Header Ads

Screen-Shot-2561-02-24-at-11.53.29-PM.png
Breaking News
recent

18 มีนาคม 2556 เลื่อนแล้วปลาย57++(เกาะติดประมูล4G)กสทช.เก็บคลื่นระวังติดคุกแนะอย่าเอารัฐบาลติดคุกด้วย//CATย่ำทำตามรัฐธรรมนูญฯ2550และพรบ.กสทช.ชัดเจน//ICTชี้กสทช.ระหว่างประมูลกับได้เศษเหล็กใช้ง่ายอะไรคุ้มกว่ากัน


ประเด็นหลัก



นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมายในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า จากกรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคมได้แสดงท่าทีว่าจะยื้อหรือไม่ยอมคืนคลื่น 1800 MHz ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในช่วงปลายปีนี้ มาให้ กสทช. ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ในเบื้องต้น กสทช.จะขอความร่วมมือดีๆก่อน แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด
     
       ทั้งมาตรการทางปกครอง มาตรการทางแพ่ง และอาญา ซึ่งกรณีที่มีการฝ่าฝืนใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งๆที่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าหมดสิทธิ์ใช้ แต่หากยังมีการดื้อดึงฝ่าฝืนไปใช้คลื่นหรือไปสนับสนุนให้มีการลงทุนหรือหาลูกค้าเพิ่ม ก็เท่ากับว่ามีเจตนาจะกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
     
       ดังนั้นจึงขอเตือนว่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะต้องรับความเสี่ยงต่อบทกำหนดโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้ามีการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระก็ต้องเรียงกระทงลงโทษ ส่งผลให้มีโทษมากขึ้น นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบอัตราโทษสูงถึงจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     
       'ผลที่ได้รับคืออาจติดคุกหัวโต ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการขู่ แต่เป็นบทลงโทษทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ในส่วนบทบาทของ กสทช.เอง ก็ต้องดำเนินการมิฉะนั้นจะถูกข้อหาฐานปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ไปด้วย'



       'ส่วนกรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของกสทหยิบยกประเด็นว่า กสทช.จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภานั้น ผมขอย้ำว่าที่ผ่านมา กสทช. โดยกทค.ได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่เท่าที่ทราบมาในขณะนี้ไม่ปรากฎนโยบายรัฐบาลที่ไม่ให้คืนคลื่นเมื่อสิ้นสุดสัมปทาน และไม่ปรากฎว่ามีนโยบายใดที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ปี 2553 อีกทั้งผมไม่เห็นด้วยต่อความพยายามในการไปขอมติครม. ให้ยื้อเวลาในการคืนคลื่นเพื่อใช้ประโยชน์ในคลื่น 1800 MHz ต่อไป ทั้งๆที่สัมปทานสิ้นสุดแล้ว เพราะเท่ากับเป็นการขอให้รัฐบาลทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการถูกเช็คบิลจากภาคการเมืองและภาคประชาชน'


ในขณะที่มีความพยายามยื้อความถี่ 1800 MHz ไว้ แต่ฝ่ายบริหารกสท กลับละเลยที่จะเร่งให้มีการโอนทรัพย์สิน โครงข่ายทั้งของทรูมูฟและดีพีซี ทำให้ในการประชุมบอร์ดกสทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีมติกระตุ้นฝ่ายบริหารกสท ให้รีบดำเนินการเรื่องโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานบีทีโอ ที่เนิ่นนานกว่า 20 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยน.ท.สมพงษ์ โพธิเกษม กรรมการบอร์ดกสทระบุว่าที่ประชุมบอร์ดกสท.สัปดาห์ที่ผ่านมามีมติรับทราบการรายงานผลการติดตามการโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ มือถือระหว่างกสท กับ บริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอลโฟน (ดีพีซี)ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
     
       '
       ปัจจุบันทรูมูฟ ได้โอนสถานีฐานให้แล้ว 7,892 สถานีฐาน เสาอากาศ 6,951 เสา ชุมสาย 16 แห่งขณะที่ดีพีซีได้โอนสถานีฐานให้กสท 3,609 สถานีฐาน ชุมสาย 10 แห่ง แต่ทั้งนี้การโอนทรัพย์สินดังกล่าวที่กสทสั่งให้คืนนั้นเป็นเพียงการโอน เพียงเฉพาะอุปกรณ์ แต่ไม่รวมถึงการโอนโครงสร้างเสา สถานีฐาน รวมถึงพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากโครงข่ายบางส่วนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
     
       หากมองภาพรวมพฤติกรรมทั้งหมดของกสท เกี่ยวกับความถี่ 1800 MHz น่าสงสัยเป็นอย่างมากว่าทำเพื่อใครกันแน่ หากวิเคราะห์จาก 1.ต้องการใช้ความถี่ 1800 MHz ต่ออีกยาวนาน แต่เรื่องสำคัญเช่นการโอนทรัพย์สินโครงข่าย ผ่านมากว่า 20 เดือน แต่ฝ่ายบริหารกลับไม่ทำอะไร เดือดร้อนถึงระดับบอร์ดต้องออกเป็นมติเพื่อเร่งให้ทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำก่อนหน้านี้ ซึ่งสงสัยได้ว่า หากดำเนินการอะไรให้เอกชนคู่สัญญาสัมปทานอยู่ในภาวะไม่นิ่ง หรือ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ไม่ใช่วิสัยที่กสทต้องเร่ง 2.การอ้างข้อกฎหมาย เพื่อหวังใช้ความถี่ 1800 MHz อีกนาน หมายถึงกว่ากสทช.จะได้ความถี่ 1800 MHz มาประมูลเพื่อจัดสรรใหม่ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งความถี่ 1800 MHz สามารถนำมาให้บริการ 4G ได้ ทำให้ในช่ง 3-4 ปีนี้ คู่แข่งของเอกชนบางราย ไม่สามารถประมูลความถี่ 1800 MHz เพื่อให้บริการ 4G เสริมจากใบอนุญาต 3G ความถี่ 2.1 GHz ที่มีอยู่ เพราะผู้ให้บริการที่มีความถี่อยู่ในมือจำนวนมาก ย่อมได้เปรียบคู่แข่งขันในตลาด

