Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

25 มีนาคม 2556 ไทยคมมั่นใจชีแจง ไทยคม7 จ่ายแค่ใบอบุญาติ ไม่ได้จ่ายค่าสป.แล้ว!! (ดวงเก่าจ่ายค่าสป.) ชี้ได้ใบอนุญาติถูกม.แล้ว


ประเด็นหลัก



**แต่ถูกมองผูกขาด
    วันนี้ กสทช.ให้ใบอนุญาตใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องให้ ไทยคม ถ้าบริษัทนั้น ๆ มีคุณสมบัติที่ตรงตามที่ทาง  กสทช.และกระทรวงไอซีทีกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.โทรคมนาคม ว่าด้วยเรื่องดาวเทียม ก็สามารถขอใบอนุญาตได้ เรื่องการผูกขาดมีประมาณช่วงแรกที่ก่อสร้างดาวเทียมเมื่อ 8 ปีที่แล้วในการยิงดาวเทียมดวงแรก หลังจากนั้นทางกระทรวงไม่มีข้อผูกพัน และ ได้มอบหมายให้ กสท เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแต่ กสท บอกว่าทำไม่ได้
 *** ค่าสัมปทาน
    บริษัทต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับกระทรวงไอซีที ถึงปี 2564 แต่ดวงเทียมไทยคมดวงที่ 7 บริษัทต้องจ่ายเป็นค่าใบอนุญาต ขณะที่ดวงที่ 4-5 และ 6 ต้องจ่ายค่าสัมปทานจนถึงปี  2564 ขณะที่ดาวเทียมไทยคม 6 จะทำการยิงดาวเทียมไตรมาสที่ 3  ซึ่งอายุดาวเทียมมีระยะเวลา 19 ปี แต่มีสัมปทานเหลืออยู่เพียง 9 ปีครึ่งเท่านั้น ขณะนี้ก่อสร้างไปแล้ว 80%
    วัตถุประสงค์ของ ไทยคม ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดาวเทียมเป็นโครงสร้างหลักโทรคมนาคม แล้วเป็นธุรกิจที่สามารถส่งออกได้ ไทยคม มีธุรกิจต่างประเทศมากกว่าในประเทศด้วยซ้ำ ในโลกนี้ไม่มีใครจ่ายค่าสัมปทาน และ ใบอนุญาต บางประเทศที่ได้รับการสนับสนุนภาครัฐ 100%  ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะรายได้ทั้งหมดอยู่นอกประเทศ  ซึ่งตอนนี้ก็เป็นการเปิดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะสนับสนุน ไทยคม หรือ สนับสนุนต่างชาติ  เพราะ ไทยคม ต้องจ่ายค่าสัมปทาน และ ภาษี แต่ต่างชาติเข้ามาไม่เสียอะไรเลย
    "ไทยคม ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่กลับถูกพวกเรากันเองในประเทศบอกว่าเอื้อประโยชน์ เราต้องไปสู้กับต่างชาติ ต้องรับภาระในเรื่องของค่าสัมปทาน และ ภาษีที่ต้องจ่ายให้กับภาครัฐ"
** ความคืบหน้าสร้างไทยคม 7
    ขณะนี้บริษัทได้ทำการลากดาวเทียมมาอยู่ที่ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออกทำร่วมกับเอเชียแซท  โดยใช้งานคนละครึ่ง ดาวเทียมดวงนี้เราได้สิทธิ์จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์จากเดิมดาวเทียมดวงก่อนมีเพียง 12 ทรานสพอนเดอร์เท่านั้น ตลอดระยะเวลา 15 ปี ต้องจ่ายค่าบริหารจัดการจำนวน 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    "ธุรกิจดาวเทียม ไม่ใช่มีเงิน และ ทำได้ แต่ต้องอยากทำ การยิงดาวทียมลูกหนึ่งจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 12 ปี ถ้าทำธุรกิจไม่ดี อย่าง กรณีของ ไอพีสตาร์ ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีแรกขายไม่ได้เลย  กว่าจะขายได้ถึง 50% ต้องอาศัยพันธมิตรทางธุรกิจเช่นเดียวกัน"




_________________________________________



ไทยคม ไม่มีสีเสื้อ รักษาวงโคจรเพื่อประเทศ

ถึงตอนนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารหญิงคนแรกหลังจากเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 คิดเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี  ต้องบอกว่า ไทยคมตลอด 1 ปี

