Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

21 มีนาคม 2556 กสทช. ล้มเหลวการคุ้มครองผู้บริโภค กฏหมายให้แก้ไขปัญหาภาย30วันแต่ลากยาว 6-7 เดือน ( ยุ่งยากและใช้เอกสารมาก )


ประเด็นหลัก



ด้านดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคของสำนักงาน กสทช.ที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลว เนื่องจากมีขั้นตอนและกระบวนการร้องเรียนที่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เอกสารมาก รวมทั้งไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโต้ตอบเรื่องที่ได้รับร้องเรียน ส่งผลให้ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องร้องเรียนใช้เวลานานและไม่มีกำหนด ดังนั้นต้องผลักดันให้การพิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการที่ถูกร้องเรียนโต้ตอบกลับมาภายใน 15 วันหลังได้รับเอกสารจากสำนักงาน กสทช. หากผู้ประกอบการไม่โต้ตอบตามระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าผู้บริโภคที่ร้องเรียนเป็นฝ่ายถูก

“สิ่งที่อยากแนะนำกสทช. คือ ทำให้ขั้นตอนและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนสั้นลง เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้รวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่เยอะมาก และการที่กสทช.รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตนเองอย่างเดียวทำให้ใช้เวลานานมากในการดำเนินงาน ดังนั้นควรกระจายอำนาจไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้เลย”



นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวภายในงานสัมมนา "2556 ปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล" ว่า จากที่ได้สำรวจและหาข้อมูลมานั้น พบว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ทำเหมือนกฎระเบียบไร้ความหมาย ซึ่งมีตัวอย่างหลายกรณี อาทิ ตู้เติมเงินมือถือหลายราย ชาวบ้านเติมเงิน 12 บาท แต่ระบบเติมให้เพียง 10 บาท ประเมินความเสียหายของรายย่อยเหล่านี้นับหมื่นล้านบาทต่อปี และยังมีการบริการโรมมิ่งเครือข่าย เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เอกชนควรแจ้งเตือนว่าใช้เงินไปเท่าไร เช่น 5,000, 10,000 บาท แต่ไม่ใช่กลับมาแล้วเรียกเก็บนับแสนบาท ขณะที่การส่ง SMS เพื่อขายบริการ ขณะนี้ก็ยังมีการกระทำอยู่ไม่หายไป การจัดค่าบริการเกิน 99 สตางค์ต่อนาที ยังเห็นผู้ประกอบการให้บริการอยู่ โดย กสทช.ไม่ดำเนินการใดๆ เลย
    ทั้งนี้ การร้องเรียนจากประชาชนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 พันรายต่อปี จากความเดือดร้อนในการใช้โทรศัพท์มือถือ ตามกฎหมายกำหนดให้เมื่อรับเรื่องร้องเรียนต้องแก้ไขให้เสร็จภายใน 30 วัน แต่การทำงานของ กสทช.ล่าช้ามาก เพราะมีเรื่องร้องเรียนค้างจำนวนมากนับพันเรื่อง และมีเรื่องค้าง 750 เรื่อง ที่ใช้เวลา 2 เดือน และบางเรื่องเกิน 6-7 เดือน นับว่าล่าช้ามาก




________________________________________


กสทช. ล้มเหลวการคุ้มครองผู้บริโภค

เสวนา “2556 ปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิตอล” ดร.เดือนเด่น ซัด กสทช. ล้มเหลวต่อการคุ้มครองผู้บริโภค
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) มีการจัดเสวนา เรื่อง  “2556 ปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิตอล” น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะกสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การที่ กสทช. ประกาศให้ปี 2556 เป็นปีทองของการคุ้มครองผู้บริโภค เกิดขึ้นจากการตอบสนองการประเมินการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี และเป็นปีทองของการเปลี่ยนผ่านจากทีวีระบบอะนาล็อคสู่การเป็นทีวีระบบดิจิทัล

น.พ.ประวิทย์ กล่าวว่า แม้ปีนี้ กสทช. จะให้เป็นปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค แต่พบว่ามีความพยายามที่จะทำให้ขั้นตอนและกระบวนการในการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคมีความยุ่งยากและใช้เวลานานกว่าเดิม ดังนั้นเบื้องต้นสิ่งที่ทำได้ตนอาจไปนั่งดูเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาด้วยตนเอง และนำเรื่องเสนอเป็นวาระเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดกสทช. นอกจากนี้ผู้บริโภคที่ร้องเรียนเข้ามาหากยังไม่ได้รับคำตอบของเรื่องที่ร้องเรียนภายใน 30 วัน ก็มีสิทธิ์ร้องเรียนให้สำนักงานกสทช.จ่ายเงินค่าเสียหายให้ได้ เนื่องจากตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 กำหนดให้การพิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนใช้เวลา 30 วัน หากเกินกว่านั้นผู้บริโภคสามารถร้องเรียนให้สำนักงานกสทช.จ่ายค่าเสียหายให้ได้