   

"กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า กสท. ได้รับประโยชน์ตามบทเฉพาะกาล มิฉะนั้นจะมีบทเฉพาะกาลไว้เพื่ออะไร ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า บทเฉพาะกาล มาตรา 82-84 ของพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯปี 2553 นั้น ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมาย เดิมไม่ให้หายไปพร้อมกับพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ปี 2543 ที่ถูกยกเลิกไป  ทั้งนี้เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ แต่บทเฉพาะกาลก็มิได้คุ้มครองให้สามารถใช้คลื่นได้ตลอดไป  มิฉะนั้นระบบใหม่คือระบบใบอนุญาตจะไม่สามารถเริ่มเดินหน้าได้เลย ในกรณีสัญญาสัมปทานที่มีระยะเวลา บทเฉพาะกาลรับรองสิทธิจนสิ้นสุดระยะเวลาของสัมปทานเท่านั้น โดยเมื่อสัญญาสัมปทานหมดอายุ สิทธิในการใช้คลื่นนั้นๆก็หมดตามไปด้วย ข้อกฎหมายเรื่องนี้ชัดเจนมากจะไปเอานักกฎหมายกี่สำนักมาตีความ หากมองตรงไปตรงมาโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ก็ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้ ผมว่าน่าจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าระบบสัมปทานให้ใช้คลื่นความถี่กำลังจะกลายเป็นอดีต หากเห็นแก่ประโยชน์ของชาติก็ไม่ควรที่จะอ้างเหตุต่างๆนานา เพื่อยื้อระบบสัมปทานให้อยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาแล้วที่จะคืนคลื่นที่หมดสัมปทานมาให้กสทช. ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย นำไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”


เลื่อนประมูล 4G
คณะทำงานชุดนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับคณะทำงานจัดการประมูลคลื่นความถี่ 3G 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยจะจัดทำแผนการประมูล วิธีการประมูล ราคาคลื่นความถี่ทั้ง 20 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4 ชุดคลื่นความถี่ จำนวนชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ว่าจะมีราคาเท่าไร จากเดิมคาดว่าแผนการประมูล 4จีจะเกิดเดือน ต.ค. 2556 แต่ต้องเลื่อนเป็นปลายปี 2557 เพราะติดปัญหาด้านกฎหมาย และการถือครองคลื่นของ บมจ.กสท โทรคมนาคม






CAT สู้

นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า การที่ กสทช.ขอคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยอ้างบทบัญญัติตามมาตรา 47 และ มาตรา 305 ของ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ที่กำหนดให้ส่งความถี่กลับมาให้ กสทช.นำมาจัดสรรและประมูลใหม่ นั้น ในมุมมองของ กสท เห็นว่า มาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ เป็นแนวทางกำกับกิจการโทรคมนาคม โดยทั่วไปเพื่อกำกับดูแลคลื่นความถี่ใหม่ที่ยังไม่มีการจัดสรร หรือใช้อยู่ก่อนพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เท่านั้น แต่ในส่วนของคลื่น 1800 MHz ที่ กสทครอบครองอยู่นั้นมีบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 82 มาตรา 83 และ มาตรา 84 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ.2553 บัญญัติไว้ เพื่อรองรับการ “เปลี่ยนผ่าน”อยู่แล้ว

โดยในมาตรา 82 บัญญัติให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ มีหน้าที่ต้องแจ้งรายละเอียด รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ ขณะที่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรค 4 ก็ให้ กสทช.กำหนดระยะเวลา ที่แน่นอนให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และความจำเป็นของการประกอบกิจการ

“เมื่อกสท ได้ดำเนินการตามมาตรา 82 ย่อมต้องถือว่า หน่วยงานได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามกฎหมายฉบับนี้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีบทบัญญัติมาตรา 82, 83 และ 84 ไว้เพื่ออะไร นอกจากนี้ในบทบัญญัติเดียวกันในมาตรา 84 วรรค 4 ยังบัญญัติให้ กสทช.กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนของการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรตามความจำเป็นที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐได้แจ้งตามมาตรา 82 ประกอบการ พิจารณาด้วย ซึ่ง กสท ได้มีหนังสือแจ้งรายละเอียดการใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นดังกล่าวไปตั้งแต่ 12 กันยายน 2555 และ 29 พฤศจิกายน 2555 รวมทั้งมีหนังสือแจ้งการขอปรับปรุงคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz และ 1800 MHz ตามนัยมาตรา 84 เพื่อรองรับการให้บริการหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแล้ว”

นอกจากนี้ตามกฎหมายที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของ กสทช.นั้นก็กำหนดให้ กสทช.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่ คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา ดังนั้น บมจ.กสท ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เมื่อได้จัดทำแผนการบริหารทรัพย์สินที่ได้จากสัมปทาน และเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลในมิติต่างๆ แล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ CAT ต้องได้รับอนุญาตให้ปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ต่อไป

“เราพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้เรื่องนี้อย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากคืนความถี่ให้ กสทช. แต่เนื่องจาก กสท เองมีความจำเป็นต้องขอเวลาเพื่อบริหารจัดการคลื่นความถี่ดังกล่าวต่อไปอีกระยะ เพราะยังมีลูกค้าที่อยู่ในระบบ 2จี เดิมอีกเป็นจำนวนมากที่เราต้องดูแลและลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการโยกย้ายไประบบใหม่เพราะเน้นการโทร.ราคาถูกที่ กสท สามารถจะรองรับให้ได้ จึงเห็นว่า กสทช.ควรขยายเวลาให้ กสท ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้”


ICT



ก.ไอซีที ชี้ CATสามารถบริหารจัดการคลื่น 1800 ต่อได้เพราะมีความพร้อม เผย เคารพการตัดสินใจของทุกฝ่าย ฟาก กสทช.ยันแคทไม่มีสิทธิ์ถือครองคลื่น ผิดกฎหมายชัดเจน
    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวถึงกรณีที่ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT ยืนยันที่จะบริหารจัดการคลื่นย่านความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ต่อ หลังหมดสัญญาสัมปทาน ว่า บมจ.กสท มีความพร้อมทั้งในส่วนของบุคลากร และโครงข่ายที่มีอยู่เดิม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสามารถที่จะบริหารจัดการได้ โดยที่ทำให้คลื่นดังกล่าวใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งทั้งนี้ บมจ.กสท ก็ต้องเสนอแนวทางการบริหารจัดการ มาที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. โดย กสทช.จะรับหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของ กสทช. เพราะคนที่จะอนุญาตให้ใช้คลื่นคือ กสทช.
    "ตามกฎหมายของ กสทช.ก็มีระบุชัดเจนเช่นเดียวกันว่า กระบวนการบริหารจัดการคลื่นนั้น กสทช.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนหารือกันอยู่ เพราะสุดท้ายเงินที่ได้จากการประมูลก็ต้องส่งเข้าคลัง ในระดับนี้ก็คงพิจารณาได้ว่า จำนวนที่จะมาเป็นค่าใบอนุญาต กับเงินที่จะได้จากการจัดการบริหารทรัพย์สินที่เป็นเศษเหล็กแน่นอนจากการที่ไม่มีคลื่นมาใช้งาน อันไหนมันคุ้มกว่ากัน เพราะฉะนั้น ไม่อยากเถียงกันไปมา ทั้งนี้ ชื่นชมและเข้าใจ กสทช.ว่าต้องยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นมีนาคมนี้จะได้ข้อยุติ" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
    โดยส่วนตัวเคารพการตัดสินใจในกระบวนการที่ยึดเอาหลักของกฎหมายเป็นที่ตั้ง มองว่าปัญหานี้ยังไงก็มีทางออก เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าประชาชนเดือดร้อนแน่ๆ หากไม่มีใครดูแล ถ้าเกิดปล่อยลอยแพไปทั้งหมด 17 ล้าน จะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการในการบริหารจัดการในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีบุคลากร มีความพร้อมที่มีทรัพยากรครบถ้วนแบบนี้ คิดว่าไม่มีอีกแล้ว







11 มีนาคม 2556 กสทช. (ทำได้เพียงแค่ร้องขอ CAT คืนคลื่น 1800) อ้างนักวิชาการเยอรมนี ต้องทำเพื่อนชาติ

http://somagawn.blogspot.com/2013/03/11-2556-cat-1800.html






5 มีนาคม 2556 (เกาะติดตัวประกัน18ล้าน) CAT ขอความเห็นใจ++ เราคืนแน่นอนปี68!! รัฐเป็นผู้บริหาร ประโยชน์ต่าง ๆ ก็ต้องตกอยู่ที่ประชาชนอยู่แล้ว ทั้ง 2Gและ4G

http://somagawn.blogspot.com/2013/03/5-2556-18-cat-68-2g4g.html





1 มีนาคม 2556 หลุดแล้วMYเติมเงิน!! CAT ตัดสินใจส่งเรื่องถึงครม.ยึดคลื่น1800นาน15ปี 37.5 MHz//ยอมคืนส่วนGSM1800เร็วปี59
http://somagawn.blogspot.com/2013/03/1-2556-my-cat-180015-375-mhzgsm180059.html


28 กุมภาพันธ์ 2556 CAT อ้างความมั่นคงของชาติ(ตัดสินใจยื่นICTยึดคลื่น1800ถึงปี68)เดินหน้าประมูล4Gพร้อมโอนย้านลูกค้า17ล้านคนที่หมดสป.ไปสู่MY(คลื่น3G850)

http://somagawn.blogspot.com/2013/02/28-2556-cat-ict1800684g17my3g850.html


26 กุมภาพันธ์ 2556 (ส่งผลให้CATใช้คลื่นอย่างอนุโลม) กสทช(มีมติ)กทค.(บอร์ดมือถือ)ให้ CATคืนคลื่น1800 MHzขู่จำคุก5ปีปรับ10ล้านบาท แต่สะดุขาตัวเอง!!ยังไม่ได้แผนการปรับปรุงการใช้งานคลื่น800-1800

http://somagawn.blogspot.com/2013/02/26-2556-cat-cat1800-mhz510-800-1800.html



25 กุมภาพันธ์ 2556 CAT กอด 1800 ไว้ด้วยอีกมุก!!! ( สัมปทานระบุชัดเจนว่ามีสิทธิ์บริหารต่อได้อีก 2 ปี ) พร้อมใช้มาตรา++พรบ.กสทช.82,83,84
http://somagawn.blogspot.com/2013/02/25-2556-cat-1800-2-828384.html