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยังถูกหยิบเป็นประเด็นเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ กรณีของสีเสื้อ แม้ผู้บริหารพยายามแก้ไขภาพลักษณ์เปลี่ยนทั้งชื่อบริษัทเป็น "ไทยคม" หรือ รีแบรนด์โลโก
     "ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ ศุภจีต้อนรับ"ฐานเศรษฐกิจ" บนชั้น 28 อาคารอินทัช ถ.พหลโยธิน ด้วยชุดแซกสีแดงพร้อมกับปฏิเสธทันทีว่า "วันนี้มีประชุมกับนักวิเคราะห์ต้องแต่งตัวเรียบร้อย และที่ใส่เสื้อสีแดงแต่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดนะคะ บริษัทมีคดีเรื่องเสื้อแดงอยู่เยอะ " (หัวเราะ)
*** กรณีที่ กสทช.ออกใบอนุญาต
    เรื่องการออกใบอนุญาต คนภายนอกมองเราสองแบบ บางกลุ่มมองว่าบริษัทเป็นของคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรีและอดีตผู้ก่อตั้งกลุ่มชินคอร์ป) และ อีกกลุ่มมองว่าเป็นของต่างชาติ  ซึ่งจริงไม่ใช่ทั้งสองอย่าง คุณทักษิณ ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ใช่ แต่ท่านได้ขายหุ้นให้กับเทมาเสกโฮลดิ้งส์ ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันอีก ส่วนเป็นบริษัทต่างชาติหรือเปล่านั้นต้องบอกว่าบริษัทเป็นบริษัทมหาชนโดยแท้จริง ไทยคม กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ให้คนไทยถือ 59% และ อินทัช (หมายถึง บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นจำนวน 41% เพราะฉะนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นของคนอื่น สมบัติทุกชิ้นของบริษัทโดยเฉพาะดาวเทียมที่เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ก็เป็นของรัฐบาลไทย เพราะ ไทย คม อยู่ภายใต้การดำเนินการแบบ BTO (Built Transfer Operate คือ สร้าง โอน และ บริการ )สร้างเสร็จส่งมอบให้กับรัฐบาล แต่การสร้างดาวเทียมนั้นสร้างด้วยเงินของบริษัท สร้างเสร็จก็โอนทรัพย์สินให้รัฐบาลไทย และ นำไปบริหารจัดการเพื่อให้มีรายได้กลับเข้ามา ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งบริษัทต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับไอซีที (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) จำนวน 20.5% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ
 ** ถูกตั้งคำใบอนุญาตไม่ต้องประมูล
    ใบอนุญาตที่ได้รับเป็นใบอนุญาตก่อสร้างดาวเทียมไทยคมดวงที่ 7 กำลังก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2557 จะเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)
    กรณีของ ดาวเทียมไทยคม 7 นั้นบริษัทได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มาทำการรักษาวงโคจร จำนวน 2 วงโคจร คือที่ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออก จากเดิมไทยคมเคยมีดาวเทียมประจำการอยู่ที่วงโคจร 120 องศาตะวันออก กับ 50.5 องศาตะวันออก แต่ปลดประจำการไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงว่างอยู่  ดังนั้นบริษัทได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาล เพื่อจะดำเนินการอย่างไร  ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลได้ทำหนังสือแจ้งกลับมาว่าให้ผู้ประกอบการรายอื่นดำเนินการ คือบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  หรือ แคท และได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล และ ได้แจ้งหนังสือกลับมายังกระทรวงไอซีทีว่าไม่สามารถทำได้  ดังนั้นกระทรวงไอซีที ในสมัยของนายจุติ ไกรฤกษ์ อดีตรมต.ไอซีที ได้มีหนังสือส่งกลับมายัง ไทยคม เมื่อเดือนกรกฎาคม  2554 มอบหมายให้ ไทยคม ไปดำเนินการรักษาวงโคจร และ ได้ทำการเจรจาประสานกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ  ITU (International Telecommunication Union)  และ บริษัทได้ประสานงานแล้วเสร็จต้นเดือนมกราคม 2555 ก่อนที่จะหมดอายุในสิ้นเดือนมกรคม 2555 ในช่วงที่ประสานงานนั้นมีระยะเวลาที่สั้นมาก ขณะที่ตำแหน่ง 50.5 องศาตะวันออก ได้เจรจาแล้วเสร็จเช่นกันแต่ยังมีระยะเวลาเหลืออีก 3 ปี