ด้านดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคของสำนักงาน กสทช.ที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลว เนื่องจากมีขั้นตอนและกระบวนการร้องเรียนที่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เอกสารมาก รวมทั้งไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโต้ตอบเรื่องที่ได้รับร้องเรียน ส่งผลให้ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องร้องเรียนใช้เวลานานและไม่มีกำหนด ดังนั้นต้องผลักดันให้การพิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการที่ถูกร้องเรียนโต้ตอบกลับมาภายใน 15 วันหลังได้รับเอกสารจากสำนักงาน กสทช. หากผู้ประกอบการไม่โต้ตอบตามระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าผู้บริโภคที่ร้องเรียนเป็นฝ่ายถูก

“สิ่งที่อยากแนะนำกสทช. คือ ทำให้ขั้นตอนและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนสั้นลง เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้รวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่เยอะมาก และการที่กสทช.รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตนเองอย่างเดียวทำให้ใช้เวลานานมากในการดำเนินงาน ดังนั้นควรกระจายอำนาจไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้เลย”

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) กล่าวว่า แม้จะผ่านมา 2-3 เดือนของปีแล้ว แต่การทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคของ กสทช. ยังคงสอบตกเหมือนเดิม



http://www.dailynews.co.th/technology/192100

____________________________________________



นักวิชาการสวดกสทช. ไร้น้ำยาดูแลผู้บริโภค


เศรษฐกิจ 22 March 2556 - 00:00

  คณะอนุกรรมการฯ จวก กสทช.ไร้น้ำยา ไม่เอาผิดผู้ประกอบการในหลายกรณี นักวิชาการฝากถาม กสทช. อยากให้ชี้แจง กรณีการแบ่งสัดส่วนทีวีดิจิตอล
    นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวภายในงานสัมมนา "2556 ปีทองการคุ้มครองผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล" ว่า จากที่ได้สำรวจและหาข้อมูลมานั้น พบว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ทำเหมือนกฎระเบียบไร้ความหมาย ซึ่งมีตัวอย่างหลายกรณี อาทิ ตู้เติมเงินมือถือหลายราย ชาวบ้านเติมเงิน 12 บาท แต่ระบบเติมให้เพียง 10 บาท ประเมินความเสียหายของรายย่อยเหล่านี้นับหมื่นล้านบาทต่อปี และยังมีการบริการโรมมิ่งเครือข่าย เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เอกชนควรแจ้งเตือนว่าใช้เงินไปเท่าไร เช่น 5,000, 10,000 บาท แต่ไม่ใช่กลับมาแล้วเรียกเก็บนับแสนบาท ขณะที่การส่ง SMS เพื่อขายบริการ ขณะนี้ก็ยังมีการกระทำอยู่ไม่หายไป การจัดค่าบริการเกิน 99 สตางค์ต่อนาที ยังเห็นผู้ประกอบการให้บริการอยู่ โดย กสทช.ไม่ดำเนินการใดๆ เลย
    ทั้งนี้ การร้องเรียนจากประชาชนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 พันรายต่อปี จากความเดือดร้อนในการใช้โทรศัพท์มือถือ ตามกฎหมายกำหนดให้เมื่อรับเรื่องร้องเรียนต้องแก้ไขให้เสร็จภายใน 30 วัน แต่การทำงานของ กสทช.ล่าช้ามาก เพราะมีเรื่องร้องเรียนค้างจำนวนมากนับพันเรื่อง และมีเรื่องค้าง 750 เรื่อง ที่ใช้เวลา 2 เดือน และบางเรื่องเกิน 6-7 เดือน นับว่าล่าช้ามาก
    นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการบางส่วน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ กสทช.มีการซื้อพื้นที่สื่อสาธารณะในการเผยแพร่ข่าวสาร ทั้งนี้ หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า เป็นการบิดเบือนข่าวสาร เนื่องจากบางข่าวเสนอเพียงด้านเดียว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด
    ด้าน นายวรากรณ์ สามโกเศศ อธิบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ยังหาคนที่อธิบายแบบง่ายๆ ไม่ได้ว่า ทำไมจะต้องเปลี่ยนจากระบบอะนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล และสิ่งที่กังวลมากที่สุดตอนนี้คือ การจัดผังรายการในประเภทช่องบริการสาธารณะ ซึ่งหากจะต้องมีการประมูลช่องสาธารณะนั้น จะต้องมีบุคคลที่น่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญ ทำไมไม่มีบุคคลเหล่านั้นในคณะอนุกรรมการการประมูล ส่วนตัวมีความเห็นว่า การจัดสัดส่วนดังกล่าว จะเป็นการเปิดช่องให้มีการคอรัปชั่นในรัฐบาลมากขึ้น อีกทั้งจะเป็นการทำให้เอกชนไม่สามารถมีสิทธิเข้ามาผลิตรายการที่มีความคิดสร้างสรรค์ และควรประชาสัมพันธ์พร้อมให้ความรู้กับประชาชนให้มากกว่านี้
    ด้าน นางสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้อำนวยการสถานีวิทยุจุฬา
ลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กสทช. ควรชี้แจงเหตุผลรวมถึงเรื่องการกำหนดสัดส่วนช่องต่างๆ ให้ชัดเจนด้วย.


http://www.thaipost.net/news/220313/71235

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.