_________________________________________





กสทช.เตือน 'กิตติศักดิ์' ซีอีโอ กสท. ยื้อความถี่ 1800 MHz ระวังติดคุกหัวโต

       'สุทธิพล' กสทช.ด้านกฎหมายโทรคมนาคม ย้ำกฎหมายระบุชัดคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติ หมดสัมปทานต้องเข้าสู่ระบบใบอนุญาต ชี้ไม่ควรจับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน แนะอย่าดึงรัฐบาลทำผิดกฎหมาย ยืนยันต้องเดินหน้าเอาคลื่นความถี่คืนเพื่อชาติให้ได้
     
       นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมายในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า จากกรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคมได้แสดงท่าทีว่าจะยื้อหรือไม่ยอมคืนคลื่น 1800 MHz ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในช่วงปลายปีนี้ มาให้ กสทช. ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ในเบื้องต้น กสทช.จะขอความร่วมมือดีๆก่อน แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด
     
       ทั้งมาตรการทางปกครอง มาตรการทางแพ่ง และอาญา ซึ่งกรณีที่มีการฝ่าฝืนใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งๆที่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าหมดสิทธิ์ใช้ แต่หากยังมีการดื้อดึงฝ่าฝืนไปใช้คลื่นหรือไปสนับสนุนให้มีการลงทุนหรือหาลูกค้าเพิ่ม ก็เท่ากับว่ามีเจตนาจะกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
     
       ดังนั้นจึงขอเตือนว่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะต้องรับความเสี่ยงต่อบทกำหนดโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้ามีการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระก็ต้องเรียงกระทงลงโทษ ส่งผลให้มีโทษมากขึ้น นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบอัตราโทษสูงถึงจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     
       'ผลที่ได้รับคืออาจติดคุกหัวโต ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการขู่ แต่เป็นบทลงโทษทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ในส่วนบทบาทของ กสทช.เอง ก็ต้องดำเนินการมิฉะนั้นจะถูกข้อหาฐานปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ไปด้วย'


'สุทธิพล' กสทช.ด้านกฎหมายโทรคมนาคม

       กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ากสทได้รับประโยชน์ตามบทเฉพาะกาล มิฉะนั้นจะมีบทเฉพาะกาลไว้เพื่ออะไร ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าบทเฉพาะกาล มาตรา 82-84 ของพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯปี 2553 นั้น ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายเดิมไม่ให้หายไปพร้อมกับพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ปี 2543 ที่ถูกยกเลิกไป ทั้งนี้เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่
       แต่บทเฉพาะกาลก็มิได้คุ้มครองให้สามารถใช้คลื่นได้ตลอดไป มิฉะนั้นระบบใหม่คือระบบใบอนุญาตจะไม่สามารถเริ่มเดินหน้าได้เลย ในกรณีสัญญาสัมปทานที่มีระยะเวลา บทเฉพาะกาลรับรองสิทธิจนสิ้นสุดระยะเวลาของสัมปทานเท่านั้น โดยเมื่อสัญญาสัมปทานหมดอายุ สิทธิในการใช้คลื่นนั้นๆก็หมดตามไปด้วย ข้อกฎหมายเรื่องนี้ชัดเจนมากจะไปเอานักกฎหมายกี่สำนักมาตีความ หากมองตรงไปตรงมาโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ก็ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้
     
       'ผมว่าน่าจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าระบบสัมปทานให้ใช้คลื่นความถี่กำลังจะกลายเป็นอดีต หากเห็นแก่ประโยชน์ของชาติก็ไม่ควรที่จะอ้างเหตุต่างๆนานา เพื่อยื้อระบบสัมปทานให้อยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาแล้วที่จะคืนคลื่นที่หมดสัมปทานมาให้กสทช. ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย นำไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง'
     
       นายสุทธิพล กล่าวด้วยว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้ก็คือ จะมีแนวทางในการคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการอยู่ในระบบนี้จำนวน 17 ล้านเลขหมายอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะในขณะนี้ศักยภาพในการโอนย้ายเลขหมายได้เพียงวันละ 40,000 เลขหมายเท่านั้น หากจะโอนย้ายทั้ง 17 ล้านเลขหมาย ก็จะต้องใช้เวลาถึง 425 วัน ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 6 เดือนที่สัญญาสัมปทานจะหมดลง หากความสามารถโอนย้ายได้ประมาณ 7 ล้านเลขหมาย คงเหลือผู้ให้บริการค้างอยู่ในระบบถึง 10 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของกสทช.ที่จะต้องให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มนี้
     
       ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีกรรมการ กสทช.บางคนไปพูดว่าถึงอย่างไร ซิมก็ต้องดับ อีกทั้งยังยุยงให้ไปเร่งประมูลคลื่น 1800 MHzโดยไม่ใส่ใจผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้มองว่า กสทช.เอาตัวรอด โดยละเลยหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้ทางกฎหมาย คือ การกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดสัมปทานเพื่อมิให้บริการสาธารณะหยุดชะงัก แต่จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่กสทช. ต้องกำหนดให้ชัดเจน ซึ่งแนวคิดในเรื่องนี้ตกผลึกแล้วและมีกฎหมายรองรับสอดคล้องกับแนวทางสากล หากภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมมือกับ กสทช. อย่างจริงจัง เชื่อว่าปัญหานี้จะถูกก้าวข้ามไปโดยง่ายและสามารถนำคลื่นความถี่มาจัดสรรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสรีอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
     
