Header Ads

Breaking News
recent

01 พฤษภาคม 2558 เจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย์ ยอมรับว่า เธอ“คาดการณ์ผิด” ธุรกิจนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คาดไว้ เพราะเวลานี้ขาดทุนไปแล้ว 300 ล้านบาท หลังจากที่ควักเงินลงทุนไปประมาณ 1 พันล้านบาท

ประเด็นหลัก

นับเป็นก้าวย่างสำคัญ ของการขยับจาก เจ้าของสิ่งพิมพ์  และ ทีวีดาวเทียม ทางด้านบันเทิง มาสู่การเป็นเจ้าของใบอนุญาตมาถึง  2 ช่อง คือ  ช่องข่าว และช่องเด็กและครอบครัว
จนถึงวันนี้ เจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย์  ยอมรับว่า เธอ“คาดการณ์ผิด”  ธุรกิจนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คาดไว้ เพราะเวลานี้ขาดทุนไปแล้ว 300 ล้านบาท หลังจากที่ควักเงินลงทุนไปประมาณ 1 พันล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใบอนุญาตประมูลคลื่นทีวีดิจิตอล  400ล้านบาท ค่าลงทุนผลิตละคร 200ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าcontent อื่นๆ และค่าบริหาร



_____________________________________________________

















เจ๊ติ๋มทีวีพูล ยอมรับ “คาดการณ์ผิด” ทีวีดิจิตอลไม่สวยหรูอย่างที่คิด



เจ๊ติ๋ม ฝันสลาย “ทีวีดิจิตอล” ขาดทุน 300 ล้านบาท  วิ่งหาพาร์ทเนอร์ใหม่ “เอ็มวี เทเลวิชั่น” เจ้าพ่อ ช่องทีวีดาวเทียม ซีรีส์หนังจีน มาช่วยกอบกู้ธุรกิจ ได้อดีตผอ.ช่อง 5 นั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการช่องไทยทีวีคนใหม่
เป็นเวลาเกือบ 1 ปีบนเส้นทางธุรกิจ “ทีวีดิจิตอล” ของทีวีพูล ที่ได้วาดฝันไปกับการเป็นเจ้าของช่อง  “ทีวีดิจิตอล” อย่างเต็มตัว
นับเป็นก้าวย่างสำคัญ ของการขยับจาก เจ้าของสิ่งพิมพ์  และ ทีวีดาวเทียม ทางด้านบันเทิง มาสู่การเป็นเจ้าของใบอนุญาตมาถึง  2 ช่อง คือ  ช่องข่าว และช่องเด็กและครอบครัว
จนถึงวันนี้ เจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย์  ยอมรับว่า เธอ“คาดการณ์ผิด”  ธุรกิจนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คาดไว้ เพราะเวลานี้ขาดทุนไปแล้ว 300 ล้านบาท หลังจากที่ควักเงินลงทุนไปประมาณ 1 พันล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใบอนุญาตประมูลคลื่นทีวีดิจิตอล  400ล้านบาท ค่าลงทุนผลิตละคร 200ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าcontent อื่นๆ และค่าบริหาร
เจ๊ติ๋ม ยืนยันว่า  เธอจะไม่จ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ในปีนี้แน่นอนเพราะ ถือว่าเป็นความผิดของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ  กสทช. โดยคาดว่าจะมีอีกหลายช่องร่วมด้วย
“ใครจะจ่ายก็จ่ายไป แต่เราและอีกหลายช่องไม่ยอมจ่ายแน่ๆ ยอมรับว่าเราคาดการณ์ผิดพลาด ที่ไปประมูลมาสองช่อง เหมือนล่องเรืออยู่แล้วเห็นสิ่งใหม่ดีกว่า ก็ไปร่วมและก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้”
และยังเป็นที่มาของ การเจรจากับบริษัท MV Television (MVTV)  ให้เข้ามาเป็นพันธมิตรผลิตรายการในทีวีดิจิตอลทั้ง 2 ช่อง   ตามช่องทางที่กฎหมายเปิดให้  คือ 40% หรือ 9 ชั่วโมงต่อวัน เจ๊ติ๋มยืนยันว่า เธอไม่ได้ขายหุ้น แต่เป็นข้อตกลงการทำธุรกิจร่วมกัน 5 ปี  แต่เธอเอง จะเข้าไปถือหุ้นใน MVTV จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เปิดเผยว่าเป็นสัดส่วนเท่าใด