    สำหรับขั้นตอนการอนุมัติในแบ่งออกเป็น  2 ขั้นตอน  คือ 1. หน่วยงานที่อนุญาตให้ ไทยคม ทำหน้าที่รักษาวงโคจร ขั้นตอนนี้อยู่ที่กระทรวงไอซีที และ ขั้นตอนที่ 2 การออกใบอนุญาต คือ  กสทช. ซึ่งวงโคจรของดาวเทียม ไม่สามารถนำมาประมูลในลักษณะเดียวกับคลื่นความถี่ 3 จี หรือ การประมูลทีวีดิจิตอล ของ กสทช.   เพราะความถี่นี้เป็นความถี่ที่ต้องประสานจากต่างชาติเอามาประมูลไม่ได้ เพราะการทำธุรกิจเรื่องดาวเทียมมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ Space Segment (ส่วนอวกาศ)และ Ground segment (ส่วนภาคพื้นดิน)   ถ้าส่วน Space ไม่ใช่สิทธิ์ประเทศใดประเทศหนึ่งเพราะต้องวงโคจรใช้ร่วมกันเป็นเรื่องที่กระทรวงไอซีทีมีอำนาจต้องผ่าน ครม. อนุญาตให้สิทธิ์ใครดำเนินการ
     ส่วนเรื่อง Ground segment ต้องประมูลให้ใบอนุญาตอีกแบบหนึ่ง เช่น อัพลิงก์ หรือ ดาวน์ลิงก์ ข้อมูลในประเทศ ตรงนี้มี กสท, สามารถ,ทีโอที และ ไทยคม ก็มีการขอใบอนุญาตเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นใบอนุญาตดาวเทียม คือ เรื่องของอวกาศ หรือ อยู่นอกเหนือการควบคุมประเทศนั้น ๆ
**แต่ถูกมองผูกขาด
    วันนี้ กสทช.ให้ใบอนุญาตใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องให้ ไทยคม ถ้าบริษัทนั้น ๆ มีคุณสมบัติที่ตรงตามที่ทาง  กสทช.และกระทรวงไอซีทีกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.โทรคมนาคม ว่าด้วยเรื่องดาวเทียม ก็สามารถขอใบอนุญาตได้ เรื่องการผูกขาดมีประมาณช่วงแรกที่ก่อสร้างดาวเทียมเมื่อ 8 ปีที่แล้วในการยิงดาวเทียมดวงแรก หลังจากนั้นทางกระทรวงไม่มีข้อผูกพัน และ ได้มอบหมายให้ กสท เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแต่ กสท บอกว่าทำไม่ได้
 *** ค่าสัมปทาน
    บริษัทต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับกระทรวงไอซีที ถึงปี 2564 แต่ดวงเทียมไทยคมดวงที่ 7 บริษัทต้องจ่ายเป็นค่าใบอนุญาต ขณะที่ดวงที่ 4-5 และ 6 ต้องจ่ายค่าสัมปทานจนถึงปี  2564 ขณะที่ดาวเทียมไทยคม 6 จะทำการยิงดาวเทียมไตรมาสที่ 3  ซึ่งอายุดาวเทียมมีระยะเวลา 19 ปี แต่มีสัมปทานเหลืออยู่เพียง 9 ปีครึ่งเท่านั้น ขณะนี้ก่อสร้างไปแล้ว 80%
    วัตถุประสงค์ของ ไทยคม ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดาวเทียมเป็นโครงสร้างหลักโทรคมนาคม แล้วเป็นธุรกิจที่สามารถส่งออกได้ ไทยคม มีธุรกิจต่างประเทศมากกว่าในประเทศด้วยซ้ำ ในโลกนี้ไม่มีใครจ่ายค่าสัมปทาน และ ใบอนุญาต บางประเทศที่ได้รับการสนับสนุนภาครัฐ 100%  ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะรายได้ทั้งหมดอยู่นอกประเทศ  ซึ่งตอนนี้ก็เป็นการเปิดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะสนับสนุน ไทยคม หรือ สนับสนุนต่างชาติ  เพราะ ไทยคม ต้องจ่ายค่าสัมปทาน และ ภาษี แต่ต่างชาติเข้ามาไม่เสียอะไรเลย
    "ไทยคม ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่กลับถูกพวกเรากันเองในประเทศบอกว่าเอื้อประโยชน์ เราต้องไปสู้กับต่างชาติ ต้องรับภาระในเรื่องของค่าสัมปทาน และ ภาษีที่ต้องจ่ายให้กับภาครัฐ"
** ความคืบหน้าสร้างไทยคม 7
    ขณะนี้บริษัทได้ทำการลากดาวเทียมมาอยู่ที่ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออกทำร่วมกับเอเชียแซท  โดยใช้งานคนละครึ่ง ดาวเทียมดวงนี้เราได้สิทธิ์จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์จากเดิมดาวเทียมดวงก่อนมีเพียง 12 ทรานสพอนเดอร์เท่านั้น ตลอดระยะเวลา 15 ปี ต้องจ่ายค่าบริหารจัดการจำนวน 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    "ธุรกิจดาวเทียม ไม่ใช่มีเงิน และ ทำได้ แต่ต้องอยากทำ การยิงดาวทียมลูกหนึ่งจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 12 ปี ถ้าทำธุรกิจไม่ดี อย่าง กรณีของ ไอพีสตาร์ ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีแรกขายไม่ได้เลย  กว่าจะขายได้ถึง 50% ต้องอาศัยพันธมิตรทางธุรกิจเช่นเดียวกัน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=175331:2013-03-22-04-17-53&catid=123:2009-02-08-11-44-33&Itemid=491

ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.