       'ส่วนกรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของกสทหยิบยกประเด็นว่า กสทช.จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภานั้น ผมขอย้ำว่าที่ผ่านมา กสทช. โดยกทค.ได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่เท่าที่ทราบมาในขณะนี้ไม่ปรากฎนโยบายรัฐบาลที่ไม่ให้คืนคลื่นเมื่อสิ้นสุดสัมปทาน และไม่ปรากฎว่ามีนโยบายใดที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ปี 2553 อีกทั้งผมไม่เห็นด้วยต่อความพยายามในการไปขอมติครม. ให้ยื้อเวลาในการคืนคลื่นเพื่อใช้ประโยชน์ในคลื่น 1800 MHz ต่อไป ทั้งๆที่สัมปทานสิ้นสุดแล้ว เพราะเท่ากับเป็นการขอให้รัฐบาลทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการถูกเช็คบิลจากภาคการเมืองและภาคประชาชน'
     
       ***ยื้อความถี่ 1800 MHz ผลประโยชน์ใครกันแน่***
     
       สำหรับกรณีความถี่ 1800 MHz นั้นกสทมีแนวทางเสนอแผนไปยังกสทช. เพื่อขออนุญาตบริหารจัดการความถี่ 1800 MHz ต่อไปโดยอ้างอิงจากบทเฉพาะกาลตามมาตรา 82, 83 และ 84 ที่ว่าด้วยการรองรับการเปลี่ยนผ่านเนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้ใช้งานค้างอยู่ ในระบบ 1800 MHz ราว 17 ล้านเลขหมาย ที่ใช้งานของทรูมูฟ และดีพีซี ซึ่งการขออนุญาตใช้งานความถี่ต่อไป ในครั้งนี้จะแบ่งเป็นความถี่จำนวน 12.5 MHz ของทรูมูฟ จะขอบริหารจัดการต่อถึงปี 2568
     
       ส่วนความถี่จำนวน 12.5 MHz ของดีพีซี จะขอบริหารจัดการต่อถึงปี 2559 รวมถึงความถี่จำนวน 25 MHz ของบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือ ดีแทค ที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน และจะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2561 ซึ่ง กสท จะขอใช้งานต่อไปจนถึงปี 2568 เช่นเดียวกัน
     
       ในขณะที่มีความพยายามยื้อความถี่ 1800 MHz ไว้ แต่ฝ่ายบริหารกสท กลับละเลยที่จะเร่งให้มีการโอนทรัพย์สิน โครงข่ายทั้งของทรูมูฟและดีพีซี ทำให้ในการประชุมบอร์ดกสทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีมติกระตุ้นฝ่ายบริหารกสท ให้รีบดำเนินการเรื่องโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานบีทีโอ ที่เนิ่นนานกว่า 20 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยน.ท.สมพงษ์ โพธิเกษม กรรมการบอร์ดกสทระบุว่าที่ประชุมบอร์ดกสท.สัปดาห์ที่ผ่านมามีมติรับทราบการรายงานผลการติดตามการโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ มือถือระหว่างกสท กับ บริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอลโฟน (ดีพีซี)ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
     
       โดยสั่งการให้ฝ่ายบริหารทำหนังสือแจ้งไปยังทรูมูฟ และดีพีซี เพื่อให้ส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากกสท หรือภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้
     
       'ทรูและดีพีซีจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนหลังจากที่เรามีคำสั่งออกไป พร้อมกันนี้บอร์ดยังได้สั่งให้จัดทำแนวทางการแก้ปัญหากรณีคู่สัมปทาน ทั้ง2รายไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนให้กับกสทด้วย'
     
       บอร์ดยังมีคำสั่งให้ฝ่ายบริหารไปตรวจสอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานทุกสถานีฐานว่าพื้นที่ใดส่งมอบ และไม่ส่งมอบบ้าง ซึ่งถ้าพื้นที่ใดไม่ส่งมอบก็ให้ส่งมอบโดยเร็ว และหากพบมีอุปกรณ์ใดมาเกี่ยวกับเสาสถานีฐาน ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับกสทโดยตรง กสทก็จะปลดอุปกรณ์ออกทันที
     
       'ในประเด็นดังกล่าวบอร์ดใช้เวลาในการหารือเป็นเวลานาน เนื่องจากสัญญาสัมปทานทรูมูฟ และดีพีซี เหลือเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น หากไม่จัดการให้แล้วเสร็จ กสทจะดำเนินการอย่างไร ในเมื่ออยากได้คลื่นความถี่ไว้ แต่ไม่มีอุปกรณ์โทรคมนาคมตามสัญญาสัมปทาน แล้วจะขอคลื่นคืนทำไม ซึ่งเรื่องนี้บอร์ดได้สั่งการมาเป็นเวลานานกว่า 20 เดือนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ฝ่ายบริหารได้แต่รายงานว่าอยู่ระหว่างการเจรจากับคู่สัญญามาโดยตลอดดังนั้นบอร์ดมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสะสางให้มีความชัดเจน'
     
       ปัจจุบันทรูมูฟ ได้โอนสถานีฐานให้แล้ว 7,892 สถานีฐาน เสาอากาศ 6,951 เสา ชุมสาย 16 แห่งขณะที่ดีพีซีได้โอนสถานีฐานให้กสท 3,609 สถานีฐาน ชุมสาย 10 แห่ง แต่ทั้งนี้การโอนทรัพย์สินดังกล่าวที่กสทสั่งให้คืนนั้นเป็นเพียงการโอน เพียงเฉพาะอุปกรณ์ แต่ไม่รวมถึงการโอนโครงสร้างเสา สถานีฐาน รวมถึงพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากโครงข่ายบางส่วนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
     
