาน ทางผู้ให้บริการโทรศัพท์ขอเก็บค่าบริการ หรือค่ารักษาเลขหมายวันละ 1 บาท

นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า สำนักงานกสทช.รับเรื่องไว้แล้ว แต่ต้องดูว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดกทค.พิจารณาเมื่อใด แต่ส่วนตัวเห็นว่า ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามผู้ประกอบกิจการกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงินอยู่แล้ว

ด้านนางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช.?ประกาศเองว่าจะรักษาสิทธิผู้บริโภคให้ผู้บริโภค และที่ผ่านมาก็เป็นฝ่ายออกประกาศห้ามกำหนดวันหมดอายุในระบบเติมเงิน แต่ล่าสุดจะมาเปลี่ยนแปลงมติ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้ผู้บริโภคเข้าใจ ดังนั้นจึงขอให้กสทช.เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก่อนที่จะออกเป็นมติ

ด้านนายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด ดีแทค เปิดเผยว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ได้ตกลงและเห็นพ้องต้องกันในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเลขหมายที่ผู้ใช้บริการไม่ได้มีการใช้งานทั้งโทร.เข้า-ออก ถือเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการโดยต้นทุนจากเลขหมายที่แต่ละผู้ให้บริการขอจัดสรรจาก กสทช.ราคาต้นทุนที่แท้จริง มากกว่า 2 บาท โดยต้นทุนของดีแทค 1 เลขหมาย ราว 10-15 บาท ดังนั้นกรณีที่ผู้ใช้บริการบัตรเติมเงิน ไม่มีการใช้งานต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเลขหมายในระบบด้วย


แนวหน้า
http://www.ryt9.com/s/nnd/1609939


______________________________________



อนุฯคุ้มครองผู้บริโภคเด็ดขาด เบรกเอไอเอส

คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับไม่ได้กับ  "เอไอเอส" เตรียมเก็บค่าเลขหมายที่ไม่ใช้งานติดต่อกัน 30 วัน เดือนละ 30 บาท  เตรียมยกร่างฯ มาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ "เอไอเอส” เผย เป็นแค่ข้อเสนอ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กทค.

    คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม นำโดย นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการฯ และ นายศิริศักดิ์ ศุภมนตรี และคณะ ร่วมกันแถลงข่าวในวันที่ 11 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมาถึงกรณี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้ยื่นหนังสือต่อ นายเศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อเสนอเงื่อนไขประกอบการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บเงินล่วงหน้าระบบเติมเงิน (พรีเพด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา
    ทั้งนี้นายศิริศักดิ์ ศุภมนตรี อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมว่า จากกรณีดังกล่าว เอไอเอสจะขอเก็บค่าบริหารจัดการเลขหมายในระบบ จากผู้ใช้บริการไม่มีการใช้งานติดต่อกัน 30 วัน เอไอเอสจะเก็บค่าบริหารเลขหมายแก่ผู้ใช้บริการรายนั้นวันละ 1 บาทจนกว่าจะมีการใช้บริการ
    ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯเห็นว่า ข้อเสนอของเอไอเอสที่ยื่นต่อ กทค.เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และเป็นการค้ากำไรเกินควรกับผู้บริโภค เพราะเมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดให้บัตรเติมเงินมีอายุวันใช้งานอย่างต่ำ 30 วันทุกมูลค่าที่เติมเงิน ดังนั้น เมื่อลูกค้ายังมีเงินค้างอยู่ในระบบก็สามารถใช้งานต่อไป ผู้ประกอบการเอกชนไม่ควรมาเก็บค่าบริการ หรือค่ารักษาเลขหมายวันละ 1 บาท เพราะปกติผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ต้องจ่ายกับกสทช.เพียงเดือนละ 2 บาทต่อเลขหมายเท่านั้น ดังนั้น หากเอไอเอส คิดค่าธรรมเนียมอัตราดังกล่าว ก็เท่ากับเอไอเอสคิดต้นทุนเกินจริง 15 เท่า
    ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า  ข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่เสนอต่อบอร์ด กทค. ซึ่งก็ยังไม่ได้เป็นคำสั่งที่จะต้องนำมาปฏิบัติหรือคิดค่าเลขหมายระบบพรีเพดในอัตราที่ได้เสนอข้างต้น เนื่องจากข้อเสนอนี้จะเป็นผลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในการประชุมของบอร์ดกทค.ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=173560:2013-03-12-06-43-37&catid=123:2009-02-08-11-44-33&Itemid=491


ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.