โดย MVTV จะเข้ามาเป็นพารทเนอร์ในช่อง LOCA ช่องเด็กและครอบครัว  อยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อเป็น “ MVTV family” มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป  หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอได้ยื่นขอไปยัง กสทช.  เพื่อของเปลี่ยนชื่อ  LOCA เป็น MVTV แต่ไม่ได้รับอนุมัติ  ล่าสุดจึงเติมคำว่า family ซึ่งเธอยืนยันว่าได้รับอนุญาติแล้ว
สำหรับ MVTV นั้นเป็นของ ชัยยุทธ ทวีปวรเดช ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ธุรกิจทีวีดาวเทียม และช่องเคเบิลมานาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังชุดและซีรีส์ จากผู้ผลิตในฮ่องกง มาตั้งแต่ปี 2547 สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว
เจ๊ติ๋มยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการขายช่องทีวีดิจิตอล ให้กับ MVTVแต่เป็นการให้เขาเข้ามาได้ตามกฏกสทช. ที่ให้มีผู้เช่าช่วงผลิตรายการได้ 40% หรือ 9 ชั่วโมงต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดไทยทีวี ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก200 ล้านบาท เป็น800 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 8%. แต่เธอไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร
แต่ที่แน่ๆ เวลานี้ เธอได้เปลี่ยนตัว ผู้อำนวยการสถานีคนใหม่ จากภิญโญ รู้ธรรม มาเป็น “พลโทสุนทร โสภณศิริ” อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง5 มาเป็นผู้อำนวยการสถานีคนใหม่ให้กับ “ช่องไทยทีวี”
ช่องข่าว “ไทยทีวี” จะมีการ  relaunch ใหม่ ในเดือนมิถุนายนนี้  โดยเน้นข่าว บันเทิงและข่าวอาชญากรรม
หลังปรับใหม่ เธอ วาดแผนว่า จะเริ่มกลับมาทำรายได้อีกครั้ง โดยช่องข่าวไทยทีวี จะต้องมาเป็นอันดับ 1ในกลุ่มช่องข่าว ภายในปีนี้ และมีรายได้ประมาณ400ล้านบาท ส่วนช่องเด็ก จะมีรายได้อยู่ที่ 200ล้านบาท
ในขณะเดียวกันเธอ จะหวลกลับไปเปิด TV Pool บนทีวีดาวเทียมอีกครั้ง หลังจากคว้าใบอนุญาติทีวีดิจิทัล
“เราไปปิดช่องทีวีพูล ที่เป็นช่องหลักดั้งเดิมของเรา เพราะคิดว่ามีตลาดใหม่ไฉไลกว่า แต่เป็นเพราะเราตัดสินใจผิด เลยต้องกลับไปยืนในจุดเดิมใหม่ หลังจากปรับโครงสร้างของบริษัททั้งหมด”
ตามที่เจ๊ติ๋ม คาดหมายไว้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จะเริ่มกลับมาทำกำไรเป็นรายเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายส่นใหญ่เป็น เงินเดือนพนักงานกว่า 500คน วงเงิน 15ล้านบาท/เดือน
“ เพราะเราไม่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ส่วนค่าคอนเทนต์ส่วนใหญ่ลงทุนไปตั้งแต่มื่อปี่ที่แล้ว และยังเวลานี้เรายังได้ MVTV ซึ่งมีช่องทีวีดาวเทียม 5 ช่อง เข้ามาช่วยทำตลาดและหารายได้ร่วมกัน”
ล่าสุดไทยทีวี ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก200 ล้านบาท เป็น800 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเข้ามาใหม่เพียงแค่8%. แต่เธอไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอจะนำบริษัทไทยทีวี เข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหนา ด้วยมูลค่าธุรกิจรวมประมาณ 6พันล้าน เพราะรวมกับสื่อสิ่งพิมพ์บันเทิงที่เป็นรายได้หลักของเธอด้วย

http://www.positioningmag.com/content/60268
So Magawn ( รวบรวบประวัติศาสตร์โทรคมนาคมและการสือสารไทย ). ขับเคลื่อนโดย Blogger.