       หากมองภาพรวมพฤติกรรมทั้งหมดของกสท เกี่ยวกับความถี่ 1800 MHz น่าสงสัยเป็นอย่างมากว่าทำเพื่อใครกันแน่ หากวิเคราะห์จาก 1.ต้องการใช้ความถี่ 1800 MHz ต่ออีกยาวนาน แต่เรื่องสำคัญเช่นการโอนทรัพย์สินโครงข่าย ผ่านมากว่า 20 เดือน แต่ฝ่ายบริหารกลับไม่ทำอะไร เดือดร้อนถึงระดับบอร์ดต้องออกเป็นมติเพื่อเร่งให้ทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำก่อนหน้านี้ ซึ่งสงสัยได้ว่า หากดำเนินการอะไรให้เอกชนคู่สัญญาสัมปทานอยู่ในภาวะไม่นิ่ง หรือ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ไม่ใช่วิสัยที่กสทต้องเร่ง 2.การอ้างข้อกฎหมาย เพื่อหวังใช้ความถี่ 1800 MHz อีกนาน หมายถึงกว่ากสทช.จะได้ความถี่ 1800 MHz มาประมูลเพื่อจัดสรรใหม่ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งความถี่ 1800 MHz สามารถนำมาให้บริการ 4G ได้ ทำให้ในช่ง 3-4 ปีนี้ คู่แข่งของเอกชนบางราย ไม่สามารถประมูลความถี่ 1800 MHz เพื่อให้บริการ 4G เสริมจากใบอนุญาต 3G ความถี่ 2.1 GHz ที่มีอยู่ เพราะผู้ให้บริการที่มีความถี่อยู่ในมือจำนวนมาก ย่อมได้เปรียบคู่แข่งขันในตลาด
     
       3.การเร่งขอเลขหมายใหม่ 16.25 ล้านเลขหมายของกสท ในขณะที่สัญญาทรูมูฟที่มีลูกค้าประมาณ 17 ล้านราย จะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย. 2556 นี้ หากคิดง่ายๆ ถ้าใช้กระบวนการย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือ นัมเบอร์พอร์ต ที่ตอนนี้ได้ราวๆ 4 หมื่นเลขหมาย ต้องใช้เวลา 425 วัน ส่วนการที่คณะอนุกรรมการนัมเบอร์พอร์ตเสนอให้มีการเพิ่มการโอนย้ายให้ได้เป็นวันละ 3-5แสนเลขหมาย ก็ต้องได้รับความร่วมมือจาก 5 โอเปอเรเตอร์ในตลาดคือทีโอที กสท เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เพราะต้องมีการลงทุน แต่คาดว่าทีโอทีและกสท อาจไม่เห็นด้วยกับการโอนย้ายครั้งละมากๆ เพราะจะเสียผลประโยชน์จากลูกค้าในระบบสัญญาสัมปทานเดิมและไม่ยอมลงทุน
     
       โดยเฉพาะอดีตสหภาพฯทีโอที อย่างนายนราพล ปลายเนตร มีความคิดที่จะส่งหนังสือถึงกทค.เพื่อให้ยับยั้งการเร่งให้เอกชนขยายความสามารถในการโอนย้ายลูกค้าจากระบบ2Gไป3G และหากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะยื่นฟ้องศาลปกครองเพราะหากเอกชนย้ายลูกค้าออกจากสัมปทานไปอยู่ที่บริษัทใหม่ นั่นหมายถึงส่วนแบ่งรายได้ที่ทีโอทีในฐานะหน่วยงานรัฐเคยได้รับก็จะหมดลงไปอย่างรวดเร็วถือว่าทำให้รัฐเสียหาย
     
       ในขณะที่เอไอเอสที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานทีโอที จะหมดอายุในปี 2558 ด้วยซ้ำแต่ทรูมูฟที่จะหมดสัญญาในเดือนก.ย.2556 กสทเลือกที่จะอำนวยความสะดวกให้เอกชน ทำนองถ้าเปลี่ยนค่ายไม่ทัน เพราะระบบไม่รองรับ ก็ปิดเบอร์เดิม เปิดเบอร์ใหม่ได้เลยทันใจกว่า

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000033055


______________________________________________________



กสทช.อัด กสท.ยื้อคลื่น 1800 ระวังติดคุก


 
นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึง กรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้แสดงท่าทีว่าจะยื้อหรือไม่ยอมคืนคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์  ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในช่วงปลายปีนี้ มาให้ กสทช. ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น  ในเบื้องต้น กสทช.จะขอความร่วมมือดีๆก่อน แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ทั้งมาตรการทางปกครอง มาตรการทางแพ่ง และอาญา ซึ่งกรณีที่มีการฝ่าฝืนใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต  ทั้งๆที่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าหมดสิทธิ์ใช้ แต่หากยังมีการดื้อดึงฝ่าฝืนไปใช้คลื่นหรือไปสนับสนุนให้มีการลงทุนหรือหาลูกค้าเพิ่ม ก็เท่ากับว่ามีเจตนาจะกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงขอเตือนว่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะต้องรับความเสี่ยงต่อบทกำหนดโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  และถ้ามีการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระก็ต้องเรียงกระทงลงโทษ ส่งผลให้มีโทษมากขึ้น นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบอัตราโทษสูงถึงจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งผลที่ได้รับคืออาจติดคุกหัวโต  ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการขู่  แต่เป็นบทลงโทษทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ในส่วนบทบาทของ กสทช.เอง ก็ต้องดำเนินการมิฉะนั้นจะถูกข้อหาฐานปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ไปด้วย

"กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า กสท. ได้รับประโยชน์ตามบทเฉพาะกาล มิฉะนั้นจะมีบทเฉพาะกาลไว้เพื่ออะไร ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า บทเฉพาะกาล มาตรา 82-84 ของพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯปี 2553 นั้น ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมาย เดิมไม่ให้หายไปพร้อมกับพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ปี 2543 ที่ถูกยกเลิกไป  ทั้งนี้เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ แต่บทเฉพาะกาลก็มิได้คุ้มครองให้สามารถใช้คลื่นได้ตลอดไป  มิฉะนั้นระบบใหม่คือระบบใบอนุญาตจะไม่สามารถเริ่มเดินหน้าได้เลย ในกรณีสัญญาสัมปทานที่มีระยะเวลา บทเฉพาะกาลรับรองสิทธิจนสิ้นสุดระยะเวลาของสัมปทานเท่านั้น โดยเมื่อสัญญาสัมปทานหมดอายุ สิทธิในการใช้คลื่นนั้นๆก็หมดตามไปด้วย ข้อกฎหมายเรื่องนี้ชัดเจนมากจะไปเอานักกฎหมายกี่สำนักมาตีความ หากมองตรงไปตรงมาโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ก็ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้ ผมว่าน่าจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าระบบสัมปทานให้ใช้คลื่นความถี่กำลังจะกลายเป็นอดีต หากเห็นแก่ประโยชน์ของชาติก็ไม่ควรที่จะอ้างเหตุต่างๆนานา เพื่อยื้อระบบสัมปทานให้อยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาแล้วที่จะคืนคลื่นที่หมดสัมปทานมาให้กสทช. ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย นำไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363589678&grpid=03&catid=03

_________________________________________





กสทช.เลื่อนประมูล4G ลากยาวปลายปี'57

โดย : ปานฉัตร สินสุข

"เศรษฐพงค์" ชงบอร์ดกสทช.เซ็นผ่านตั้งคณะทำงานฟอร์มทีมประมูล 4G คาดเสร็จทันปลายปี 2557 เลื่อนจากกรอบเวลาเดิม 1 ปีเต็ม


พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทค. วันที่ 20 มี.ค.นี้ จะเสนอตั้งคณะกรรมการจัดการบริหารคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะเป็นคณะทำงานสำหรับจัดการประมูลคลื่นความถี่ 4G (แอลทีอี)

คณะทำงานชุดนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับคณะทำงานจัดการประมูลคลื่นความถี่ 3G 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยจะจัดทำแผนการประมูล วิธีการประมูล ราคาคลื่นความถี่ทั้ง 20 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4 ชุดคลื่นความถี่ จำนวนชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ว่าจะมีราคาเท่าไร จากเดิมคาดว่าแผนการประมูล 4จีจะเกิดเดือน ต.ค. 2556 แต่ต้องเลื่อนเป็นปลายปี 2557 เพราะติดปัญหาด้านกฎหมาย และการถือครองคลื่นของ บมจ.กสท โทรคมนาคม

"เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งการประชุมบอร์ดกทค.วันที่ 20 มี.ค.นี้ หากอนุมัติตั้งคณะทำงานแล้วเสร็จเราจะเดินหน้าเตรียมการประมูลทันที ซึ่งการเตรียมการจะทำควบคู่ไปกับการร่างแผนการเยียวยาลูกค้าที่อยู่ในระบบ 2จี และการหาข้อสรุปในประเด็นกฎหมายด้วย"


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130318/495641/%A1%CA%B7%AA.%E0%C5%D7%E8%CD%B9%BB%C3%D0%C1%D9%C5-4G.html


___________________________________



กสท.อ้างกฎหมายถือคลื่น1800แจงลูกค้า2จี10ล้านเลขหมายยังต้องใช้

หลังจากคณะกรรมการ บมจ.กสท โทรคมนาคม มีมติให้ฝ่ายบริหารทำหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อโต้แย้งมติ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ให้ กสท คืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz )ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.2556 นี้

นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า สิ่งที่ กสท ดำเนินการไปนั้นเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่เปิดช่องให้ และยืนยันว่า กสท ไม่ได้หวงคลื่น หรือต้องการคัดง้างมติบอร์ด กทค.แต่อย่างใด แต่ กสท มีความจำเป็นต้องใช้ คลื่นดังกล่าวเพื่อรองรับผู้ใช้บริการระบบ 2จี ในปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการอยู่กว่า 17 ล้านเลขหมาย และคาดว่าหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของ บริษัท ทรูมูฟและบริษัท ดีพีซี แล้ว จะยังคงมีผู้ใช้บริการในระบบดังกล่าวอีกกว่า 10 ล้านเลขหมาย หาก กสทช.เรียกคืนคลื่นดังกล่าวกลับไปจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอย่างมาก

นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า การที่ กสทช.ขอคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยอ้างบทบัญญัติตามมาตรา 47 และ มาตรา 305 ของ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ที่กำหนดให้ส่งความถี่กลับมาให้ กสทช.นำมาจัดสรรและประมูลใหม่ นั้น ในมุมมองของ กสท เห็นว่า มาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ เป็นแนวทางกำกับกิจการโทรคมนาคม โดยทั่วไปเพื่อกำกับดูแลคลื่นความถี่ใหม่ที่ยังไม่มีการจัดสรร หรือใช้อยู่ก่อนพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เท่านั้น แต่ในส่วนของคลื่น 1800 MHz ที่ กสทครอบครองอยู่นั้นมีบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 82 มาตรา 83 และ มาตรา 84 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ.2553 บัญญัติไว้ เพื่อรองรับการ “เปลี่ยนผ่าน”อยู่แล้ว

โดยในมาตรา 82 บัญญัติให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ มีหน้าที่ต้องแจ้งรายละเอียด รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ ขณะที่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรค 4 ก็ให้ กสทช.กำหนดระยะเวลา ที่แน่นอนให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และความจำเป็นของการประกอบกิจการ

“เมื่อกสท ได้ดำเนินการตามมาตรา 82 ย่อมต้องถือว่า หน่วยงานได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามกฎหมายฉบับนี้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีบทบัญญัติมาตรา 82, 83 และ 84 ไว้เพื่ออะไร นอกจากนี้ในบทบัญญัติเดียวกันในมาตรา 84 วรรค 4 ยังบัญญัติให้ กสทช.กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนของการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรตามความจำเป็นที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐได้แจ้งตามมาตรา 82 ประกอบการ พิจารณาด้วย ซึ่ง กสท ได้มีหนังสือแจ้งรายละเอียดการใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นดังกล่าวไปตั้งแต่ 12 กันยายน 2555 และ 29 พฤศจิกายน 2555 รวมทั้งมีหนังสือแจ้งการขอปรับปรุงคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz และ 1800 MHz ตามนัยมาตรา 84 เพื่อรองรับการให้บริการหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแล้ว”

นอกจากนี้ตามกฎหมายที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของ กสทช.นั้นก็กำหนดให้ กสทช.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่ คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา ดังนั้น บมจ.กสท ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เมื่อได้จัดทำแผนการบริหารทรัพย์สินที่ได้จากสัมปทาน และเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลในมิติต่างๆ แล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ CAT ต้องได้รับอนุญาตให้ปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ต่อไป

“เราพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้เรื่องนี้อย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากคืนความถี่ให้ กสทช. แต่เนื่องจาก กสท เองมีความจำเป็นต้องขอเวลาเพื่อบริหารจัดการคลื่นความถี่ดังกล่าวต่อไปอีกระยะ เพราะยังมีลูกค้าที่อยู่ในระบบ 2จี เดิมอีกเป็นจำนวนมากที่เราต้องดูแลและลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการโยกย้ายไประบบใหม่เพราะเน้นการโทร.ราคาถูกที่ กสท สามารถจะรองรับให้ได้ จึงเห็นว่า กสทช.ควรขยายเวลาให้ กสท ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้”

http://www.naewna.com/business/44996

__________________________




ไอซีทีหนุนCATใช้คลื่น1800



  ก.ไอซีที ชี้ CATสามารถบริหารจัดการคลื่น 1800 ต่อได้เพราะมีความพร้อม เผย เคารพการตัดสินใจของทุกฝ่าย ฟาก กสทช.ยันแคทไม่มีสิทธิ์ถือครองคลื่น ผิดกฎหมายชัดเจน
    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวถึงกรณีที่ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT ยืนยันที่จะบริหารจัดการคลื่นย่านความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ต่อ หลังหมดสัญญาสัมปทาน ว่า บมจ.กสท มีความพร้อมทั้งในส่วนของบุคลากร และโครงข่ายที่มีอยู่เดิม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสามารถที่จะบริหารจัดการได้ โดยที่ทำให้คลื่นดังกล่าวใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งทั้งนี้ บมจ.กสท ก็ต้องเสนอแนวทางการบริหารจัดการ มาที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. โดย กสทช.จะรับหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของ กสทช. เพราะคนที่จะอนุญาตให้ใช้คลื่นคือ กสทช.
    "ตามกฎหมายของ กสทช.ก็มีระบุชัดเจนเช่นเดียวกันว่า กระบวนการบริหารจัดการคลื่นนั้น กสทช.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนหารือกันอยู่ เพราะสุดท้ายเงินที่ได้จากการประมูลก็ต้องส่งเข้าคลัง ในระดับนี้ก็คงพิจารณาได้ว่า จำนวนที่จะมาเป็นค่าใบอนุญาต กับเงินที่จะได้จากการจัดการบริหารทรัพย์สินที่เป็นเศษเหล็กแน่นอนจากการที่ไม่มีคลื่นมาใช้งาน อันไหนมันคุ้มกว่ากัน เพราะฉะนั้น ไม่อยากเถียงกันไปมา ทั้งนี้ ชื่นชมและเข้าใจ กสทช.ว่าต้องยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นมีนาคมนี้จะได้ข้อยุติ" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
    โดยส่วนตัวเคารพการตัดสินใจในกระบวนการที่ยึดเอาหลักของกฎหมายเป็นที่ตั้ง มองว่าปัญหานี้ยังไงก็มีทางออก เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าประชาชนเดือดร้อนแน่ๆ หากไม่มีใครดูแล ถ้าเกิดปล่อยลอยแพไปทั้งหมด 17 ล้าน จะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการในการบริหารจัดการในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีบุคลากร มีความพร้อมที่มีทรัพยากรครบถ้วนแบบนี้ คิดว่าไม่มีอีกแล้ว
      ขณะที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ คณะกรรมการ กสทช.ด้านกฎหมายกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า หากท่าทีของ บมจ.กสท ที่แสดงว่าจะยื้อหรือไม่ยอมคืนคลื่นมาที่ กสทช.นั้น เบื้องต้น กสทช.จะขอความร่วมมือก่อน แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการฝ่าฝืนใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าหมดสิทธิ์ใช้ แต่หากยังมีการดื้อดึงฝ่าฝืนไปใช้คลื่น หรือไปสนับสนุนให้มีการลงทุนหรือหาลูกค้าเพิ่ม ก็เท่ากับว่ามีเจตนาจะกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
      "ตนไม่เห็นด้วยต่อความพยายามในการไปขอมติ ครม. ให้ยื้อเวลาในการคืนคลื่นเพื่อใช้ประโยชน์ในคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ต่อไป โดยสัมปทานสิ้นสุดแล้ว เพราะเท่ากับเป็นการขอให้รัฐบาลทำผิดกฎหมาย".

http://www.thaipost.net/news/190313/71072


ไม่มีความคิดเห็น:

So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.